Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

จาก ‘หิ้ง’ สู่ Scale โจทย์ใหญ่ นวัตกรรมไทยต้องใช้ได้จริง

จาก 'หิ้ง' สู่ Scale โจทย์ใหญ่นวัตกรรมไทยต้องใช้ได้จริง

งานวิจัยจะมีความหมายเพียงใด หากเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นไม่สามารถออกจากห้องทดลองไปแก้ปัญหาให้ผู้คนได้จริง คำถามนี้ยิ่งสำคัญเมื่อโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Frontier Technology และ Deep Tech ซึ่งความสามารถของเทคโนโลยีเปิดโอกาสให้สิ่งที่เคยทำไม่ได้กลายเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าจะเกิดนวัตกรรมที่มีคนใช้ หรือขยายผลจนสร้างผลกระทบได้จริง

โจทย์ของการพัฒนานวัตกรรมจึงไม่ได้อยู่ที่การสร้าง Prototype ให้สำเร็จ แต่อยู่ที่การเลือกปัญหาให้ถูก เข้าใจผู้ใช้จริง สร้างทางออกที่ตอบโจทย์ และออกแบบให้สามารถขยายผลได้ ประเด็นเหล่านี้เป็นแกนของเวทีเสวนา “Turning Frontier Technology into Real-World Innovation” ที่นำประสบการณ์จากภาคเอกชน ภาควิชาการ ผู้มีประสบการณ์ด้านธุรกิจและเทคโนโลยี ตลอดจนเยาวชน มาต่อภาพให้เห็นเส้นทางจากงานวิจัยบน “หิ้ง” ไปสู่การใช้งานในโลกจริง ในงาน GCNT EXPO 2026

4 Real นวัตกรรมต้องเริ่มจากปัญหาจริง

เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่ากระบวนการสร้างนวัตกรรมเปลี่ยนไปจากอดีตมาก จากเดิมที่นวัตกรรมมักถูกแยกออกไปเป็นโครงการพิเศษ วันนี้นวัตกรรมเข้ามาอยู่ในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจแทบทุกวัน เพราะขีดความสามารถของเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นจนหลายสิ่งที่เคยคิดได้แต่ทำไม่ได้ มีโอกาสทำให้เกิดขึ้นจริงมากกว่าเดิม

ทรูจึงใช้กรอบการทำงานที่เรียกว่า “4 Real” ในการพิจารณานวัตกรรม เริ่มจาก Real Problem หรือปัญหาต้องใช่ ต้องเป็นปัญหาจริง มีโอกาสแก้แล้วสร้างผลกระทบเชิงบวก ไม่ใช่ปัญหาชั่วคราวหรือปัญหาที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับเทคโนโลยีที่มีอยู่ จากนั้นคือ Real User ต้องลงไปพูดคุยกับผู้ใช้จริง ไม่จินตนาการแทนผู้ใช้ เพราะสิ่งที่นักพัฒนาคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงอาจไม่ตรงกัน

Real Solution คือทางออกที่ต้องแก้ปัญหาได้จริง จุดที่นักพัฒนาต้องระวังคือการ “Fall in love” กับสิ่งที่ตัวเองสร้างจนไม่ยอมรับว่าโซลูชันอาจไม่ได้ตอบโจทย์ผู้ใช้ ส่วน Real Scale คือความสามารถในการขยายผล มีการใช้งานอย่างต่อเนื่อง และสร้างประโยชน์ในวงกว้าง ซึ่งคุณเอกราชมองว่าเป็นขั้นที่ใช้วัดความสำเร็จของ Technology Innovation ได้อย่างแท้จริง

กรอบคิดนี้ไม่ได้หมายความว่านวัตกรรมทุกโครงการต้องเดินไปจนสุดทาง หากสถานการณ์เปลี่ยนหรือสิ่งที่พัฒนาขึ้นไม่ตอบโจทย์ ทีมต้องพร้อม Pivot หรือแม้แต่หยุดโครงการ คุณเอกราชกล่าวว่า สิ่งที่สำคัญพอ ๆ กับตัวเทคโนโลยีจึงเป็นกระบวนการขับเคลื่อน เพราะการขับเคลื่อนในทิศทางที่ถูกต้องเพิ่มโอกาสให้นวัตกรรมไปถึงปัญหาที่ต้องการแก้ได้จริง

True Skybridge จากต้นแบบสู่การใช้งานจริง

True Skybridge เป็นตัวอย่างที่คุณเอกราชใช้แสดงให้เห็นการนำ 4 Real มาทำงานจริง โครงการนี้ไม่ได้ตั้งต้นจากโจทย์ว่าจะสร้างโดรนอย่างไร แต่เริ่มจากคำถามว่าจะทำอย่างไรให้เวชภัณฑ์และการรักษาเข้าถึงคนไทยในพื้นที่ห่างไกลได้โดยไม่ถูกจำกัดด้วยระยะทาง ก่อนพัฒนาเป็น Autonomous Air Logistic Platform สำหรับระบบสาธารณสุข

ระบบถูกออกแบบให้ทำงานอัตโนมัติ โดรนสามารถบินระยะทางนับร้อยกิโลเมตรโดยไม่มีคนบังคับ ใช้ไฟฟ้า 100% และใช้ AI คำนวณการบิน ทั้งความเร็ว เพดานบิน และการรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงระหว่างทาง หากเจอสภาพอากาศรุนแรง ระบบสามารถหยุดรอ ประเมินสถานการณ์ และส่งสัญญาณกลับไปยัง Command Center ก่อนตัดสินใจว่าจะเดินทางต่อหรือไม่

พื้นที่ทดลองแรกอยู่ที่จังหวัดน่าน ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นหุบเขาและมีความท้าทายสูง ทีมงานต้องพูดคุยกับผู้ใช้หลายกลุ่ม ตั้งแต่โรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อสม. ไปจนถึงผู้ป่วย เพื่อทำความเข้าใจว่าระบบต้องถูกออกแบบอย่างไร เมื่อเกิดน้ำท่วมในเวลาต่อมา แพลตฟอร์มถูกนำกลับไปใช้ในฐานะ Command Center Emergency และเชื่อมโดรนประมาณ 4 ยี่ห้อจาก 7 หน่วยงานให้ทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน

ประสบการณ์จากสนามจริง ทำให้ทีมพบปัญหาที่ไม่สามารถเห็นได้จากการทดลองในห้อง เช่น นกขนาดใหญ่เข้าจู่โจมโดรนเพราะมองว่าเป็นสิ่งที่ล้ำเข้ามาในอาณาเขต คุณเอกราชจึงไม่ได้ให้น้ำหนักกับแนวคิด “Fail Fast” เท่ากับ “Learn Fast” เพราะประเด็นไม่ได้อยู่ที่ล้มเหลวได้เร็วเพียงใด แต่อยู่ที่เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงได้เร็วเพียงใด

Prototype จึงเป็นเพียงการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีพอทำงานได้ แต่หากต้องการ Scale ต้องตอบให้ได้ว่าผู้ใช้จะนำไปใช้จริงอย่างไร และระบบทั้งหมดจะรองรับการใช้งานจริงได้หรือไม่ นั่นจึงจะนำไปสู่ Real-World Innovation

บทเรียน Cobot เมื่อเทคโนโลยีต้องฟังผู้ใช้

เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รองศาสตราจารย์ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จิรวุฒิ กนกอรรจน์ ที่ปรึกษา QTRic และ วัชระวิชญ์ เล็กสุวรรณกุล หัวหน้าอิเล็กทรอนิกส์ทีม DAEDALUS โรงเรียนอัสสัมชัญ
เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รองศาสตราจารย์ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จิรวุฒิ กนกอรรจน์ ที่ปรึกษา QTRic และ วัชระวิชญ์ เล็กสุวรรณกุล หัวหน้าอิเล็กทรอนิกส์ทีม DAEDALUS โรงเรียนอัสสัมชัญ

รองศาสตราจารย์ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำประสบการณ์การพัฒนา Cobot หรือหุ่นยนต์ที่สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างปลอดภัย มาอธิบายอีกด้านของการพานวัตกรรมออกจากห้องทดลอง

Cobot ที่เขามีส่วนร่วมคิดค้นถูกนำไปทดลองในโรงงานของ Ford และ General Motors ในสหรัฐอเมริการาวปี 2000 แต่เมื่อพยายามนำออกสู่ตลาดกลับพบว่าไปได้เพียงสองตัวแรก แม้จะเป็นเทคโนโลยีที่ทีมพัฒนาภาคภูมิใจ ปัญหานี้ทำให้เขาตัดสินใจเข้าไปฝึกงานที่ GM ประมาณ 3 เดือน เพื่ออยู่กับ Real User และหาคำตอบว่าผู้ใช้ต้องการอะไรกันแน่

สิ่งที่พบคือ ผู้ใช้ไม่ได้ต้องการหุ่นยนต์ที่ทำงานได้หลายมิติหรือมีความซับซ้อนสูง แต่ต้องการสิ่งที่เรียบง่ายและทำหน้าที่เพียงอย่างเดียวได้ดี คือช่วยทำให้สิ่งของลอยหรือพยุงอยู่ในอากาศ ทีมจึงลดความซับซ้อนและออกแบบ Cobot ให้ “Simplex” ที่สุด ก่อนนำกลับไปทดสอบในโรงงานจริงและขยายผลต่อ จนงานถูกซื้อโดย Stanley และผลิตภัณฑ์ถูกนำไปจำหน่ายในหลายประเทศ

ประสบการณ์นี้กลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า ความรักในผลงานของตัวเองอาจกลายเป็นอุปสรรค หากนักพัฒนาไม่ยอมกลับไปดูความต้องการของผู้ใช้จริง เทคโนโลยีที่ซับซ้อนกว่าไม่ได้แปลว่าจะเป็นนวัตกรรมที่ดีกว่าเสมอไป

แนวคิดเดียวกันนำมาสู่กฎ 20/80 ที่ รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา ย้ำในช่วงท้ายว่า ควรพยายามใช้เทคโนโลยี 20% เพื่อสร้างผลลัพธ์ให้ได้ 80% ลดการใช้เทคโนโลยีเกินความจำเป็น ลดการลงทุนที่มากเกินไป และทำให้สิ่งที่พัฒนาขึ้นตรงกับเป้าหมายของผู้ใช้มากขึ้น

Water Economy เปลี่ยนการจัดการน้ำเป็นมูลค่าเศรษฐกิจ

อีกกรณีที่ รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา ยกขึ้นมาคือการจัดการปัญหาน้ำ ซึ่งประเทศไทยเผชิญทั้งน้ำมากและน้ำน้อยมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เมืองและเครื่องมือที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

แนวทางที่นำมาใช้จึงเชื่อมวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเข้ากับ Water Economy โดยพยายามมองว่าการใช้น้ำสามารถสร้างผลิตภาพและเปลี่ยนเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างไร พร้อมทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเขามองว่าเป็น Game Changer สำคัญ

การนำร่องที่จังหวัดนครปฐมใช้ Water Economy เข้าไปวางแผนเรื่องน้ำทั้งจังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ามาร่วมดำเนินการด้วย ผลที่ได้ตามข้อมูลที่ รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา นำเสนอบนเวที คือแผนดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงป้องกันน้ำท่วมและน้ำแล้ง แต่สามารถเพิ่ม GDP ของจังหวัดได้ 2.6 เท่า

Deep Tech ไทยต้องคิดถึง Scale ระดับโลก

จิรวุฒิ กนกอรรจน์ ที่ปรึกษา QTRic ซึ่งมาจากฝั่งธุรกิจและนำประสบการณ์เข้ามาช่วยนักวิจัยด้าน Quantum Technology มองว่า ประเทศไทยมีข้อจำกัดต่างจากประเทศขนาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาหรือจีน ประเทศเหล่านั้นสามารถลงทุนใน Basic Research ที่อาจยังไม่มี Commercial Application ในระยะใกล้ได้ แต่ไทยมีทรัพยากรจำกัดกว่า การเลือกโจทย์วิจัยจึงต้องพิจารณาปัญหาและผู้ใช้จริงตั้งแต่ต้น

คุณจิรวุฒิเห็นว่า แนวคิด 4 Real มีความสำคัญกับนักวิจัยไทย โดยเฉพาะการไม่เริ่มจากความสนใจของนักวิจัยเพียงอย่างเดียวแล้วค่อยหาว่างานที่ทำเสร็จสามารถนำไปใช้อะไรได้ แต่ควรเข้าไปหาปัญหาและพูดคุยกับผู้ใช้ พร้อมยอม Pivot หากสิ่งที่พัฒนาขึ้นไม่ใช่คำตอบ

เมื่อถึงขั้น Scale กรอบคิดต้องใหญ่กว่าตลาดไทย ปัญหาในประเทศไทยสามารถเป็นพื้นที่สำหรับทดลองและพิสูจน์เทคโนโลยี แต่ต้องถามต่อว่าปัญหาเดียวกันมีอยู่ในตลาดโลกหรือไม่ และสิ่งที่พัฒนาขึ้นสามารถขยายไปสู่ระดับโลกได้หรือไม่ เพราะ Frontier Technology ต้องใช้เงินลงทุนสูง หากตลาดจำกัดอยู่เพียงประเทศไทยอาจไม่คุ้มกับการลงทุน

ตัวอย่างที่คุณจิรวุฒิยกขึ้นมาคือ Meticuly สตาร์ตอัปที่พัฒนากระดูกเทียมเฉพาะบุคคล โดยเริ่มจากการเข้าไปทำความเข้าใจปัญหาของแพทย์ด้านกระดูก ก่อนใช้ 3D Printing พัฒนากระดูกเทียมให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย เทคโนโลยีได้รับการรับรองจาก FDA สหรัฐฯ และสามารถขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศได้

คุณจิรวุฒิยังยก Quantum Technology ขึ้นมาเป็นตัวอย่างของ Frontier Technology ที่นักวิจัยไทยสามารถเริ่มมองหาโจทย์จากจุดแข็งที่ประเทศมีอยู่ โดยเฉพาะด้านการแพทย์ เขายกแนวคิด Quantum Ghost Imaging ซึ่งใช้คุณสมบัติ Quantum Entanglement เป็นตัวอย่างของเทคโนโลยีที่อาจนำมาศึกษาต่อยอดด้าน Imaging พร้อมเสนอให้เริ่มจากการพูดคุยกับโรงพยาบาลและคณะแพทยศาสตร์ เพื่อค้นหาว่ามีปัญหาจริงที่เทคโนโลยีสามารถเข้าไปแก้ได้หรือไม่ แทนที่จะเริ่มต้นจากเทคโนโลยีแล้วค่อยหาการใช้งานในภายหลัง

DAEDALUS จากโจทย์ไร้คำตอบสู่บทเรียนสนามจริง

มุมมองจากคนรุ่นใหม่บนเวทีนี้มาจาก วัชระวิชญ์ เล็กสุวรรณกุล หัวหน้าอิเล็กทรอนิกส์ทีม DAEDALUS โรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งร่วมกับเพื่อนนักเรียนมัธยมปลายรวม 10 คน เข้าร่วมการแข่งขัน CanSat ระดับโลก ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้เขาเห็นความแตกต่าง ระหว่างการแก้โจทย์ในห้องเรียนกับการลงมือทำจริง ในห้องเรียน โจทย์คณิตศาสตร์อาจมีรูปแบบหรือแนวทางที่นำไปสู่คำตอบได้ แต่ Mission ของการแข่งขัน CanSat เปลี่ยนไปทุกปีและไม่มีวิธีแก้ปัญหาตายตัว ทีมต้องคิดวิธีของตัวเองขึ้นมาเพื่อทำภารกิจที่ได้รับให้สำเร็จ

โจทย์ของทีม DAEDALUS คือการสร้างร่ม Paraglider ที่มีระบบควบคุมด้วยมอเตอร์โดยไม่มีผู้บังคับ เพื่อพา CanSat ไปลงยังจุดที่กำหนดโดยอัตโนมัติ ภายใต้ข้อจำกัดว่าน้ำหนักรวมทั้งหมดต้องไม่เกิน 1 กิโลกรัม ทีมจึงเลือกใช้ 3D Print ทำระบบ Mechanical 100% และพยายามลดน้ำหนักของระบบ Electronics ให้มากที่สุด แต่เมื่อถึงการทดสอบจริงที่วังจันทร์วัลเลย์ จังหวัดระยอง CanSat กลับถูกลมพัดตกน้ำจนระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายในเสียหายทั้งหมด ทีมต้องกลับมาประเมินว่ามีทรัพยากรอะไรเหลืออยู่ และจะบริหารสิ่งที่มีอย่างไรเพื่อให้การทดสอบสามารถดำเนินต่อไปจนจบ

สำหรับคุณวัชระวิชญ์ ความรู้ด้านเทคโนโลยีในวันนี้สามารถค้นคว้าได้ด้วยตัวเอง แต่สิ่งที่ค้นหาไม่ได้คือประสบการณ์จากคนที่เคยผ่านปัญหามาก่อน ทีมจึงได้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่และอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เข้ามาช่วยถ่ายทอดประสบการณ์และทำให้การแก้ปัญหาตรงจุดขึ้น ขณะที่ครูที่ปรึกษาของทีมเป็นครูสังคมศึกษา ไม่ใช่ครูวิทยาศาสตร์อย่างที่หลายคนอาจคาดคิด

คุณชนะจากการแข่งขันไม่ได้ทำให้ทีม DAEDALUS ต้องการหยุดอยู่ที่โครงการนี้ คุณวัชระวิชญ์กล่าวว่า ทีมมีทั้งความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการทำโครงการและต้องการพัฒนาต่อ แต่เด็กธรรมดา 10 คนไม่สามารถพาโครงการมาได้ไกลขนาดนี้ด้วยตัวเอง หากไม่มี Sponsor และผู้ใหญ่ที่เข้ามาสนับสนุน ทั้งเงินทุน สถานที่ อุปกรณ์ ครูที่ปรึกษา รุ่นพี่ อาจารย์มหาวิทยาลัย รวมถึงพ่อแม่ของสมาชิกในทีมที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

ประสบการณ์ของ DAEDALUS จึงเชื่อมกลับมายังโจทย์ใหญ่ของการพานวัตกรรมไปสู่การใช้งานจริง เพราะความสามารถของคนทำและความสำเร็จของโครงการหนึ่งยังไม่เพียงพอ หากต้องการพัฒนาให้เดินหน้าต่อ จำเป็นต้องมีทั้งโอกาส ทรัพยากร และคนที่พร้อมเข้ามาสนับสนุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ช่วยให้นวัตกรรมไม่หยุดอยู่เพียงต้นแบบหรือความสำเร็จจากการแข่งขัน แต่มีโอกาสพัฒนาไปสู่ขั้นต่อไป

จาก Prototype สู่ Scale ต้องมีระบบนิเวศ

ปลายทางของการสนทนา จึงกลับมาที่คำถามใหญ่กว่าเทคโนโลยี นั่นคือประเทศไทยจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้งานวิจัยและนวัตกรรมเดินจาก Prototype ไปสู่ Scale ได้อย่างไร

คุณเอกราช กล่าวว่า การสร้างระบบนิเวศใหม่เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการ เพราะการ Scale นวัตกรรมหนึ่งเรื่องต้องเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย กรณี True Skybridge แสดงให้เห็นชัดว่า ต่อให้เทคโนโลยีโดรนพร้อมก็ยังบินเองไม่ได้ การบินแต่ละครั้งต้องมีใบอนุญาต ต้องทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโรงพยาบาลและระบบสาธารณสุขเข้าด้วยกัน ตลอดจนทำให้โดรนต่างยี่ห้อจากหลายหน่วยงานสามารถทำงานร่วมกันบนแพลตฟอร์มเดียวได้

นี่คือความแตกต่างระหว่าง Prototype กับ Real-World Innovation ต้นแบบพิสูจน์ได้เพียงว่าเทคโนโลยี “พอทำได้” แต่การ Scale ต้องตอบให้ได้ว่าจะเกิดการใช้งานจริงอย่างไร คุณเอกราชย้ำว่า หากต้องการขยายนวัตกรรม ต้องมองไปถึง Adoption ไม่ใช่หยุดอยู่ที่ความสำเร็จของตัวเทคโนโลยี และต้องเรียนรู้จากการลงสนามจริงให้เร็ว เพราะหลายปัญหาไม่มีทางพบได้หากยังอยู่ในห้องทดลอง

บทบาทของระบบนิเวศยังปรากฏชัดในประสบการณ์ของทีม DAEDALUS คุณวัชระวิชญ์กล่าวว่า เด็กมัธยมธรรมดา 10 คนไม่สามารถพาโครงการมาได้ไกลถึงจุดนี้ หากไม่มีผู้สนับสนุนทั้งเงินทุน สถานที่ อุปกรณ์ ครูที่ปรึกษา รุ่นพี่ อาจารย์มหาวิทยาลัย และครอบครัว ประสบการณ์ของทีมจึงทำให้เห็นว่า ความรู้และความสามารถของคนรุ่นใหม่ต้องมีโอกาสและทรัพยากรสนับสนุน จึงจะพัฒนาโครงการต่อจากสิ่งที่ทำสำเร็จแล้วได้

คุณจิรวุฒิ กล่าวถึงบทบาทของภาครัฐว่า สำหรับประเทศขนาดอย่างประเทศไทย ภาครัฐมีส่วนสำคัญต่อการผลักดัน Frontier Technology เพราะการลงทุนในเทคโนโลยีเหล่านี้ใช้ทรัพยากรสูง ขณะที่ตลาดไทยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การพัฒนาเทคโนโลยีจึงต้องคิดถึงโอกาสขยายไปสู่ตลาดโลก และภาครัฐสามารถเข้ามาช่วยสนับสนุนให้ภาคเอกชนและสตาร์ตอัปไทยนำสิ่งที่พัฒนาขึ้นออกไปสู่ตลาดต่างประเทศได้

คุณเอกราชทิ้งท้ายว่า ไทยไม่ได้ขาดคนเก่ง ทั้งเด็ก นักวิจัย และมหาวิทยาลัย แต่สิ่งที่ยังต้องสร้างคือเวทีและระบบนิเวศที่ทำให้ความสามารถเหล่านั้นเชื่อมต่อกัน

“เด็กไทยเราเก่งมาก แต่เขาไม่มีเวที เขาไม่มีระบบนิเวศ นักวิจัยเราก็เก่ง มหาวิทยาลัยเราก็เก่ง ทุกอย่างเราเก่งหมด”

โจทย์จากนี้จึงอยู่ที่การสร้างรูปแบบการทำงานและความร่วมมือใหม่ เพื่อให้ความสามารถที่มีอยู่เดินไปในทิศทางเดียวกัน และพานวัตกรรมไทยไปสู่ระดับโลก

สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดการสนทนาบนเวที “Turning Frontier Technology into Real-World Innovation” ทำให้เส้นทางจาก “หิ้ง” ไปสู่การใช้งานจริงชัดขึ้น เทคโนโลยีไม่จำเป็นต้องซับซ้อนที่สุด แต่ต้องเริ่มจากปัญหาจริง เข้าใจผู้ใช้จริง เป็นทางออกที่แก้ปัญหาได้จริง และมีโอกาสขยายผลได้จริง หากสิ่งที่สร้างขึ้นไม่ตอบโจทย์ก็ต้องพร้อมปรับเปลี่ยน หากต้นแบบทำงานได้ก็ยังต้องพิสูจน์ต่อในสนามจริง และหากต้องการไปถึง Scale ก็ไม่สามารถทำโดยลำพัง

Frontier Technology จึงไม่ได้มีคุณค่าเพราะอยู่บนขอบหน้าของเทคโนโลยีเท่านั้น คุณค่าของมันเกิดขึ้นเมื่อความก้าวหน้านั้นถูกนำไปแก้ปัญหาที่มีอยู่จริง มีคนใช้จริง และสามารถขยายผลออกไปได้ นั่นคือระยะทางที่งานวิจัยไทยต้องเดินต่อจาก “หิ้ง” ไปสู่ Real-World Innovation

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

40 ปี NECTEC จากโจทย์ประเทศสู่เทคโนโลยีที่ใช้ได้จริง

AI at Scale บทเรียน KBTG ใช้ AI Governance สร้าง Value จาก AI

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar