Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

First Jobber ยุค AI เมื่อโลกงานเปลี่ยน ปริญญาไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

First Jobber ยุค AI เมื่อโลกงานเปลี่ยนปริญญาไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

การก้าวจากมหาวิทยาลัยเข้าสู่โลกการทำงาน ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานะจากนักศึกษาเป็น First Jobber แต่เป็นการเข้าสู่โลกที่วิธีคิด วิธีทำงาน และทักษะที่ต้องใช้ต่างจากห้องเรียนอย่างมาก ยิ่ง AI เข้ามาเปลี่ยนกระบวนการทำงานและโครงสร้างองค์กร เส้นทางอาชีพที่เคยเริ่มจากเรียนจบ เข้าทำงาน ไต่ระดับบริหาร และอยู่กับองค์กรไปจนเกษียณ ยิ่งไม่ใช่เส้นทางเดียวสำหรับคนรุ่นใหม่อีกต่อไป

The Story Thailand มีโอกาสร่วมนั่งฟังการสนทนาในกิจกรรม Hope Club ครั้งที่ 2 เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองและสนทนากับคนทำงานรุ่นใหม่ ซึ่งครั้งนี้พูดคุยกันในหัวข้อ “เจอนี่ First Jobber” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) และ ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมแลกเปลี่ยนกับคนทำงานรุ่นใหม่ 7 คนจาก 7 องค์กร ตั้งแต่สิ่งที่มหาวิทยาลัยเตรียมให้ และสิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมเมื่อเข้าสู่โลกงาน การเรียนรู้ตลอดชีวิต การสร้างผู้ประกอบการ ผลของ AI ต่อโครงสร้างองค์กร ไปจนถึงคำถามว่า คนรุ่นใหม่ควรสร้างเส้นทางอาชีพและชีวิตการทำงานของตัวเองอย่างไร

First Jobber เจออะไรเมื่อห้องเรียนต่างจากโลกงาน

เสียงจากคนทำงานรุ่นใหม่บนเวที ชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่างห้องเรียนกับโลกการทำงาน ในมหาวิทยาลัย นักศึกษามักได้รับโจทย์ที่มีโครงสร้างและต้องหาคำตอบ แต่เมื่อเข้าสู่การทำงานจริง ส่วนหนึ่งของงานคือการค้นหาให้เจอก่อนว่า ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร หรือที่เรียกว่า Problem Framing เพราะสถานการณ์จริงไม่ได้มีโจทย์และข้อมูลครบถ้วนเหมือนในห้องเรียน

วิธีการสื่อสารก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ในห้องเรียน ผู้เรียนมักถูกฝึกให้อธิบายกระบวนการคิดอย่างละเอียดเพื่อแสดงความเข้าใจ แต่ในโลกการทำงาน การสื่อสารมีเป้าหมายเพื่อทำให้อีกฝ่ายลงมือทำ เห็นพ้อง หรือเข้าใจสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อ ความคิดสร้างสรรค์ที่ได้รับการสนับสนุนในมหาวิทยาลัยก็ต้องเจอกับเงื่อนไขอีกแบบเมื่อเข้าสู่ธุรกิจ เพราะไอเดียที่ดีต้องพิจารณาความเป็นไปได้ ทรัพยากร งบประมาณ และกรอบเวลาควบคู่กันไป

Hard Skills ยังเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเริ่มต้นอาชีพ โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะด้าน แต่เมื่อความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น Soft Skills จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ตั้งแต่การสื่อสาร การนำเสนอ ความเป็นผู้นำ ไปจนถึงการประนีประนอมและหาจุดร่วมกับคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน หลายทักษะไม่ได้ถูกสอนโดยตรงในชั้นเรียน แต่คนทำงานต้องพัฒนาต่อจากประสบการณ์จริง

.ดร.ยศชนัน ชี้ปริญญาไม่พอสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เมื่อฟังประสบการณ์จากคนรุ่นใหม่ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวว่า วุฒิการศึกษากับตำแหน่งงานในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องตรงกัน คนที่เรียนวิศวกรรมอาจไปเป็นนักธุรกิจ การเข้าสู่อุตสาหกรรมหนึ่งในช่วงเริ่มต้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องอยู่บนเส้นทางนั้นตลอดอาชีพ

มุมมองต่อการศึกษาจึงต้องเปลี่ยนตามไปด้วย การเรียนรู้ไม่ควรถูกจำกัดอยู่กับการเรียนปริญญาตรี ต่อปริญญาโทและปริญญาเอกตามลำดับ เพราะแม้แต่ปริญญาโทก็อาจไม่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต สิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องให้ความสำคัญมากขึ้น คือการเปิดโอกาสให้คนกลับมา Upskill และ Reskill ตามความต้องการที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงของอาชีพ

ปริญญาโทอาจไม่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต สิ่งที่เราต้องทำคือ Upskill และ Reskill และเปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้เป็น Incubator” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าว พร้อมเสนอให้มหาวิทยาลัยขยับบทบาทไปสู่การเป็น Incubator เพื่อให้ผู้เรียนได้ทดลองทำงานและทำธุรกิจ จนมองเห็นจากประสบการณ์จริงว่าตัวเองต้องการพัฒนาทักษะด้านใดเพิ่มเติม

แนวคิดนี้เชื่อมกับ Work Integrated Learning หรือ WIL ที่นำการเรียนรู้ไปเชื่อมกับการทำงานในสถานประกอบการ แต่เป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงการส่งนักศึกษาเข้าสู่บริษัทขนาดใหญ่ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ต้องการเพิ่มบทบาทของสตาร์ตอัป บริษัทเทคโนโลยี และบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ พร้อมตั้งคำถามกลับไปถึงโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศด้วยว่า มีบริษัทและอุตสาหกรรมมากเพียงพอที่จะรองรับคนและทักษะที่มีอยู่หรือไม่

เปลี่ยนมหาวิทยาลัยเป็น Incubator สร้างผู้ประกอบการ

การสร้างผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยีเชิงลึก ต้องการมากกว่าความรู้ในห้องเรียน ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีทั้งห้องปฏิบัติการ เครื่องมือราคาแพง บุคลากรที่มีความรู้ รวมถึงโอกาสในการพบผู้คนหลากหลายวงการ ทรัพยากรเหล่านี้ควรถูกเปิดให้นักศึกษาเข้าถึงเพื่อทดลองสร้างสิ่งใหม่ตั้งแต่ยังเรียน ไม่ใช่รอจนถึงช่วงทำวิทยานิพนธ์จึงจะสามารถใช้เครื่องมือได้

การเปิดพื้นที่เช่นนี้ยังช่วยลดข้อจำกัดจากฐานะทางครอบครัว คนรุ่นใหม่ที่ต้องการทดลองพัฒนาเทคโนโลยีไม่จำเป็นต้องมีเงินซื้อเครื่องมือราคาแพงเอง แต่สามารถใช้ทรัพยากรของมหาวิทยาลัย ทำงานร่วมกับเพื่อน และค้นหาจากการลงมือทำว่าตัวเองยังขาดความรู้อะไร แนวทางนี้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน เรียกว่า Open Science and Innovation

ทักษะการเป็นผู้ประกอบการจึงไม่ได้มีเพียงการคิดไอเดียธุรกิจ แต่รวมถึงการสื่อสาร การนำเสนอ และการระดมทุน ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ตั้งโจทย์ว่า คนที่มีความฝัน มีแนวคิด และมีเพียง PowerPoint จะทำอย่างไรให้สามารถนำเสนอสิ่งที่ต้องการทำ เข้าถึงแหล่งสนับสนุน และสร้างรายได้ขึ้นมาได้โดยไม่ต้องพึ่งฐานะของครอบครัว

มุมมองต่อโอกาสของคนรุ่นใหม่ก็ไม่ควรหยุดอยู่ที่ตลาดงานในประเทศ เขายกตัวอย่างนักศึกษาจากสิงคโปร์และฮ่องกงที่มองโอกาสการทำงานได้ทั่วโลก ขณะที่นักศึกษาไทยมักตั้งคำถามว่าภายในประเทศมีงานรองรับหรือไม่ การเตรียมคนจึงต้องทำให้คนรุ่นใหม่มองเห็นเส้นทางที่กว้างกว่าการรอให้มีตำแหน่งงานตรงกับสาขาที่เรียน

ซิกเว่ชี้องค์กรยุค AI จะเป็น “นาฬิกาทราย”

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

เมื่อระบบการศึกษาต้องปรับวิธีสร้างคน องค์กรที่คนรุ่นใหม่กำลังจะก้าวเข้าไปก็เปลี่ยนไปพร้อมกัน คุณซิกเว่ไม่เห็นด้วยกับการมองว่า องค์กรในยุค AI จะเปลี่ยนจากโครงสร้างพีระมิดไปเป็นรูปเพชร เพราะ AI ทำให้บริษัทรับเด็กจบใหม่น้อยลง เขามองว่าโครงสร้างในอนาคตจะมีลักษณะคล้าย “นาฬิกาทราย” หรือ Hourglass Organization มากกว่า

ส่วนที่เปลี่ยนมากที่สุด คือตรงกลางขององค์กร เพราะ AI สามารถเข้ามารับงานประจำและงานที่ทำให้เป็นระบบอัตโนมัติได้บางส่วน ทำให้บุคลากรระดับกลางมีแนวโน้มลดลง ส่วนบนยังต้องการคนที่สามารถตัดสินใจ วิเคราะห์ และคิดเชิงวิพากษ์ ส่วนด้านล่างยังต้องการคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจคนรุ่นเดียวกันและเติบโตมากับเทคโนโลยี คุณซิกเว่จึงไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่า เมื่อ AI เข้ามาแล้วจะไม่มีพื้นที่สำหรับเด็กที่เพิ่งจบการศึกษา

โครงสร้างแบบนาฬิกาทรายทำให้เส้นทางอาชีพเปลี่ยนไปด้วย เมื่อจำนวนตำแหน่งบริหารระดับกลางลดลง คนที่ต้องการเติบโตในสายบริหารจะต้องแข่งขันกับตำแหน่งที่มีน้อยลง แต่การเติบโตไม่ได้มีเพียงเส้นทางบริหาร อีกทางหนึ่งคือการเป็น Specialist ที่พัฒนาความเชี่ยวชาญในสายงานของตัวเองให้ลึกขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าว่าความก้าวหน้าต้องจบด้วยการเป็นผู้บริหารคนจำนวนมาก

ผมไม่ได้กังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานจำนวนมาก สิ่งที่ผมกังวลคือคนที่ไม่เห็นว่าตัวเองจำเป็นต้องเรียนรู้ AI เพราะคนที่ไม่ปรับตัวต่างหากที่เสี่ยงจะถูกแทนที่” คุณซิกเว่ กล่าว โดยมองว่าความต้องการ Upskill ครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นกับคนที่เติบโตมาในยุคก่อนดิจิทัลและยุคดิจิทัล เพื่อให้สามารถทำงานต่อไปในโลกที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

AI Literacy ทักษะที่คนทำงานทุกระดับต้องมี

การเตรียมพร้อมสำหรับโลก AI ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเขียนโปรแกรมหรือกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน AI คุณซิกเว่ กล่าวว่า แม้ตัวเขาเองไม่สามารถแข่งขันกับวิศวกรซอฟต์แวร์หรือนักวิทยาศาสตร์ในการใช้ AI ได้ แต่ในฐานะผู้บริหารจำเป็นต้องเข้าใจว่า AI ทำอะไรได้ โมเดลธุรกิจใดสามารถใช้ AI กระบวนการใดทำงานอัตโนมัติได้ และงานส่วนใดอาจถูกแทนที่

หลักคิดนี้ไม่ได้ใช้เฉพาะกับผู้บริหารระดับสูง คนในองค์กรและภาครัฐก็ต้องเข้าใจว่า AI หมายถึงอะไรต่อการทำงานของตัวเอง เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็น AI Specialist แต่หากไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น คนอื่นหรือธุรกิจอื่นที่ปรับตัวได้เร็วกว่าก็สามารถเข้ามาแทนที่ได้

สำหรับคุณซิกเว่ AI จึงเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่าการจ้างนักวิทยาศาสตร์หรือโปรแกรมเมอร์มาพัฒนา Use Case เพราะองค์กรต้องกลับไปมองตั้งแต่วิธีทำธุรกิจ รูปแบบการดำเนินงาน โครงสร้างองค์กร กระบวนการทำงาน ไปจนถึงการ Upskill คนทั้งองค์กร

แนวคิดหนึ่งที่เขากำลังพิจารณาสำหรับทรู คือการสร้าง Shadow Junior Management Team ให้คนรุ่นใหม่ทดลองรับบทบาทคู่ขนานกับทีมผู้บริหาร ทั้งด้านการเงิน การตลาด และงานสำคัญอื่น เพื่อดูว่าคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับ AI และมีวิธีมองปัญหาต่างออกไปจะตัดสินใจอย่างไรเมื่อได้รับบทบาทในฐานะทีมบริหาร วิธีนี้ยังเปิดโอกาสให้องค์กรที่ดำเนินธุรกิจมานานได้เห็นมุมมองจากคนอีกเจเนอเรชันหนึ่งโดยตรง

องค์กรใช้ AI ต้องโปร่งใสเพื่อรักษาความไว้วางใจ

เมื่อ AI เข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงานมากขึ้น ประสิทธิภาพไม่ใช่คำถามเดียวที่องค์กรต้องตอบ คุณซิกเว่มองว่า ความโปร่งใสเป็นเรื่องสำคัญ หากลูกค้ากำลังพูดคุยกับ AI หรือได้รับบริการจาก AI องค์กรควรบอกอย่างตรงไปตรงมา และไม่ควรนำเสนอตัวเองว่าเป็นองค์กรที่เน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ หากบริการที่เกิดขึ้นจริงดำเนินการด้วย AI

เมื่อคนใช้ AI มากขึ้น คำถามที่ตามมาจะมีตั้งแต่บริษัทดูแลลูกค้าจริงหรือเป็นเพียงเครื่องจักร ข้อมูลถูกนำไปใช้อย่างไร ไปจนถึงมีมนุษย์คอยกำกับดูแลหรือไม่ หากองค์กรไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ ความไว้วางใจก็จะกลายเป็นปัญหา

คุณซิกเว่เปรียบ AI กับรถยนต์สมรรถนะสูงที่วิ่งบนถนนกรุงเทพฯ รถที่เร็วและทรงพลังจำเป็นต้องมีกฎจราจรและการจำกัดความเร็ว มิฉะนั้นอาจสร้างความเสียหายให้คนอื่น AI ก็ต้องมีกฎและแนวทางกำกับเช่นกัน และความรับผิดชอบไม่ได้อยู่กับภาครัฐฝ่ายเดียว บริษัทที่พัฒนาและนำ AI มาใช้ต้องคิดถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นด้วย

คนทำงานยุค AI ต้องเก่งทั้งเทคโนโลยีและความเป็นมนุษย์

กิจกรรม Hope Club ครั้งที่ 2
บรรยากาศในวงสนทนากิจกรรม Hope Club ครั้งที่ 2

เมื่อถูกถามว่า AI เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตในอาชีพหรือไม่ คนรุ่นใหม่บนเวทีไม่ได้ปฏิเสธว่า AI สามารถรับงานประจำบางประเภทได้ แต่หลายคนยังเห็นคุณค่าของสิ่งที่มนุษย์ทำได้ ตั้งแต่ความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าใจผู้ใช้ การสร้างความสัมพันธ์ ไปจนถึงความสามารถในการอ่านอารมณ์ของคนที่กำลังสื่อสารด้วย

ตัวอย่างหนึ่งที่ถูกหยิบขึ้นมาคือ สถานการณ์ในห้องประชุมที่บรรยากาศเริ่มตึงเครียด มนุษย์สามารถสังเกตได้ว่าใครกำลังไม่พอใจ ใครยังสงบ และควรสื่อสารอย่างไรต่อ ทักษะเช่นนี้ทำให้การทำงานไม่ได้วัดจากความเร็ว ความแม่นยำ หรือประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยความสามารถในการเข้าใจและเชื่อมโยงกับคนอื่น

หนึ่งในคำแนะนำที่ชัดที่สุดจากคนรุ่นใหม่คือ ต้องเก่งทั้ง AI และการเป็นมนุษย์ เรียนรู้เครื่องมือใหม่และใช้ AI ให้เป็น แต่ในเวลาเดียวกันต้องพัฒนาทักษะการอ่านสถานการณ์ การสร้างความสัมพันธ์ การพูดคุยกับคนที่เพิ่งรู้จัก การโน้มน้าว และการสื่อสาร เพราะต่อให้ AI สร้างคำตอบที่ดีได้ หากคนทำงานไม่สามารถนำสิ่งนั้นไปสื่อสารหรือเชื่อมโยงกับผู้อื่น คุณค่าของผลลัพธ์ก็มีข้อจำกัด

Work-Life Balance อย่าแลกชีวิตกับชื่อตำแหน่ง

เมื่อบทสนทนาขยับจากอนาคตของงานมาสู่ Work-Life Balance คุณซิกเว่ไม่ได้เสนอสูตรสำเร็จว่าคนทำงานควรแบ่งเวลาให้งานและชีวิตอย่างไร เพราะคำว่า “สมดุล” ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนให้ความสำคัญกับเวลาส่วนตัวมาก บางคนมีความสุขกับการทุ่มเทให้กับงาน สิ่งที่ต้องตอบให้ได้คือ ตัวเองให้คุณค่ากับอะไร และพร้อมแลกอะไรกับเส้นทางที่เลือก

ยิ่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูง ภาระงานยิ่งมากขึ้นและเวลาว่างยิ่งน้อยลง คุณซิกเว่จึงเตือนคนรุ่นใหม่ว่า อย่าไล่ตามตำแหน่งที่ดูดีโดยไม่ได้คิดให้ชัดว่าตัวเองต้องการสิ่งนั้นจริงหรือไม่ เพราะตำแหน่งที่สูงขึ้นย่อมมีสิ่งที่ต้องแลก หากไม่ยอมรับสิ่งที่ตามมาก็ไม่ควรเลือกเส้นทางนั้น แต่หากเป็นสิ่งที่ต้องการและยังมีความสุขกับสิ่งที่ทำ ก็เป็นทางเลือกของแต่ละคน

สำหรับคุณซิกเว่ การทำงานหนักกับการถูกงานบั่นทอนเป็นคนละเรื่อง การเหนื่อยจากการทำงานหลายชั่วโมงอาจเกิดขึ้นได้หากไม่ได้เป็นเช่นนั้นทุกวัน แต่การหมดแรงทางจิตใจเพราะเกลียดงานที่ทำเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะคนเราใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตไปกับการทำงาน หากไม่สามารถรู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตอยู่กับช่วงเวลานั้นได้ ก็ต้องกลับมาทบทวนสิ่งที่กำลังทำอยู่

พื้นฐานทางร่างกายก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรนำไปแลกกับงาน คุณซิกเว่ย้ำถึง 3 เรื่องที่ต้องรักษาไว้ คือ การนอนหลับ การกินอาหารที่ดี และการออกกำลังกาย เพราะหากละเลยสิ่งเหล่านี้ ปัญหาที่ตามมาอาจใหญ่กว่าคำถามเรื่อง Work-Life Balance ขณะเดียวกัน คนทำงานต้องถามตัวเองด้วยว่าสิ่งที่กำลังทำมีความหมายอย่างไร และเมื่อมองย้อนกลับมาในวันหนึ่ง จะภูมิใจกับสิ่งที่ใช้ชีวิตทำมาตลอดหรือไม่

ออกจาก Comfort Zone เพื่อเรียนรู้และเติบโต

อีกคำแนะนำที่คุณซิกเว่ฝากถึง First Jobber คือ อย่ากลัวความรู้สึกไม่สบายใจเมื่อต้องทำสิ่งที่ไม่คุ้นเคย เขาย้อนกลับไปถึงวันแรกของการทำงาน ที่คนจำนวนมากอาจรู้สึกไม่แน่ใจว่าจะทำงานอย่างไร จะช่วยองค์กรได้แค่ไหน หรือควรเริ่มต้นจากตรงไหน สำหรับเขา ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่ออยู่นอก Comfort Zone ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นสิ่งที่ควรรักษาไว้ตลอดเส้นทางอาชีพ

เมื่อทำงานไปสักระยะ สิ่งที่เคยยากจะเริ่มง่ายขึ้น ความไม่มั่นใจลดลงและความคุ้นเคยเข้ามาแทนที่ คุณซิกเว่มองว่า เมื่อใดที่เริ่มรู้สึกสบายกับสิ่งที่ทำมากเกินไป ควรพาตัวเองกลับไปเผชิญสิ่งที่ยังไม่รู้หรือยังทำไม่เป็นอีกครั้ง เพราะความไม่คุ้นเคยเป็นพื้นที่ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ ไม่จำเป็นต้องลาออกหรือเปลี่ยนบริษัทเสมอไป แต่อาจเป็นการเรียนรู้เรื่องใหม่หรือทดลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน

ความผิดพลาดก็ไม่จำเป็นต้องถูกมองว่าเป็นสิ่งเลวร้ายเสมอไป คุณซิกเว่ กล่าวว่า หลายสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตสามารถเปลี่ยนเป็นบทเรียนได้ เมื่อเจอเหตุการณ์ที่ทำให้เสียใจ ผิดหวัง หรือรู้สึกว่าตัดสินใจผิด สิ่งที่ทำได้คือพยายามเปลี่ยนประสบการณ์นั้นให้กลายเป็นการเรียนรู้ วิธีคิดเช่นนี้ช่วยให้คนกล้าเสี่ยงและพร้อมออกจาก Comfort Zone มากขึ้น เพราะรู้ว่าความล้มเหลวไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจบลง

“ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อคุณอยู่นอก Comfort Zone คือเพื่อนที่ดีที่สุดตลอดชีวิต เมื่อเริ่มสบายเกินไป จงบังคับตัวเองให้กลับไปทำสิ่งที่ไม่สบายอีกครั้ง เพราะตรงนั้นคือจุดที่ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้น”

ไม่รักงานที่ทำต้องกล้าหาทางเปลี่ยน

คำถามที่ตามมาคือ แล้วคนที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองรักอะไร หรือไม่มีความสุขกับงานแต่ยังไม่มีทางเลือกควรทำอย่างไร คุณซิกเว่ยอมรับว่า ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเลือกงานที่ตัวเองรักได้ทันที บางคนอาจติดอยู่กับข้อจำกัดและจำเป็นต้องมีรายได้ แต่หากมีทางเลือกก็ควรพยายามเปลี่ยนงาน เปลี่ยนวิธีทำงาน หรือสร้างความสัมพันธ์กับคนกลุ่มใหม่ เพื่อค้นหาสิ่งที่ทำให้ชีวิตการทำงานดีขึ้น

“อย่างน้อยต้องพยายามทำสิ่งที่คุณรักให้มากขึ้น เพราะถ้าไม่ทำ คุณกำลังใช้เวลาเกือบครึ่งหนึ่งของชีวิตติดอยู่กับสิ่งนั้น” คุณซิกเว่ กล่าว โดยมองว่าคนรุ่นใหม่ควรคาดหวังบางอย่างจากนายจ้าง หัวหน้า และเพื่อนร่วมงานได้ ไม่จำเป็นต้องคิดเพียงว่าตัวเองโชคดีที่บริษัทรับเข้าทำงาน แต่ความคาดหวังนั้นต้องเดินคู่กับความรับผิดชอบ คนทำงานมีสิทธิเรียกร้องสิ่งที่เหมาะสมจากองค์กร และในเวลาเดียวกันก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่

First Jobber ควรเข้าบริษัทหรือสร้างธุรกิจเอง?

เมื่อวงสนทนากลับมาที่เส้นทางของ First Jobber อีกครั้ง คำถามหนึ่งคือ คนรุ่นใหม่ควรเข้าสู่องค์กรหรือเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองทันทีหลังเรียนจบ คุณซิกเว่มองว่า การเป็นผู้ประกอบการไม่ใช่ทางลัดสู่ความสำเร็จ การสร้างสตาร์ตอัปต้องเผชิญทั้งความยากในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หาเงินทุน ความไม่แน่นอน และชั่วโมงทำงานจำนวนมาก จึงต้องคิดให้รอบคอบและพร้อมรับความเสี่ยง

อีกทางหนึ่ง คือการเริ่มต้นกับองค์กรที่มีระบบก่อนเพื่อเรียนรู้ทักษะและเห็นวิธีการทำงานจริง แล้วค่อยนำประสบการณ์นั้นไปสร้างธุรกิจของตัวเองในภายหลัง คุณซิกเว่ยกตัวอย่างโครงการ Next Gen ของทรู ซึ่งรับคนจบใหม่ประมาณ 30 คนต่อปี และให้หมุนเวียนทำงานสามส่วน ส่วนละ 6 เดือน รวม 18 เดือน แม้ผู้เข้าร่วมบางคนจะไม่ได้อยู่กับทรูหลังจบโครงการ แต่เขามองว่า หากองค์กรได้มีส่วนฝึกคนให้พร้อมออกไปสร้างธุรกิจของตัวเองหรือทำงานกับองค์กรอื่น ก็ถือว่าได้มีส่วนสร้างคนกลับคืนสู่สังคม

แนวคิดนี้เชื่อมกลับไปยังสิ่งที่ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน เสนอไว้ตั้งแต่ต้นว่า มหาวิทยาลัยควรเป็น Incubator และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ทดลองสร้างสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง การทำงานในบริษัทกับการเป็นผู้ประกอบการจึงไม่จำเป็นต้องเป็นสองเส้นทางที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งตั้งแต่เรียนจบ คนรุ่นใหม่สามารถเข้าองค์กรเพื่อเรียนรู้ กลับไปเรียนเพิ่มเติมเมื่อจำเป็น หรือออกไปสร้างธุรกิจเมื่อมีประสบการณ์และพร้อมรับความเสี่ยง

First Jobber ยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องมีเส้นทางอาชีพเดียว

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันวงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.)
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.)

คำแนะนำของคุณซิกเว่ต่อคนรุ่นใหม่ จึงไม่ใช่การรีบกำหนดตัวเองให้เชี่ยวชาญเรื่องใดเรื่องหนึ่งเร็วเกินไป เขามองว่า ในโลกที่เทคโนโลยีและสังคมเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว คนทำงานจำเป็นต้องรู้หลายเรื่อง เปิดรับประสบการณ์ที่หลากหลาย พบปะผู้คน และเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง เพราะเส้นทางอาชีพไม่ได้เหมือนคนรุ่นก่อนที่อาจเริ่มงานกับบริษัทหนึ่งและอยู่ไปจนเกษียณ คนรุ่นใหม่อาจทดลองทำสตาร์ตอัป ล้มเหลว เปลี่ยนบริษัท หรือพบว่าสิ่งที่เรียนมาไม่ใช่งานที่ต้องการทำและเปลี่ยนไปสู่อีกเส้นทางได้

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ยกประสบการณ์ของตัวเองขึ้นมาปิดวงสนทนา เขาเปลี่ยนจากศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยมาเป็นนักการเมืองเมื่ออายุ 46 ปี และยอมรับว่าบทบาทใหม่มีความไม่แน่นอน แต่ไม่ได้มองว่าการเปลี่ยนอาชีพหมายถึงการกลับไปเริ่มต้นจากศูนย์ เพราะประสบการณ์ ทักษะ พื้นฐานที่สะสมมา และเครือข่ายสามารถนำติดตัวไปสู่เส้นทางใหม่ได้

“ผมเปลี่ยนงานตอนอายุ 46 ปี จากศาสตราจารย์มาเป็นนักการเมือง แต่ผมไม่กลัว เพราะสิ่งที่เราได้มาคือประสบการณ์ เราสามารถเริ่มต้นได้ทันทีด้วยทักษะที่มีอยู่” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าว พร้อมมองว่า หากคนมีพื้นฐานที่แข็งแรง มีทักษะและประสบการณ์ติดตัว ก็สามารถเริ่มต้นบทบาทใหม่ได้ โดยเครือข่ายความสัมพันธ์ยังเป็นอีกองค์ประกอบที่จำเป็น

เมื่อมองตั้งแต่วันแรกที่ First Jobber ก้าวออกจากมหาวิทยาลัยไปจนถึงวันที่ AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร สิ่งที่เห็นจากวงสนทนา Hope Club ครั้งที่ 2 คือ เส้นทางอาชีพไม่มีคำตอบเดียวอีกต่อไป ปริญญาไม่ได้กำหนดว่าจะต้องทำงานอะไร การเติบโตไม่จำเป็นต้องจบที่ตำแหน่งบริหาร การทำงานบริษัทกับการเป็นผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องเป็นทางเลือกที่ตัดขาดจากกัน และการเรียนรู้ก็ไม่ควรจบลงในวันที่ออกจากมหาวิทยาลัย

สำหรับคนรุ่นใหม่ โจทย์จึงไม่ใช่เพียงการเตรียมตัวให้ได้งานแรก แต่ต้องสร้างความสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ กลับมา Upskill และ Reskill เมื่อจำเป็น เข้าใจและใช้ AI ให้เป็น พร้อมพัฒนาทักษะที่ทำให้มนุษย์ยังทำงานร่วมกับมนุษย์ได้ดี และกล้าพาตัวเองออกจากพื้นที่ที่คุ้นเคยเมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยน เพราะในโลกที่ทั้งเทคโนโลยี องค์กร และอาชีพเคลื่อนไหวตลอดเวลา ความสามารถในการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตัวเองอาจเป็นสิ่งที่ติดตัวคนทำงานไปได้ไกลกว่าชื่อตำแหน่งหรือปริญญาใบใดใบหนึ่ง

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

AI at Scale บทเรียน KBTG ใช้ AI Governance สร้าง Value จาก AI

ซิกเว่ เบรกเก้ ชี้ AI เปรียบเหมือน ‘ซูเปอร์คาร์’ หนุนไทยใช้ Responsible AI

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar