งานวิจัยจำนวนมากอาจจบลงที่ผลงานหนึ่งชิ้น หากคนทำวิจัยไม่รู้ว่าเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นจะไปต่ออย่างไร ใครจะใช้ ต้นทุนเท่าไร และจะหาเงินจากไหนมาพัฒนาให้ไปถึงการใช้งานจริง โจทย์เรื่อง “ทุน” จึงเข้ามาอยู่ในเส้นทางเดียวกับการสร้างนักวิจัยและผู้ประกอบการ Deep Tech
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กล่าวในงาน Capital Market Research Symposium 2026 ว่า ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีองค์ความรู้สูง การเรียนการสอนมีการรับรองระดับโลกในหลายแขนง แต่ยังมีสตาร์ตอัประดับยูนิคอร์นที่เป็น Deep Tech หรือบริษัทที่นำด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงไม่มากนัก เรื่องที่เขามองว่าอาจเป็นช่องว่างคือ Financial Literacy หรือความรู้ทางการเงิน
“เราสอนให้คนเข้าใจเทคโนโลยี แต่วันนี้เราไม่ได้สอนให้เขาเข้าใจเรื่องทุนที่จะต่อยอดเทคโนโลยีนี้แล้วสร้างประโยชน์”
ความรู้ทางการเงินที่พูดถึงไม่ได้จบอยู่ที่การบริหารเงินส่วนตัวหรือการออม แต่เดินต่อไปถึง Entrepreneurial Finance การสร้างสตาร์ตอัป และความเข้าใจเรื่องเงินทุนสำหรับการขยายธุรกิจ ทั้งหมดอยู่ภายใต้ Entrepreneurial Mindset ที่ ศ.ดร.ยศชนันนำมาเชื่อมกับการพัฒนาทุนมนุษย์ เป้าหมายคือทำให้คนไม่ต้องอยู่ในสถานะ Job Seeker เพียงอย่างเดียว
“เพื่อที่จะทำให้มนุษย์คนนี้ แทนที่จะเป็น Job Seeker ให้เปลี่ยนเป็น Job Creator”
จาก Research Mindset สู่ Entrepreneurial Mindset
จากพื้นฐานด้านวิศวกรรม ศ.ดร.ยศชนันยกตัวอย่างการพัฒนาเซนเซอร์เกี่ยวกับสมอง งานแบบนี้เมื่ออยู่ใน Research Mindset นักวิจัยอาจตั้งเป้าสร้างเซนเซอร์ที่มีความแม่นยำมากกว่า 90% ตัวชี้วัดของทุนวิจัยและความสำเร็จก็วางอยู่ตรงนั้น เมื่อทำได้ ผลลัพธ์ออกมาเป็นนวัตกรรมหนึ่งชิ้น ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องผิดสำหรับการทำงานวิจัย
Entrepreneurial Mindset ทำให้โจทย์ยาวออกไปอีก เซนเซอร์ชิ้นนี้มีใครใช้ ใครจะใช้ ต้นทุนต่อชิ้นเท่าไร ถ้าราคาแพงจน Scale ไม่ได้ เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นก็ไปไม่ถึงผู้ใช้ทั่วโลก หากต้องการให้คนจำนวนมากได้ใช้ นักวิจัยต้องคิดถึงการเชื่อมกับบริษัท และนำ Feedback จากการใช้งานกลับมาทำวิจัยต่อ
ศ.ดร.ยศชนันอธิบายว่า การมี Entrepreneurial Mindset ไม่ได้หมายถึงการคิดเพื่อหารายได้ แต่หมายถึงการนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์จริง ในมุมนี้ Entrepreneurial Mindset ครอบ Research Mindset ไว้อีกชั้นหนึ่ง
ตั้งโจทย์ไทย ทำงานวิจัยระดับโลก
โจทย์ที่จะพัฒนา เป็นงานวิจัยก็มีผลต่อปลายทางเช่นกัน ศ.ดร.ยศชนันชวนให้นักวิจัยย้อนดูว่างานที่กำลังทำต่อยอดมาจากใคร อาจารย์ทำต่อจากใคร และคนแรกที่เริ่มเรื่องนั้นกำลังแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ไหน
โดยยกกรณีปัญหาในแคลิฟอร์เนีย หากนักวิจัยไทยรับโจทย์นั้นมาทำต่อ ผลลัพธ์สุดท้ายก็กลับไปเป็นประโยชน์กับคนในแคลิฟอร์เนีย แต่ถ้าเริ่มจากโจทย์ที่น่าน แล้วพัฒนาให้เป็นงานระดับโลก ตีพิมพ์ใน Nature หรือ Science จนคนทั่วโลกสนใจเข้ามาศึกษา ผลจากงานวิจัยเหล่านั้นก็กลับมาเป็นประโยชน์กับคนที่น่าน
สำหรับ ศ.ดร.ยศชนัน ส่วนของการทำวิจัยเป็นสิ่งที่ประเทศไทยทำได้อยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่ด้าน Scale เพราะนักวิจัยต้องรู้ด้วยว่างานจะไปไหนต่อ และเมื่อมาถึงจุดนี้ เงินทุนกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
“นวัตกรรมที่ขาดเรื่องทุนก็คือสิ่งประดิษฐ์ แต่วันนี้ถ้านวัตกรรมจะมีคุณค่าทางอุตสาหกรรม ก็ต้องมีเรื่องของทุนเข้ามา”
Financial Literacy จากเงินออมถึง IPO
เส้นทาง Financial Literacy ที่ ศ.ดร.ยศชนันพูดถึงเริ่มจาก Personal Finance การบริหารจัดการเงินส่วนตัวเพื่อให้เกิดเงินออม แล้วจึงมาถึง Entrepreneurial Finance ซึ่งเกี่ยวข้องกับทักษะการเป็นผู้ประกอบการและการเริ่มสร้างสตาร์ตอัป กระทรวงเองต้องสร้าง Innovation Ecosystem ให้คนที่ต้องการเดินเส้นทางนี้มีพื้นที่รองรับ
เมื่อธุรกิจต้องการ Scale เรื่อง PE และ IPO ก็เข้ามาอยู่ในชุดความรู้เดียวกัน เพราะหากรู้ว่าปลายทางเหล่านี้คืออะไร ก็จะรู้ว่าต้องตั้งต้นอย่างไร ศ.ดร.ยศชนันจึงวาง Financial Literacy ไว้ 3 ระดับ ตั้งแต่การเงินส่วนบุคคล การเงินสำหรับผู้ประกอบการ ไปจนถึงความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการขยายธุรกิจ
คนตัวเล็กที่กลายเป็น Job Creator เป็นส่วนหนึ่งของ New Growth Engine ที่เขาพูดถึง เพราะเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ไม่ได้เกิดจากบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงอย่างเดียว
พางานวิจัยออกจากรั้วมหาวิทยาลัย
การรอให้บริษัทขนาดใหญ่มาซื้อ License งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมีข้อจำกัดอยู่ตรงความเสี่ยง บริษัทอาจไม่แน่ใจว่าเทคโนโลยีนั้นจะไปต่อได้หรือไม่ ศ.ดร.ยศชนันจึงมองว่าต้องมี Entrepreneur รับงานที่มีความเสี่ยงออกไป คนคนนั้นอาจเป็นนักศึกษาที่ทำงานวิจัยหรืออาจารย์ แล้วใช้เงินจาก VC หรือ Angel Fund พัฒนาต่อ หากไปได้ดี บริษัทขนาดใหญ่อาจเข้ามาซื้อกิจการหรือเปิด Joint Venture ร่วมกับสตาร์ตอัป
ตัวเลขของทุนวิจัยยิ่งเห็นข้อจำกัดชัดเมื่อเป็นงานที่ต้องใช้เงินสูง เขายกตัวอย่างการพัฒนายาว่า เงินระดับล้านบาทไม่สามารถพายาหนึ่งตัวไปถึงปลายทางได้ นักวิจัยต้องรู้ว่าจะหาเงินจากไหน จะส่งองค์ความรู้ให้บริษัทใด บริษัทไหนจะซื้อ Contract เป็นอย่างไร Patent และ IP ต้องดูอะไร รวมถึงช่วงไหนที่ Angel Investor หรือ VC จะเข้ามา
มหาวิทยาลัยในภาพนี้จึงถูกวางบทบาทไว้ 3 ด้าน คือ Talent Factory, Knowledge Factory และ Startup Factory เพื่อสร้าง Growth Engine ออกมา
University Holding Consortium ปลดล็อกทุน Deep Tech
คำถามต่อมาคือ ใครจะกล้าลงทุนเป็นรายแรกในเทคโนโลยีที่ยังมีความเสี่ยงสูง ศ.ดร.ยศชนันกล่าวว่า ควรให้มหาวิทยาลัยเป็นจุดเริ่ม หากมหาวิทยาลัยเจ้าของเทคโนโลยียังไม่ลงทุน บริษัทภายนอกก็ไม่กล้าลง แต่เมื่อมหาวิทยาลัยนำชื่อเสียงของตัวเองมาลงด้วย นักลงทุนจะมีความเชื่อมั่นมากขึ้น
ข้อจำกัดคือมหาวิทยาลัยบางแห่งมีเทคโนโลยีที่ดีแต่ไม่มีเงิน จึงเกิดแนวคิด University Holding Consortium ให้หลายมหาวิทยาลัยช่วยกันลงทุน เปิดทางให้ VC ไทยเข้ามาต่อ ลำดับที่ ศ.ดร.ยศชนันอธิบายไว้คือ มหาวิทยาลัยลงก่อน VC ไทยจึงลง เมื่อรัฐบาลไทยหรือบริษัทไทยนำเทคโนโลยีไปใช้ VC ต่างประเทศจึงกล้าลงทุนต่อ
สร้าง Unicorn ให้คนทั้ง Value Chain โตด้วย
บริษัทที่จะเติบโตเป็น Champion หรือ Unicorn ถูกนำมาเชื่อมกับอีกโจทย์หนึ่ง คือคนที่อยู่ตลอด Value Chain ศ.ดร.ยศชนันยกตัวอย่างบริษัทยาที่ใช้ Local Ingredient จากเกษตรกรในเชียงใหม่ อุดรธานี น่าน หรือแพร่ วัตถุดิบเดินจากเกษตรกรไปยัง Local Enterprise หรือสหกรณ์ ผ่าน SME และภาคการผลิต ก่อนเข้าสู่สตาร์ทอัพ
“บริษัทนี้รวย ทุกคนก็รวยไปด้วยหมด”
ศ.ดร.ยศชนันจึงเสนอให้มองว่าบริษัทใช้ Local Resource เท่าไร ใช้ Local Supply Chain เท่าไร และคนตัวเล็กที่สุดอยู่ในวงนั้นหรือไม่ เพราะบริษัทหนึ่งแห่งสามารถเชื่อมคนทั้งจังหวัดเข้ามาอยู่ใน Value Chain ได้
High Tech เองไม่ได้ดีเสมอไปในมุมของเขา หากสุดท้ายมีเพียงคนเดียวที่มีชื่อเสียงหรือร่ำรวย ความเหลื่อมล้ำก็ยังเกิดขึ้นได้
Scientific Wellness จุดแข็งที่ไทยเลือกแข่งขัน
เมื่อพูดถึงอุตสาหกรรมที่ไทยมีโอกาส ศ.ดร.ยศชนันยก Scientific Wellness ขึ้นมาเปรียบเทียบ หากไทยเข้าไปแข่งขันเรื่อง AI กับบริษัทจากสหรัฐฯ ญี่ปุ่น หรือเกาหลี เขามองว่าไทยอาจไม่ได้อยู่ในอันดับแรก แต่เมื่อหัวข้อเป็น Wellness ประเทศไทยมีสถานะเป็นผู้นำและสามารถใช้จุดนี้ไปเจรจากับประเทศอื่นได้
การพัฒนา Wellness ไปถึงสมุนไพรและยาทำให้เรื่องเงินทุนกลับมาอยู่กลางเรื่องอีกครั้ง ยาหนึ่งตัวใช้เงินจำนวนมากและมีโอกาสล้มเหลว ผู้วิจัยต้องรู้ว่าจะส่งองค์ความรู้ให้ใคร บริษัทไหนจะรับไปทำต่อ Contract เป็นอย่างไร Patent และ IP ต้องจัดการอะไร และ Angel Investor หรือ VC จะเข้ามาตอนไหน
เทคโนโลยีที่จะดึงเงินลงทุนจำนวนมากต้องลงลึกถึงองค์ความรู้พื้นฐานด้วย ศ.ดร.ยศชนันพูดถึง Genomics, Proteomics และ Synthetic Biology รวมถึง IP และ Know-how โดยมองว่าไม่ว่าจะเป็นวิศวกรรม แพทยศาสตร์ เกษตร หรือศิลปศาสตร์ ทุกศาสตร์สามารถทำ Deep ได้จากพื้นฐานของตัวเอง หาก First Principle แน่น มีความใหม่ และยากที่จะเลียนแบบ
Nature Financing เปลี่ยน Biodiversity เป็นทรัพย์สิน
Biodiversity เป็นทรัพยากรที่ ศ.ดร.ยศชนันมองว่าประเทศไทยมี และสามารถนำมาเชื่อมกับ Nature Financing โดยโจทย์อยู่ที่การทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพกลายเป็นทรัพย์สิน และเชื่อมการรักษาธรรมชาติเข้ากับกลไกทางการเงิน
เขาเปรียบเทียบกับน้ำมันซึ่งถูกมองเป็นทรัพย์สินของประเทศที่มีทรัพยากรชนิดนี้ แล้วตั้งคำถามว่า ประเทศที่มีธรรมชาติจะทำให้สิ่งที่มีอยู่กลายเป็นทรัพย์สินได้อย่างไร เพราะธรรมชาติเป็นพื้นฐานของทั้งอาหารและสุขภาพ แต่คุณค่าของธรรมชาติยังไม่ได้ถูกแปลงออกมาเป็นเงิน
“GDP ขึ้น Nature ต้องไม่ลง”
ธรรมชาติยังสามารถนำมาเชื่อมกับ Deep Tech และพัฒนาเป็น Innovation ภายใต้ Nature Tech ได้หลายด้าน ศ.ดร.ยศชนันยกตัวอย่างการ Quantify Biodiversity, Precision Agriculture, Regenerative Agriculture, Blue Economy, Water Tech และ Bio-inspired Product ซึ่งล้วนต่อยอดจากฐานทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
สำหรับการพัฒนา Nature Tech ประเทศไทยเองสามารถเป็น Lab ได้ ศ.ดร.ยศชนันมองว่าไม่จำเป็นต้องจำกัดการวิจัยไว้ในห้องทดลองสี่เหลี่ยม เพราะประเทศไทยมีองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับการทำงานด้าน Nature Tech อยู่แล้ว
Financial Literacy ถูกวางเป็นพื้นฐานของ Entrepreneurial Mindset เพื่อพัฒนาคนจาก Job Seeker ไปเป็น Job Creator เมื่อคนมีองค์ความรู้เรื่องทุน ก็สามารถมองต่อไปได้ว่างานวิจัยและเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นจะเดินต่ออย่างไร และจะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
SME ไทย 99.5% แต่รายได้แค่ 34.8% โจทย์ใหญ่ปฏิรูปกติกาการค้า
อุตสาหกรรมดิจิทัลไทยโต 22.66% แตะ 3.87 ล้านล้าน รับคลื่น AI–ดาต้าเซ็นเตอร์



