วันนี้ AI, Big Data และอินเทอร์เน็ตกลายเป็นเทคโนโลยีที่อยู่ใกล้ตัวจนแทบไม่ต้องคิดถึงที่มา แต่เมื่อย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้พร้อมให้หยิบมาใช้ได้ทันที การสร้างเทคโนโลยีจึงต้องเริ่มจากคำถามพื้นฐานว่า ประเทศกำลังเผชิญปัญหาอะไร เทคโนโลยีจะเข้าไปช่วยตรงไหน และจะทำอย่างไรให้สิ่งที่สร้างขึ้นถูกนำไปใช้จริง
เรื่องราวจากเวที “NECTEC Legacy สร้างรากฐานเพื่อขับเคลื่อนอนาคต” ในวาระครบรอบ 40 ปีของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ NECTEC ภายใต้แนวคิด “Legacy and Beyond” พาย้อนกลับไปดูเส้นทางการทำงานผ่านประสบการณ์ของ 3 คนที่เคยร่วมงานกับ NECTEC ในช่วงเวลาต่างกัน ได้แก่ แพทย์หญิง คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ดร.วันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ มรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ต ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
ทั้ง 3 เรื่องเริ่มต้นจากโจทย์คนละด้าน แต่มีจุดร่วมเดียวกัน คือการนำความรู้ของนักวิจัยออกจากห้องปฏิบัติการ ไปเชื่อมกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และสร้างระบบที่คนทำงานสามารถนำไปใช้ต่อได้
จากข้อมูล DNA สู่การเชื่อมโยงคดีความมั่นคง
เมื่อแพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ ลงไปทำงานในพื้นที่ภาคใต้ สิ่งที่เผชิญคือเหตุที่มีลักษณะ Organized Crime ซึ่งคนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับหลายเหตุการณ์ และเหตุการณ์หนึ่งอาจมีคนเกี่ยวข้องหลายคน ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงการเก็บ DNA แต่คือการเชื่อมโยงหลักฐานที่เกิดขึ้นต่างเวลาและต่างพื้นที่เข้าด้วยกัน
ตัวอย่างหนึ่งคือ DNA ที่พบจากกางเกงผู้ชายไซซ์ XL ในบ้านที่ใช้ทำระเบิด สองปีต่อมา DNA เดียวกันไปตรงกับเทปกาวจากวัตถุระเบิดในอีกอำเภอ ก่อนจะไปตรงกับเสื้อไซซ์ XL ในบ้านอีกหลังในอีกสองปีถัดมา ข้อมูลเหล่านี้ต้องอาศัยการจดจำและนำรายละเอียดจากหลายคดีมาประกอบกัน ซึ่งคุณหญิงพรทิพย์ กล่าวว่า “ในเวลานั้น ทุกอย่างอยู่ใน Memory ของคนทำงาน”
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อทีมนักวิจัยของ NECTEC เข้ามาเห็นกระดานที่คุณหญิงพรทิพย์ใช้เขียนชื่อบุคคล ข้อมูล DNA และความเชื่อมโยงระหว่างหลักฐาน แล้วนำสิ่งที่อยู่บนกระดานไปพัฒนาเป็นโปรแกรมสำหรับเชื่อมโยงข้อมูล DNA กับข้อมูลจากการซักถาม ทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยต้องอาศัยคนจดจำสามารถนำมาประมวลและเรียกดูเป็นระบบได้
คุณหญิงพรทิพย์ กล่าวว่า เมื่อลองนำข้อมูลของบุคคลที่สงสัยเข้าสู่ระบบ โปรแกรมสามารถแสดงความเชื่อมโยงกับหลายคดี รวมถึงบุคคลและวัตถุพยานที่เกี่ยวข้อง และเมื่อทดลองให้ระบบวิเคราะห์หาบุคคลสำคัญในเครือข่าย ก็สามารถชี้ความเชื่อมโยงออกมาได้จากข้อมูลที่มีอยู่
ความสามารถของระบบถูกนำไปใช้กับกรณีระเบิดที่สมุยด้วย แม้เหตุระเบิดจะทำให้ไม่เหลือ DNA หรือรูปแบบของวัตถุระเบิดให้ตรวจสอบ แต่ยังมีข้อมูลรถยนต์ รายชื่อบุคคล และข้อมูลอื่นที่นำมาเชื่อมโยงกันได้ คุณหญิงพรทิพย์ จึงส่งข้อมูลเหล่านั้นให้ทีม NECTEC ทดลองวิเคราะห์เพื่อดูความสัมพันธ์ของเครือข่าย
สิ่งที่ยากกว่าการพัฒนาเทคโนโลยีกลับเป็นการทำให้ระบบถูกใช้งานต่อเนื่อง คุณหญิงพรทิพย์ กล่าวว่า เคยพยายามเสนอให้พัฒนาโปรแกรมนี้เป็นระบบด้านความมั่นคง แต่การเปลี่ยนบุคลากรและผู้บังคับบัญชาทำให้การใช้งานสะดุด ระบบที่เคยนำไปใช้ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 ก็หยุดลงเมื่อผู้รับผิดชอบเปลี่ยนไป
ประสบการณ์นี้ทำให้เธอมองคุณค่าของ NECTEC ไม่ได้อยู่เพียงความสามารถทางเทคโนโลยี แต่อยู่ที่นักวิจัยซึ่งนำความรู้มาแก้โจทย์ของประเทศ โดยในช่วงเริ่มต้นหลายงานเกิดขึ้นโดยที่หน่วยงานของเธอไม่ได้มีงบประมาณจ่ายให้ทีมวิจัย
TMAP เปลี่ยนข้อมูลความยากจนให้ชี้เป้าคนได้
โจทย์ของ ดร.วันฉัตร แตกต่างออกไป สภาพัฒน์มีทั้งทฤษฎีและสถิติเรื่องความยากจน แต่ปัญหาคือรู้ว่าประเทศมีคนจนจำนวนเท่าใด,却ไม่สามารถระบุได้ชัดว่าเขาคือใคร อยู่ที่ไหน และจนเพราะอะไร
เมื่อมีนโยบายให้นำ Big Data มาใช้ สภาพัฒน์จึงเริ่มทำงานร่วมกับ NECTEC เพื่อพัฒนา TMAP โดยนำข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ มาเชื่อมโยงกัน ปัญหาใหญ่ในเวลานั้นคือข้อมูลภาครัฐอยู่แยกกันเป็น silo เช่น ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐานกับข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขณะที่นักนโยบายเองยังไม่ได้มีความรู้ลึกเกี่ยวกับการเชื่อมโยงฐานข้อมูล
ทีมนักวิจัย NECTEC จึงทำงานร่วมกับสภาพัฒน์เพื่อนำแนวคิดเรื่องความยากจนหลายมิติมาเชื่อมกับข้อมูล ทำให้สามารถระบุตัวบุคคล พื้นที่ และมิติของปัญหาความยากจนได้ เมื่อรู้ว่าคนหนึ่งกำลังมีปัญหาด้านใด ทีมปฏิบัติการในพื้นที่ก็สามารถนำข้อมูลไปใช้จัดการปัญหาได้ตรงขึ้น
“วันที่เจอ NECTEC ความฝันนี้เป็นจริงขึ้นมา ฝันที่นโยบายสู่การปฏิบัติจริงขึ้นมา” ดร.วันฉัตร กล่าว พร้อมอธิบายว่า TMAP ทำให้การแก้จนไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวเลขทางสถิติ แต่สามารถติดตามต่อได้ว่าหลังได้รับความช่วยเหลือแล้ว คนคนนั้นพ้นจากความยากจนจริงหรือไม่
ข้อมูลยังเปิดทางให้ภาคส่วนอื่นเข้ามาร่วมแก้ปัญหา ตัวอย่างที่ ดร.วันฉัตร ยกขึ้นมาคือการฝึกเด็กจากครอบครัวยากจนให้ขับโดรนจนสามารถรับงานได้ ขณะที่ UNICEF สนใจการใช้ข้อมูลเพื่อระบุเด็กที่กำลังมีปัญหาและเด็กที่หลุดออกจากระบบ เพื่อหาทางนำกลับเข้าสู่การศึกษา การฝึกทักษะ หรือการทำงาน
ความร่วมมือระหว่างสภาพัฒน์กับ NECTEC ยังต่อยอดไปสู่งานติดตามและประเมินผลยุทธศาสตร์ชาติผ่านระบบ eMENSCR ซึ่งช่วยเปลี่ยนข้อมูลจำนวนมากที่เดิมอยู่บนกระดาษให้เข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และนำข้อมูลมาใช้มองหาช่องว่างระหว่างนโยบายกับการดำเนินงาน
สำหรับ ดร.วันฉัตร บทเรียนสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การมีข้อมูลจำนวนมาก แต่อยู่ที่การทำให้ข้อมูลเชื่อมโยงกันและถูกนำไปใช้จริง เขาจึงฝากถึงนักวิจัยว่าอย่ากลัวที่จะเข้าไปทำงานกับภาครัฐ เพราะองค์ความรู้จากงานวิจัยสามารถทำให้นโยบายที่อยู่บนกระดาษลงไปถึงคนในพื้นที่ได้
จากเครือข่ายมหาวิทยาลัย สู่อินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์
คุณมรกตเริ่มทำงานกับ NECTEC ในปี 2534 ในฐานะนักวิจัยใช้ทุน ช่วงเวลาที่ NECTEC ยังอยู่ชั้น 7 ของอาคารกระทรวงวิทยาศาสตร์และมีบุคลากรราว 30 คน งานที่เธอรับผิดชอบอยู่ในห้องปฏิบัติการด้านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งกำลังวางระบบเชื่อมต่อมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
ในปี 2535 เริ่มนำ TCP/IP มาใช้เชื่อมเครือข่ายมหาวิทยาลัยผ่านเครือข่าย ThaiSarn ในยุคที่คู่สายโทรศัพท์ยังหาได้ยากและการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไม่ได้เกิดขึ้นง่ายเหมือนปัจจุบัน NECTEC ต้องสนับสนุนทั้งคอมพิวเตอร์และสายสื่อสาร พร้อมกับชักชวนศูนย์คอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้เข้ามาร่วมสร้างเครือข่าย
คุณมรกตกล่าวว่า ความยากไม่ได้มีเพียงเทคโนโลยี แต่คือการทำงานกับคนและสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพราะในเวลานั้นการดูแลเครือข่ายกลายเป็นภาระเพิ่มเติมของแต่ละมหาวิทยาลัย ขณะที่ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตยังไม่ชัดเจนสำหรับทุกคน
เมื่อ World Wide Web เกิดขึ้น อินเทอร์เน็ตเริ่มใช้งานง่ายและมีความต้องการจากคนภายนอกวงการวิจัยมากขึ้น ทั้งนักข่าวและภาคธุรกิจต้องการใช้การสื่อสารที่รวดเร็ว จึงเกิดคำถามว่าจะขยายเครือข่ายจากงานวิจัยไปสู่บริการสำหรับประชาชนได้อย่างไร
ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ (ผู้อำนวยการเนคเทคในขณะนั้น) และทีมจึงชวน CAT และ TOT เข้ามาร่วมกันพัฒนาเครือข่ายสำหรับให้บริการเชิงพาณิชย์ ผู้บริหารจากทั้งสามหน่วยงานใช้เวลาหารือและทำงานร่วมกันกว่า 2 ปี ก่อนเกิดศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตประเทศไทย และพัฒนาต่อมาเป็นบริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด หรือ INET
บริษัทเริ่มต้นด้วยทุนจดทะเบียน 16 ล้านบาท และแม้มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจในเวลานั้น แต่ต้องแข่งขันเช่นเดียวกับเอกชนโดยไม่ได้รับสิทธิพิเศษ คุณมรกตกล่าวว่า หลังผ่านไปประมาณ 30 ปี เงินลงทุนดังกล่าวสร้างเงินปันผลกลับไปกว่า 700 ล้านบาท ขณะที่บริษัทมีมูลค่าตลาดประมาณ 2,400 ล้านบาทตามข้อมูลที่เธอนำเสนอบนเวที
สิ่งที่คุณมรกตให้ความสำคัญมากกว่าตัวเลข คือการรักษาแนวคิดเรื่องการสร้างเทคโนโลยีด้วยคนไทย ปัจจุบัน INET มีบุคลากรกว่า 3,000 คน ในจำนวนนี้กว่า 2,000 คนเป็นวิศวกร นักวิทยาการคอมพิวเตอร์ และนักพัฒนา ขณะที่ประมาณ 1,000 คนกระจายทำงานอยู่ในภูมิภาค ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถทำงานด้านเทคโนโลยีได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้ามากรุงเทพฯ
แนวคิดนี้ย้อนกลับไปถึงเหตุผลของการมี NECTEC ตั้งแต่ต้น หากประเทศเลือกซื้อเทคโนโลยีจากภายนอกเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการวิจัยและพัฒนาของตัวเอง ประเทศก็ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีของผู้อื่นต่อไป คุณมรกตจึงยังเชื่อว่าประเทศไทยต้องสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่พัฒนาด้วยฝีมือคนไทย แม้เวอร์ชันแรกจะยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม
คำสอนหนึ่งจาก ดร.ไพรัช ที่เธอยังคงใช้จนถึงวันนี้ คือ “ไม่ควรรอให้งานสมบูรณ์ 100% เพราะงานเสร็จกับไม่เสร็จมันต่างกันเยอะ”สิ่งที่ควรทำคือสร้างงานให้เกิดขึ้นก่อน แล้วนำ feedback กลับมาปรับปรุงเป็นเวอร์ชันต่อไป”
Legacy ที่ต้องรักษาไว้
เรื่องราวของทั้ง 3 กรณีนี้ทำให้คำว่า Legacy ของ NECTEC ไม่ได้หมายถึงการย้อนกลับไปมองผลงานในอดีตเพียงอย่างเดียว แต่คือวิธีทำงานที่เริ่มจากโจทย์จริง สร้างองค์ความรู้ของตัวเอง ทำงานร่วมกับคนจากหลายฝ่าย และพยายามผลักเทคโนโลยีให้ไปถึงการใช้งานจริง
คุณมรกตกล่าวว่า ความท้าทายของงานเทคโนโลยีหลายครั้งไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่การทำงานกับคนและการสร้างความร่วมมือ วัฒนธรรมที่เธอเห็นมาตั้งแต่ยุคแรกของ NECTEC คือความมุ่งมั่นให้งานสำเร็จ ไม่ว่าจะต้องทำงานนอกเวลา ประชุมเช้า กลางคืน หรือวันหยุด และมองผลสำเร็จของงานเป็นเป้าหมาย
เมื่อถูกถามถึงสิ่งที่อยากฝากไว้กับ NECTEC ในวันที่กำลังก้าวจากปีที่ 40 ไปสู่อนาคต ดร.วันฉัตร ฝากสั้น ๆ ว่า “สู้ต่อไปนะครับ NECTEC ผมเชื่อว่าคุณทำได้ครับ”
แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ ฝากว่า “NECTEC ถูกสร้างให้เป็นงานวิจัยชั้นสูงเพื่อสังคม ขอให้รักษามันต่อไปค่ะ”
ส่วนคุณมรกตเลือกฝากเรื่อง DNA ขององค์กรที่เธอเห็นมาตั้งแต่ปี 2529 แม้สถานะองค์กรและเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปหลายครั้ง แต่สิ่งที่เธอเห็นว่ายังไม่เปลี่ยน คือการ “สู้ไม่ถอย” และทำงานโดยมีผลสำเร็จเป็นเป้าหมาย หากรักษาวัฒนธรรมนี้ไว้ได้ นักวิจัยรุ่นต่อไปก็ยังสามารถนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาสร้างประโยชน์ให้ประเทศได้ต่อไป
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ETDA เร่งสร้าง Digital Trust รับ AI-แพลตฟอร์มโตเร็ว
AI at Scale บทเรียน KBTG ใช้ AI Governance สร้าง Value จาก AI



