จากองค์กรที่เริ่มต้นด้วยคนไม่ถึง 10 คนในตึกโยธี วันนี้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ NECTEC สวทช. เติบโตเป็นองค์กรที่มีบุคลากรราว 500 คน ทำงานครอบคลุมเทคโนโลยีดิจิทัลหลายด้าน แต่สิ่งที่บอกเส้นทางของ NECTEC ได้ชัดกว่าขนาดขององค์กร คือเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานหลายอย่างที่เริ่มต้นจากงานวิจัย ก่อนถูกนำไปใช้จริงและกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบดิจิทัลของประเทศ
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ NECTEC กล่าวในการบรรยายพิเศษ “Legacy and Beyond Four Decades of NECTEC Achievements” ในงานการประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทค ประจำปี 2569 (NECTEC-ACE 2026) ภายใต้แนวคิด “NECTEC 40 Years – Legacy & Beyond” ว่า หากมองย้อนกลับไปตลอด 40 ปี เส้นทางของ NECTEC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ช่วง ตั้งแต่การสร้าง Infrastructure การทำงานด้าน Policy การพัฒนา Digital Solution จนถึงยุค Data and AI โดยแต่ละช่วงเกิดขึ้นตามโจทย์เทคโนโลยีและความต้องการของประเทศในเวลานั้น
“เขาบอกให้ผมพูดเรื่องของความสำเร็จ ผมบอกว่ามันมีแต่ความล้มเหลวเยอะ ไม่ใช่มีแต่ความสำเร็จ” ดร.ชัย กล่าว พร้อมระบุว่า การมองย้อนกลับไปจึงต้องมองทั้งสิ่งที่ทำสำเร็จ สิ่งที่ยังเป็นความท้าทาย และสิ่งที่ NECTEC ต้องเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต
10 ปีแรกวางรากฐานโครงสร้างดิจิทัลไทย
10 ปีแรกของ NECTEC เป็นช่วงสร้าง Infrastructure หลายเรื่องที่ในเวลานั้นยังเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต แต่ต่อมากลายเป็นสิ่งที่ใช้งานกันในชีวิตประจำวัน หนึ่งในนั้นคือการ Spin-off บริษัท Internet Thailand ซึ่งเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายแรกของประเทศไทย รวมถึงการตั้งศูนย์ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ หรือ TMEC สำหรับการผลิตเซนเซอร์ การจัด National Software Contest เพื่อพัฒนากำลังคน และงานด้านมาตรฐานคอมพิวเตอร์ภาษาไทย
เมื่อโครงสร้างพื้นฐานเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง บทบาทในช่วง 10 ปีถัดมาขยับเข้าสู่งานเชิงนโยบาย NECTEC มีส่วนเสนอแผน IT แห่งชาติ นำไปสู่การตั้งคณะกรรมการ IT แห่งชาติ และต่อยอดไปสู่การจัดตั้งกระทรวง ICT ซึ่งปัจจุบันคือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม บุคลากรจาก NECTEC ยังออกไปมีส่วนตั้งต้นหน่วยงานสำคัญ เช่น สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA), สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ EGA ซึ่งปัจจุบันคือสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA รวมถึง สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน.
เปลี่ยนงานวิจัยเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริง
หลังผ่านยุค Infrastructure และ Policy โจทย์ของ NECTEC เปลี่ยนมาสู่การทำให้งานวิจัยถูกนำไปใช้จริง จึงเกิด Digital Solution ทั้ง Hardware และ Software หลายโครงการ ตั้งแต่ Netpie แพลตฟอร์ม IoT ที่ต่อยอดออกไปเป็นบริษัท ระบบติดตามเขื่อน ไปจนถึงแพลตฟอร์มจัดสำรับอาหารสำหรับโรงเรียน ซึ่ง ดร.ชัย ระบุว่า มีโรงเรียนใช้งานประมาณ 35,000 แห่ง จากโรงเรียนกว่า 50,000 แห่งทั่วประเทศ
เทคโนโลยีที่เข้าถึงชีวิตประจำวันมากขึ้นยังมี Traffy Fondue, KidBright และเครื่อง CT Scan สำหรับสแกนช่องปากที่ NECTEC พัฒนาขึ้นเอง โดยปัจจุบันมีประมาณ 70 เครื่องกระจายอยู่ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ผลงานเหล่านี้ทำให้ภาพของงานวิจัยไม่ได้หยุดอยู่ในห้องปฏิบัติการ แต่เชื่อมต่อไปถึงการใช้งานในโรงเรียน โรงพยาบาล เมือง และภาคอุตสาหกรรม
Data-AI ขับเคลื่อน Industry 4.0
ทศวรรษล่าสุดเป็นช่วงที่ Data และ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น NECTEC เริ่มจากโจทย์การยกระดับภาคการผลิตของไทยไปสู่ Industry 4.0 ผ่านการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน หรือ SMC ก่อนขยายมาสู่การร่วมจัดทำแผน AI แห่งชาติกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ดร.ชัย กล่าวถึงจังหวะเวลาของแผนดังกล่าวว่า แผน AI แห่งชาติได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีก่อน ChatGPT เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2022 ราว 2 เดือน ขณะที่ NECTEC เริ่มร่วมจัดทำแผนกับกระทรวงดีอีก่อนหน้านั้นประมาณ 3 ปี เพื่อเตรียมประเทศไทยเข้าสู่ยุค AI
การนำ AI ไปใช้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ภาคธุรกิจ TPMAP เป็นหนึ่งในกรณีที่นำเทคโนโลยีมาวิเคราะห์ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำจากฐานข้อมูลของสภาพัฒน์ที่มีข้อมูลประชาชนมากกว่า 40 ล้านคน แล้วนำผลวิเคราะห์ไปใช้ประกอบการวางยุทธศาสตร์ลดปัญหาความยากจนในแต่ละจังหวัด
งานที่กำลังพัฒนายังครอบคลุม Smart Farm และ Generative AI สำหรับภาคเกษตร EV Charging ที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย Industrial IoT และ Data Analytics สำหรับภาคอุตสาหกรรม รวมถึง Medical AI ซึ่ง NECTEC ต้องการให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีเองและต่อยอดออกไปเป็นบริษัทไทยได้
อีกด้านคือเทคโนโลยี Photonics Sensor โดย NECTEC นำไปพัฒนาสำหรับการตรวจวัณโรค ปัจจุบันอยู่ระหว่าง Clinical Trial ซึ่ง ดร.ชัย ระบุว่ามีจำนวนประมาณ 10,000 คนแล้ว
3 เทคโนโลยีเป้าหมาย Quantum-Space-Physical AI
คำถามสำคัญหลังผ่าน 40 ปีจึงไม่ใช่เพียง NECTEC เคยทำอะไร แต่คือเทคโนโลยีใดที่องค์กรควรลงทุนสร้างความสามารถเพื่อรองรับอนาคต ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา NECTEC ศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งห้องปฏิบัติการใหม่ โดยยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะจัดตั้งจริง เพราะต้องพิจารณาทั้งกำลังคนและทิศทางของประเทศ แต่ผลการศึกษาทำให้เห็น 3 ด้านที่องค์กรให้ความสนใจ
ด้านแรกคือ Quantum Technology ซึ่งไม่ได้วางโจทย์ไว้อย่างกว้าง แต่เน้น Post Quantum Cryptography หรือ PQC, Post Quantum Security และการตรวจวัดที่มีความแม่นยำสูง โดยต่อยอดจากทีมและความเชี่ยวชาญด้าน Photonics ที่ NECTEC มีอยู่แล้ว
ด้านที่ 2 คือ Space Economy บทบาทที่ NECTEC มองไว้ไม่ใช่การผลิตหรือส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ แต่เป็นเรื่องมาตรฐานการสื่อสาร ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญที่องค์กรมีประสบการณ์อยู่แล้ว และต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล เช่น กสทช.
ด้านที่ 3 คือ Physical AI แม้ปัจจุบันจะมีหุ่นยนต์และระบบ AI เกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ยังมี AI Model อีกหลายส่วนที่ต้องพัฒนา ประกอบกับการพัฒนาและใช้งาน AI กำลังใช้พลังงานมหาศาล โจทย์ของ NECTEC จึงอยู่ที่การทำให้โมเดลมีขนาดเล็ก ใช้พลังงานต่ำ และสามารถนำไปติดตั้งบนอุปกรณ์อย่าง Humanoid หรือ Drone เพื่อให้ทำงานได้นานขึ้น
“เมื่อเราจะขึ้นแล็บใหม่ นั่นหมายความว่าแล็บนั้นต้อง Deliver ของสู่สังคมได้จริง เกิดประโยชน์ต่อคนจำนวนมากได้จริง” ดร.ชัย กล่าวถึงหลักคิดในการเลือกเทคโนโลยีที่จะลงทุน พร้อมย้ำว่าต้องมองให้ชัดว่า Use Case ที่เกิดขึ้นคืออะไร
ส่งต่อ NECTEC สู่ผู้นำยุคใหม่

ช่วงเปลี่ยนผ่านหลังครบ 40 ปีเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนผู้นำองค์กร ดร.ชัย จะหมดวาระผู้อำนวยการ NECTEC ในเดือนกันยายน 2569 และตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม จะเข้ารับตำแหน่งต่อ โดย ดร.ชัย แนะนำว่า ดร.วสันต์ คือผู้ให้กำเนิด Traffy Fondue และจะเป็นผู้ขับเคลื่อน NECTEC ในยุคถัดไป
ก่อนส่งต่อภารกิจ ดร.ชัย ทิ้งคำถามไว้ว่า “คุณอยากเห็น NECTEC ทำอะไรเพื่อเป็นฐานรากอนาคตเทคโนโลยีของประเทศไทย” เพราะทิศทางหลังจากนี้ไม่ได้อยู่ที่การเลือกเทคโนโลยีใหม่เพียงเพราะเป็นกระแส แต่อยู่ที่การเลือกสิ่งที่ NECTEC มีความสามารถพัฒนา และสามารถส่งต่อไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้จริง
จาก Internet Thailand และมาตรฐานคอมพิวเตอร์ภาษาไทยในยุคแรก มาถึง Data, AI, Quantum Technology, Space Economy และ Physical AI ในวันนี้ แกนที่เชื่อมการทำงานตลอด 40 ปีจึงยังเป็นโจทย์เดิม คือการสร้างฐานเทคโนโลยีที่ประเทศไทยสามารถนำไปใช้ต่อได้จริง และเตรียมความพร้อมสำหรับเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทในอนาคต
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ยุทธศาสตร์อาเซียนในยุค AI จากผู้ใช้สู่ผู้ร่วมสร้าง
กลาโหม-AIS-DGA ปั้น Digital-Ready Force สร้างคนรับความมั่นคงยุค AI
เส้นทาง ‘ไก่ซีพี’ จากห้องแล็บ DNA สู่มาตรฐานอาหารอวกาศ



