Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

เส้นทาง ‘ไก่ซีพี’ จากห้องแล็บ DNA สู่มาตรฐานอาหารอวกาศ

เส้นทาง ‘ไก่ซีพี’ จากห้องแล็บ DNA สู่มาตรฐานอาหารอวกาศ

เบื้องหลัง “อกไก่นุ่มกะเพรา” ของซีพีที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบด้านความปลอดภัยตามมาตรฐานอาหารสำหรับนักบินอวกาศ จนถูกส่งขึ้นไปปฏิบัติภารกิจบนสถานีอวกาศนานาชาติไม่ได้เริ่มต้นขึ้นที่ครัวหรือโรงงานแปรรูปอาหาร แต่ย้อนไปไกลถึงงานวิจัยระดับ DNA จุลินทรีย์ โภชนาการสัตว์ และการวิเคราะห์สารชีวโมเลกุลในห้องปฏิบัติการ

หนึ่งในสถานที่สำคัญที่รวบรวมงานวิจัยและเทคโนโลยีเหล่านี้คือ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group Center of Excellence – CoE) ที่ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกันยายน 2568 โดยศูนย์แห่งนี้รวบรวมเครื่องมือด้านเทคโนโลยีชีวภาพและทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อมไว้ด้วยกัน

พื้นที่กว่า 1,400 ตารางเมตรของศูนย์แห่งนี้ ราวร้อยละ 70 ถูกจัดเป็นห้องปฏิบัติการ ส่วนที่เหลือเป็นสำนักงานและพื้นที่ประชุม เป้าหมายไม่ได้มีเพียงการทำงานวิจัยภายในเครือ แต่ยังเปิดเป็นพื้นที่เชื่อมโยงความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยี สตาร์ตอัป มหาวิทยาลัย และภาครัฐ เพื่อผลักดันงานวิจัยตั้งแต่ระดับห้องปฏิบัติการไปจนถึงการทดลองในระดับนำร่องและการผลิตจริง

The Story Thailand มีโอกาสได้เข้ามาเยี่ยมชมศูนย์แห่งนี้ โดยมี น.สพ.ดร.มนูศักดิ์ วงศ์พัชรชัย ผู้อำนวยการวิจัยอาหารสัตว์ ด้านชีวโมเลกุล บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และหัวหน้าทีมนักวิจัยของศูนย์ฯ พาเดินดูเบื้องหลังการทำงานของเครื่องมือแต่ละชนิด ตั้งแต่การเตรียมตัวอย่าง DNA การถอดรหัสพันธุกรรม ไปจนถึงการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล

เทคโนโลยีเบื้องหลังหัวใจนวัตกรรม

จุดแรกของการเยี่ยมชมคือ ห้องเตรียมตัวอย่าง DNA ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับจัดเตรียมตัวอย่างก่อนส่งเข้าสู่เครื่องถอดรหัสพันธุกรรม

เส้นทาง ‘ไก่ซีพี’ จากห้องแล็บ DNA สู่มาตรฐานอาหารอวกาศ

ขั้นตอนสำคัญ คือการติดป้ายหรือติดแท็กให้ตัวอย่าง DNA เพื่อระบุให้ได้ว่าตัวอย่างแต่ละชุดมาจากที่ใด เพราะ DNA มีขนาดเล็กจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในอดีตขั้นตอนนี้ต้องอาศัยนักวิทยาศาสตร์ทำด้วยมือ แต่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจกระทบตัวอย่างทั้งชุดและมีต้นทุนความเสียหายสูงถึงหลักแสนบาท ปัจจุบันศูนย์จึงนำหุ่นยนต์เข้ามาทำงานในกระบวนการดังกล่าว

“หุ่นยนต์สามารถทดแทนกำลังคนได้ประมาณ 6-7 คน และช่วยลดความผิดพลาดจากการทำงานของมนุษย์ลงอย่างมาก ขณะเดียวกันยังสามารถนำตัวอย่าง DNA จากพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ประมาณ 200 ตัวอย่างมารวมอยู่ในหลอดขนาดเล็กเพียงหลอดเดียวอย่างแม่นยำ ก่อนส่งไปยังขั้นตอนการอ่านรหัสพันธุกรรม” น.สพ.ดร.มนูศักดิ์ อธิบายถึงความสำคัญของการใช้หุ่นยนต์เข้ามาช่วยจัดการ

อ่านรหัส DNA เจาะข้อมูลระดับพันธุกรรม

จากห้องเตรียมตัวอย่าง หลอด DNA จะถูกส่งต่อมายังเครื่องถอดรหัสพันธุกรรมรูปแบบใหม่หรือ Next-Generation Sequencer ซึ่งมีความสามารถในการถอดรหัสพันธุกรรมครั้งละมาก ๆ เช่น 200 ถึง 400 ตัวอย่างในคราวเดียวกัน

น.สพ.ดร.มนูศักดิ์ ระบุว่า เทคโนโลยีประเภทนี้ในประเทศไทยมักพบได้ในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำและการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ ในขณะที่ซีพีนำมาใช้กับงานวิจัยด้านการเกษตรและปศุสัตว์

การอ่าน DNA ช่วยให้นักวิจัยเข้าใจคุณลักษณะของสิ่งมีชีวิตได้ในระดับที่ลึกกว่าการสังเกตจากภายนอก ตั้งแต่การศึกษาพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ไปจนถึงการทำความเข้าใจจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหารของสัตว์

น.สพ.ดร.มนูศักดิ์ ยกตัวอย่างรูปธรรมในการใช้เทคโนโลยีนี้ตรวจสอบโพรไบโอติกส์ในอาหารสัตว์ ว่า

“เราไม่ได้แค่ตรวจว่ามีจุลินทรีย์อยู่หรือไม่ แต่เราใช้ DNA ยืนยันได้ว่าจุลินทรีย์เหล่านั้นทำงานจริง ไม่ใช่แค่มีชีวิตอยู่เฉย ๆ”  

การตรวจสอบที่ละเอียดระดับนี้ช่วยให้บริษัทมั่นใจว่าโพรไบโอติกส์ที่คัดเลือกมาจากกว่า 125,000 สายพันธุ์ จนเหลือเพียง 10 สายพันธุ์ที่ดีที่สุด จะเข้าไปช่วยดูแลสุขภาพลำไส้ของไก่ให้แข็งแรงตามธรรมชาติ และลดความจำเป็นในการใช้ยาปฏิชีวนะได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ศูนย์แห่งนี้ยังมี เครื่องถอดรหัสพันธุกรรมแบบพกพา ซึ่งนักวิจัยสามารถนำออกไปใช้ในพื้นที่จริง เช่น ฟาร์มของเครือซีพีในประเทศจีน เพื่อเก็บตัวอย่างจุลินทรีย์และถอดรหัส DNA ได้ที่หน้างาน ก่อนส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตกลับมายังระบบวิเคราะห์ในประเทศไทย ช่วยลดข้อจำกัดในการขนส่งตัวอย่างข้ามประเทศ

เส้นทาง ‘ไก่ซีพี’ จากห้องแล็บ DNA สู่มาตรฐานอาหารอวกาศ

ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ แปลข้อมูลพันธุกรรมมหาศาล

ข้อมูลที่ออกมาจากเครื่องถอดรหัสพันธุกรรมไม่ได้อยู่ในรูปคำตอบสำเร็จรูป แต่เป็นข้อมูลดิบจำนวนมหาศาลที่ต้องผ่านการประมวลผลอีกขั้น ข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยัง ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ซึ่งทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลพันธุกรรม ก่อนแปลงข้อมูลออกมาเป็นผลลัพธ์ที่นักวิจัยสามารถนำไปตีความต่อได้ เช่น ชนิดของจุลินทรีย์ที่พบในตัวอย่าง

น.สพ.ดร.มนูศักดิ์ เล่าว่า ซีพีทยอยพัฒนาระบบประมวลผลนี้มานานกว่า 10 ปี และอัปเกรดอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันกำลังเพิ่มขีดความสามารถด้านหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) เพื่อรองรับการใช้ปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ระบบยังเปิดให้นักวิทยาศาสตร์ในเครือจากประเทศต่าง ๆ เชื่อมต่อเข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลจากระยะไกลได้ตลอด 24 ชั่วโมง

LC-MS/MS มองลึกลงไปถึงสารชีวโมเลกุลในร่างกาย

จากโลกของข้อมูลพันธุกรรม เราเดินต่อมายังห้องปฏิบัติการเคมีชีวภาพ ซึ่งมีเครื่องมือสำคัญคือ LC-MS/MS หน้าที่ของเครื่องนี้แตกต่างจากเครื่องอ่าน DNA เพราะใช้วิเคราะห์สารชีวโมเลกุลและสารเคมีในตัวอย่าง โดยสามารถแยกสารที่มีโครงสร้างใกล้เคียงกันออกจากกันได้ด้วยความละเอียดสูง

ความสามารถนี้เคยถูกนำไปใช้แก้ปัญหาในฟาร์มกุ้ง เมื่อพบสารเคมีปนเปื้อนเฉพาะชนิดและสามารถย้อนกลับไปหาสาเหตุจากแหล่งน้ำใกล้เคียงได้ หรือแม้แต่การพัฒนาอาหารสัตว์ที่มีสารอาหารเฉพาะ เช่น การควบคุมปริมาณโอเมก้า 3 ในไข่ไก่และเนื้อสัตว์ให้มีความสม่ำเสมอในทุกรุ่นการผลิต

จากห้องแล็บสู่ฟาร์ม เลี้ยงไก่โดยไม่พึ่งยาปฏิชีวนะ

เครื่องมือราคาแพงเหล่านี้จะไม่มีประโยชน์ หากข้อมูลที่ได้ไม่สามารถนำไปเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงสัตว์จริง หนึ่งในโจทย์สำคัญคือการพัฒนาแนวทางเลี้ยงไก่โดยไม่พึ่งพายาปฏิชีวนะตลอดช่วงการเลี้ยง หรือ Raised Without Antibiotics (RWA) ซึ่งได้รับการรับรองจาก NSF ประเทศสหรัฐอเมริกา

นอกจากการคัดเลือกจุลินทรีย์สายพันธุ์ที่ดีที่สุดมาใช้เป็นโพรไบโอติกส์ ทีมวิจัยยังให้ความสำคัญกับโรงฟักไข่ ที่ น.สพ.ดร.มนูศักดิ์ เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนว่า

“โรงฟักไข่เปรียบเสมือน ‘ห้องคลอดในโรงพยาบาล’ เพราะหากสภาพแวดล้อมในช่วงที่ลูกไก่เริ่มต้นชีวิตไม่สะอาดเพียงพอ สุขภาพของสัตว์ตั้งแต่แรกเกิดก็อาจได้รับผลกระทบ การควบคุมสุขอนามัยของโรงฟักจึงกลายเป็นส่วนสำคัญของการป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทางก่อนที่ลูกไก่จะถูกส่งไปยังโรงเรือน”

เมื่อเข้าสู่ฟาร์ม ซีพีเอฟใช้โรงเรือนระบบปิดแบบ Evaporative Cooling System ควบคุมอุณหภูมิและความชื้น พร้อมระบบ Biosecurity อาหารสัตว์ถูกลำเลียงผ่านระบบท่ออัตโนมัติเพื่อลดการสัมผัสจากมือคน พร้อมนำ Metabolizable Energy Chamber มาทำงานร่วมกับ AI Tech ใน Farm Lab เพื่อตรวจวัดการเผาผลาญพลังงานและพฤติกรรมของไก่ นำมาปรับสูตรโภชนาการให้แม่นยำยิ่งขึ้น

ภารกิจ ‘ไก่ไทยไปอวกาศ’ มาตรฐาน NASA ที่เสิร์ฟถึงคนไทย

คำถามที่ตามมาคือ แล้วสิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกับอาหารอวกาศหรือ โครงการ “Thai Food – Mission to Space” ได้อย่างไร

น.สพ.ดร.มนูศักดิ์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการผลักดันมาตรฐานนี้ว่า ส่วนหนึ่งมาจากการสร้างความเชื่อมั่นและตอบคำถามของผู้บริโภคเกี่ยวกับการใช้ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตในไก่ แม้การใช้ฮอร์โมนดังกล่าวจะผิดกฎหมาย และในทางปฏิบัติการฉีดไก่จำนวนหลายล้านตัวครั้งละตัวไม่สามารถทำได้ แต่ทีมงานมองว่าการอธิบายเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ จึงเกิดแนวคิดนำมาตรฐานความปลอดภัยอาหารที่เข้มงวดที่สุดในโลกอย่างอาหารสำหรับนักบินอวกาศมาเป็นเครื่องพิสูจน์

ไก่อวกาศไม่ใช่ไก่ที่เลี้ยงขึ้นเป็นพิเศษ แต่เป็นไก่มาตรฐานเดียวกับที่ CP ผลิตและจำหน่ายให้คนไทยรับประทานทุกวัน ผ่านการตรวจสอบกว่า 40 ขั้นตอนตามเกณฑ์ Space Food Safety Standard (NASA STD 3001) และมาตรฐานสากลอื่นๆ เช่น BRC, ISO 22000 และ FSSC 22000

ภารกิจ ‘ไก่ไทยไปอวกาศ’ มาตรฐาน NASA ที่เสิร์ฟถึงคนไทย

เมื่อได้วัตถุดิบที่ผ่านเกณฑ์แล้ว จะถูกส่งต่อไปยังทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อแปรรูปเป็นเมนูกะเพราไก่ ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนและแรงดันสูงแบบ Retort และบรรจุภัณฑ์สุญญากาศที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้ซอสกระเด็นในสภาวะไร้น้ำหนัก และสามารถเก็บรักษาได้นานกว่า 1 ปี ก่อนจะเดินทางขึ้นสู่อวกาศไปกับภารกิจ Axiom Mission 4 (Ax-4) บนยาน Dragon C213

ก้าวต่อไปสู่ Cell Biology และความยั่งยืน

สำหรับเป้าหมายของศูนย์ CoE ในอนาคต  น.สพ.ดร.มนูศักดิ์ เปิดเผยว่า ศูนย์กำลังลงทุนเพิ่มในด้าน เซลล์วิทยา (Cell Biology) เพื่อสนับสนุนธุรกิจด้านการแพทย์และโรงพยาบาลทั้งคนและสัตว์ และอนาคตของโปรตีนทางเลือก เช่น เนื้อเพาะเลี้ยงจากเซลล์

นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมการขยายงานด้าน การปรับปรุงพันธุกรรมพืช ให้ทนต่อโรคโดยไม่ต้องใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลง และที่สำคัญคือต้องเป็น Non-GMO เพื่อให้สอดคล้องกับระเบียบข้อบังคับของไทยและสากล ทั้งหมดนี้เพื่อมุ่งสู่การสร้างระบบอาหารที่แม่นยำและโปร่งใสที่สุดสำหรับโลกอนาคต

งานวิจัยต้องไม่จบอยู่บนหิ้ง

น.สพ.ดร.มนูศักดิ์ กล่าวว่า ซีพีจัดสรรงบประมาณวิจัยและพัฒนางานวิชาการอาหารสัตว์หลายร้อยล้านบาทต่อปี แต่นักวิจัยที่นี่มีเงื่อนไขสำคัญคือผลวิจัยต้องใช้งานได้จริง

“งานวิจัยที่นี่จะต้องตอบโจทย์ความเป็นจริง สามารถออกไปรอดและเติบโตในตลาดได้ ไม่ใช่ทำงานวิจัยแล้วปล่อยทิ้งไว้บนหิ้ง”

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ดีอี เปิดให้ลงทะเบียน ‘TH-AI Passport’ ล่วงหน้าแล้ววันนี้ เริ่มใช้งาน 31 ส.ค. 69

สวทช. เปิด 3 บริการใหม่ ต่อยอด FoodSERP หลังสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 8,900 ล้านบาทในรอบ 2 ปี

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar