Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ETDA เร่งสร้าง Digital Trust รับ AI-แพลตฟอร์มโตเร็ว

ETDA เร่งสร้าง Digital Trust รับ AI-แพลตฟอร์มโตเร็ว

แม้จำนวนปัญหาออนไลน์โดยรวมที่แจ้งผ่านศูนย์ 1212 ETDA ช่วงเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 จะลดลงประมาณ 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เมื่อเจาะเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัลกลับพบว่าเพิ่มขึ้นประมาณ 40% โดยราว 90% เป็นปัญหาของผู้ซื้อ ส่วนปัญหาฝั่งผู้ขายแม้มีสัดส่วนเพียง 10% แต่เพิ่มขึ้นจากประมาณ 5% ในปีก่อน ขณะที่ผู้ร้องเรียนส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม Gen X และ Gen Y รวมกันประมาณ 72%

ตัวเลขดังกล่าวทำให้โจทย์ Digital Trust ของไทยเปลี่ยนไปจากการสร้างความพร้อมเพื่อให้คนเข้าสู่โลกดิจิทัล ไปสู่การทำให้คนสามารถใช้บริการดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ ท่ามกลาง AI และแพลตฟอร์มที่พัฒนาเร็วกว่ากลไกกำกับดูแลในหลายด้าน

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กล่าวในงานแถลงข่าว “16 ปี ETDA CO-CREATING A FUTURE OF DIGITAL TRUST” ว่า การทำงานของ ETDA ในปี 2570 จะยังมุ่งไปที่ 4 เรื่อง ได้แก่ Digital ID, AI Governance, การนำเทคโนโลยีไปเพิ่มศักยภาพ SME และการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม โดยใช้ทั้งกลไกกำกับดูแลและการสนับสนุนให้เกิดการใช้เทคโนโลยีอย่างน่าเชื่อถือ มั่นคงและปลอดภัย

แต่เมื่อมองผ่านทั้ง 4 ภารกิจ แกนร่วมไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี หากอยู่ที่การสร้างโครงสร้างและกติกาที่ทำให้เทคโนโลยีเหล่านั้นถูกนำไปใช้ได้จริง โดยไม่สร้างความเสี่ยงใหม่ให้กับประชาชนและธุรกิจ

แพลตฟอร์มโตเร็วกว่ากลไกกำกับ

ความท้าทายเห็นได้ชัดที่สุดจากแพลตฟอร์มดิจิทัล ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มเข้าสู่ระบบและตรวจสอบข้อมูลการประกอบธุรกิจแล้ว 2,133 บริการ ณ เดือนสิงหาคม 2569 แต่ ดร.ชัยชนะ ยอมรับว่า เครื่องมือที่ ETDA มีอยู่ภายใต้กฎหมายปัจจุบันยังมีข้อจำกัด

โจทย์ในปี 2570 จึงไม่ได้อยู่ที่การออกกติกาเพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิสูจน์ว่ากติกาที่มีอยู่ใช้ได้จริงหรือไม่ ตัวอย่างคือการจำหน่ายสินค้าที่ต้องมีมาตรฐานมอก. หรือได้รับอนุญาตจาก อย. ซึ่งเมื่อพบปัญหา แพลตฟอร์มสามารถนำสินค้าออกได้รวดเร็ว แต่สินค้าลักษณะเดียวกันยังสามารถกลับเข้ามาใหม่ได้ ETDA จึงเตรียมทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบตั้งแต่กระบวนการปฏิบัติของแพลตฟอร์ม และใช้ข้อมูลที่ได้มาพิจารณาว่าต้องปรับเกณฑ์หรือยกระดับมาตรการในส่วนใด

อีกปัญหาที่กระทบผู้ประกอบการโดยตรง คือ ค่าธรรมเนียมและค่า GP ของแพลตฟอร์ม E-commerce ปัจจุบัน ETDA ไม่มีอำนาจกำหนดว่าค่า GP ควรอยู่ที่เท่าใด จึงเลือกแก้โจทย์เรื่องความโปร่งใสก่อน โดยเสนอให้แยกค่าธรรมเนียมที่ผู้ขายจำเป็นต้องจ่ายออกจากค่าใช้จ่ายที่เลือกได้ เช่น การเข้าร่วมแคมเปญ พร้อมเตรียมแนวทางให้แพลตฟอร์มแสดงต้นทุนรวมให้ร้านค้าเห็นชัด เพื่อใช้ประกอบการตั้งราคาสินค้าและไม่ขายขาดทุน

AI ต้องมีกติกาที่ขยับตามความเสี่ยงได้ทัน

ปัญหาเดียวกันกำลังเกิดขึ้นกับ AI เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ขณะที่การออกกฎหมายต้องใช้เวลา ETDA จึงวางโจทย์ว่ากลไกกำกับ AI ต้องมีความยืดหยุ่นมากพอที่จะจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่สร้างภาระกับการใช้งานที่ยังไม่ได้ก่อปัญหา

ประเด็นที่เห็นแล้ว เช่น Deepfake และการใช้ AI เพื่อหลอกลวง สามารถนำมาพิจารณากำหนดมาตรการได้ แต่ความเสี่ยงที่ยังไม่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องกำกับไว้ทั้งหมดตั้งแต่ต้น สิ่งที่ ETDA ต้องการจึงเป็นเครื่องมือที่สามารถประเมินสถานการณ์และออกมาตรการได้เร็ว แทนการรอออกหรือแก้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติซึ่งอาจกินเวลา 1-2 ปี

“สิ่งที่ ETDA ต้องการ คือมีกฎหมายที่มีความยืดหยุ่น” ดร.ชัยชนะ กล่าว

แนวทางดังกล่าวเดินคู่กับการเปลี่ยน AI Governance จากหลักการไปสู่การปฏิบัติ ผ่าน AI Governance Practice Center หรือ AIGPC โดยที่ผ่านมา ETDA นำกรอบและเครื่องมือไปประยุกต์ใช้ใน 4 ภาคส่วน ได้แก่ การศึกษา กระบวนการยุติธรรม ภาครัฐ และภาคการเงิน ครอบคลุมกว่า 140 หน่วยงาน พร้อมสร้าง Certified Trainer สะสมไม่น้อยกว่า 89 คน เพื่อขยายความรู้ต่อไปยังหน่วยงานต่าง ๆ

Digital ID กำลังขยับจาก “ตัวตน” ไปสู่ “สิทธิ”

หากแพลตฟอร์มและ AI เป็นด้านที่ต้องเร่งสร้างกติกา Digital ID คือโครงสร้างพื้นฐานที่ ETDA พยายามขยายจากการยืนยันว่า “เราเป็นใคร” ไปสู่การยืนยันว่า “เรามีสิทธิอะไร” โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดทุกครั้งที่ทำธุรกรรม

ปัจจุบันมีผู้ให้บริการ Digital ID ที่ได้รับใบอนุญาต 28 ใบอนุญาต เชื่อมต่อ e-Service ภาครัฐ 1,797 บริการ และมีบัญชีผู้ใช้งานสะสม 162.63 ล้านบัญชี การใช้งานเริ่มขยายไปสู่กลุ่มที่มีเงื่อนไขเฉพาะ เช่น Caregiver บนแอปพลิเคชันหมอพร้อม ซึ่งใช้ยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างผู้ดูแลกับเจ้าของสิทธิ รวมถึงการพัฒนาระบบสำหรับคนต่างด้าวและนิติบุคคล

ก้าวต่อไปคือ Verifiable Credential หรือ VC ซึ่งสามารถยืนยันข้อมูลเฉพาะส่วนที่จำเป็น ตัวอย่างเช่น หากบริการต้องการตรวจเพียงว่าผู้ใช้มีอายุถึงเกณฑ์ ระบบสามารถตอบได้โดยไม่ต้องเปิดเผยชื่อ นามสกุล ที่อยู่ หรือวันเดือนปีเกิดทั้งหมดเหมือนการยื่นบัตรประชาชน

ETDA และกรมการปกครองหารือกันถึงการนำร่องบัตรประชาชนในรูปแบบ VC ในปีงบประมาณ 2570 พร้อมวางระบบ Digital Document Wallet สำหรับจัดเก็บเอกสาร และทำงานร่วมกับ World Bank เพื่อวาง Roadmap ที่รองรับการเชื่อมต่อกับต่างประเทศในอนาคต

SME ใช้ดิจิทัลแล้วแต่ยังไม่เข้าไปถึงธุรกิจหลัก

อีกช่องว่างของเศรษฐกิจดิจิทัลอยู่ที่ SME ผลสำรวจ Digital Maturity Index ปี 2568 พบว่า SME ไทยมีความพร้อมด้านดิจิทัลเฉลี่ย 2.45 จาก 4 คะแนน และส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ Digital Follower กล่าวคือ ใช้เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารและการขายเป็นหลัก แต่การนำข้อมูล ระบบอัตโนมัติ หรือเครื่องมือดิจิทัลเข้าไปลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ และปรับกระบวนการธุรกิจยังเกิดขึ้นไม่เต็มศักยภาพ

โจทย์ของ SME Grow จึงไม่ใช่การพาผู้ประกอบการ “ขึ้นออนไลน์” เพิ่มอีกกลุ่ม แต่เป็นการหาว่าธุรกิจแต่ละประเภทมีปัญหาอะไรและเทคโนโลยีแบบใดสามารถแก้ปัญหานั้นได้จริง ปี 2569 โครงการลงพื้นที่ 4 ภูมิภาค 16 จังหวัด เกิดการจับคู่ทดลองใช้เทคโนโลยี 108 คู่ ร่วมกับ Technology Provider 138 ราย และนำข้อมูลที่ได้มาพัฒนา SMEs Profile เพื่อจำแนกความพร้อมและความต้องการของธุรกิจแต่ละกลุ่ม

ปี 2570 จะเจาะ 3 กลุ่ม ได้แก่ การค้าและค้าปลีก การผลิต และการท่องเที่ยว พร้อมเพิ่ม BDI เข้ามาเสริมด้านการใช้ข้อมูล เป้าหมายคือหาคำตอบให้ชัดขึ้นว่า SME แบบใดพร้อมรับเทคโนโลยี ควรใช้เครื่องมืออะไร และเมื่อใช้แล้วสามารถเพิ่มรายได้หรือลดต้นทุนได้จริงเพียงใด

Digital Trust ต้องมาก่อนการเติบโต

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)
ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)

เมื่อมองทั้ง Digital ID, AI, SME และแพลตฟอร์มพร้อมกัน ภาพของปี 2570 จึงไม่ใช่เพียงการขยายการใช้เทคโนโลยี แต่เป็นความพยายามปิดช่องว่างระหว่าง “เทคโนโลยีที่ไปเร็ว” กับ “ความเชื่อมั่นที่ต้องตามให้ทัน”

Digital ID ต้องพิสูจน์สิทธิได้โดยเปิดเผยข้อมูลเท่าที่จำเป็น AI ต้องมีระบบประเมินความเสี่ยงและกลไกกำกับที่ปรับตัวได้ แพลตฟอร์มต้องโปร่งใสและรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วน SME ต้องนำดิจิทัลเข้าไปสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง

ทั้งหมดกลับมาที่ประโยคที่ ดร.ชัยชนะ ใช้สรุปทิศทางของ ETDA ว่า “Trust ไม่ใช่ปลายทาง Trust เป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล”

เพราะเมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและเศรษฐกิจมากขึ้น คำถามสำคัญอาจไม่ใช่อีกแล้วว่าประเทศไทยจะใช้ดิจิทัลได้มากเพียงใด แต่คือ คนและธุรกิจจะกล้าใช้มันได้มากเพียงใด หากความเชื่อมั่นยังตามเทคโนโลยีไม่ทัน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

40 ปี NECTEC ปูรากฐานดิจิทัลไทยสู่ Quantum-Space-Physical AI

ETDA ฉายภาพบทบาทไทยสู่ผู้นำจริยธรรม AI ระดับภูมิภาค

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar