ประเทศไทยกำลังเร่งเครื่องขับเคลื่อนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มตัวเพื่อยกระดับเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนผ่านแผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติ โดยล่าสุดได้มีการเปิดเผยความคืบหน้าของแผนงานระดับชาติ พร้อมการเตรียมความพร้อมในการร่างยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติระยะที่สอง (ปี พ.ศ. 2571–2575) เพื่อทบทวนทิศทางและเตรียมตัวไปต่อในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่ง ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สวทช. ได้สะท้อนภาพรวมและผลการดำเนินงานที่ผ่านมา
เปิดดัชนีความพร้อมไทย: โตแบบก้าวกระโดดแต่ยังขาดพลัง “ผู้พัฒนา”
จากการจัดอันดับความพร้อมด้าน AI ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกโดย Oxford Insights ประเทศไทยเคยเริ่มต้นที่อันดับประมาณ 60 ทว่า หลังจากที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติ อันดับของไทยก็พุ่งสูงขึ้นถึง 2 เท่ามาอยู่ที่ประมาณอันดับที่ 30 ทันที
อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดปี 2568 ระบุว่า ไทยอยู่ที่อันดับ 34 ซึ่งมีจุดอ่อนสำคัญคือ ประเทศไทยยังอ่อนแอเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง โดยส่วนใหญ่เป็นเพียง “ผู้ใช้” มากกว่า “ผู้พัฒนา” ขณะเดียวกัน แม้โครงสร้างพื้นฐานและข้อมูลจะได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่การเข้าถึงข้อมูลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์จริงยังอยู่ในวงจำกัด

ลงทุนมหาศาลหลักหมื่นล้าน แต่หนักไปทาง “ซื้อใช้”
เมื่อเจาะลึกงบประมาณการวิจัยและพัฒนา (R&D) ด้าน AI ของประเทศ พบว่างบประมาณไม่ได้น้อยเลย โดยข้อมูลจากฐานข้อมูลวิจัยของวช. (NARIT) ในช่วงปี 2565–2568 มีการลงทุนด้าน AI สูงถึงประมาณ 2,000 ล้านบาท รวม 415 โครงการ ขณะที่ระบบ eMENS ของสภาพัฒน์ ซึ่งบันทึกโครงการยุทธศาสตร์ชาติ พบว่าในรอบ 4 ปี มีโครงการที่มีคำค้นหาว่า AI สูงถึง 41,000 ล้านบาท รวม 651 โครงการ หรือเฉลี่ยโครงการละกว่า 60 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์กลับพบว่าการพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองยังมีน้อย เนื่องจากเม็ดเงินส่วนใหญ่หมดไปกับการซื้อเทคโนโลยีสำเร็จรูปเข้ามาใช้และจัดซื้อโครงสร้างพื้นฐานระดับสูงที่มีราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้านการนำ AI ไปปรับใช้ในองค์กร จากการสำรวจหน่วยงานเกือบ 600 แห่ง (รัฐ 20% เอกชน 80%) พบว่าในปี 2024 มีอัตราการนำ AI ไปใช้จริงในกระบวนการทำงานระดับองค์กรยังไม่ถึง 20% ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น
ความต่างของ 3 กลุ่มธุรกิจ: โจทย์สำคัญในกระบวนการผลักดันแผน
จากการขับเคลื่อนแผนงานที่ผ่านมา พบว่าแต่ละภาคส่วนมีความพร้อมแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
- กลุ่มที่มีความพร้อมสูง: ได้แก่ ภาคการเงิน (Finance) และโลจิสติกส์ (Logistic) กลุ่มนี้สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองโดยที่รัฐบาลไม่ต้องพึ่งพาการกระตุ้นมากนัก
- กลุ่มที่ตื่นตัวสูงและเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (S-Curve): ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม (Industry) การแพทย์ (Healthcare) และการศึกษา (Education) ซึ่งกลุ่มนี้มีความตื่นตัวและเริ่มตระหนักในการนำยุทธศาสตร์ไปปรับใช้อย่างจริงจัง
- กลุ่มที่ต้องการแรงผลักดันมหาศาล: ได้แก่ ภาคการเกษตร (Agriculture) ซึ่งยังขาดแรงงานรุ่นใหม่ที่กล้าเปิดรับเทคโนโลยี และภาคการท่องเที่ยว (Tourism) ที่ยังขาดระบบจัดเก็บข้อมูลที่ดีพอจะนำมาสร้างนวัตกรรมที่ชัดเจน ทั้งที่เป็นสองกลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วนจีดีพีสูงสุดในประเทศ
เจาะลึก 4 ผลงานเด่นยกระดับนิเวศ AI ของไทย
ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา แผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติได้ผลักดันผลงานสำคัญในหลายมิติ เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีของประเทศให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
- เร่งปั้นบุคลากรแบบครบวงจร (Manpower): มีการขับเคลื่อนการพัฒนาคนผ่านตาราง 3×3 ที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับผู้เชี่ยวชาญ ผู้ใช้ในวิชาชีพ และนักวิจัย ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ เช่น การบรรจุหลักสูตร AI ในระดับประถมปลายและมัธยมศึกษาโดย สสวท. การที่กระทรวง อว. สนับสนุนการใช้เครื่องมือ AI ในมหาวิทยาลัยระดับกลางและล่าง พร้อมทั้งจัดค่ายเรียนรู้ (Bootcamp) ขนาดใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมหลักหมื่นคนและมีผู้สำเร็จหลักสูตรกว่า 2,000 คนต่อปี
- ThaiLLM ปัญญาประดิษฐ์ภาษาไทยเพื่อความมั่นคงข้อมูล: แผนงานให้ความสำคัญกับการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่เป็นภาษาไทย (Thai Large Language Model) เพื่อใช้ในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อป้องกันข้อมูลภาครัฐที่ละเอียดอ่อนไม่ให้หลุดไหลไปยังคลาวด์ต่างประเทศ โดยมีความร่วมมือสร้างโมเดลโอเพนซอร์ส (Open Source) มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2022 ซึ่ง NECTEC ได้นำมาพัฒนาต่อยอดเป็นโมเดล ปทุมมา (Pathumma LLM) มาใช้สนับสนุนระบบตอบโต้ข้อมูลอัจฉริยะ (Agentic Chatbot) ให้กับ กพร. เพื่อเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ และสนับสนุนการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย
- โมเดลการแพทย์เพื่อคนไทย (Healthcare AI): แม้ไทยจะมีการลงทุนวิจัยด้านการแพทย์สูง แต่กลับติดปัญหาเรื่องการนำไปใช้เชิงพาณิชย์เนื่องจากขาดการแบ่งปันข้อมูลเพื่อทดสอบความปลอดภัยข้ามโรงพยาบาล และขั้นตอนการขอรับรองจาก อย. ที่เป็นคอขวดสำคัญ รัฐบาลจึงสนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มความร่วมมือ (Consortium) ของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ร่วมกันเก็บข้อมูล ฝึกฝนบุคลากร และพัฒนาโมเดลขึ้นมามากกว่า 10 โมเดล ซึ่งสามารถผลักดันจนผ่านการรับรองจาก อย. แล้วอย่างน้อย 2 โมเดลในรอบสองปีที่ผ่านมา
- สร้างธรรมาภิบาลและการทดสอบมาตรฐาน (AI Governance): เน้นย้ำการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม โดยเริ่มตั้งแต่แนวทางปฏิบัติของ สสช. ไปจนถึงการร่างกฎหมาย AI Act โดย ETDA ที่สำคัญ NECTEC ได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบซอฟต์แวร์ AI ที่ได้มาตรฐานระดับสากล ISO 17025 เพื่อทดสอบ AI 3 กลุ่มงาน ได้แก่ AIoT (เช่น กล้องวงจรปิดและโดรน) AI การแพทย์ และเทคโนโลยีอัตลักษณ์บุคคล (Biometrics) เช่น ระบบแอปพลิเคชัน ThaiD ที่ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพจนได้รับการยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรม benchmark.ai.in สำหรับทดสอบ AI ที่ยังไม่มีมาตรฐาน และเตรียมเร่งพัฒนาความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือให้กับระบบภาษาไทย (Trustworthy LLM) ในปี 2026
บทเรียนสำคัญสู่อนาคตในแผนระยะถัดไป
จากการดำเนินงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมาทำให้ประเทศไทยได้รับบทเรียนสำคัญ คือ ปริมาณกำลังคนด้าน AI จะยังคงไม่เพียงพอและจำเป็นต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ แผนงานในอนาคตจำเป็นต้องตกผลึกคัดเลือกโครงการที่มีผลกระทบสูง (High Impact) มาลงทุนอย่างจริงจัง แทนที่จะกระจายไปทุกภาคส่วนโดยไม่คุ้มค่า ตลอดจนการเร่งเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับโจทย์เหล่านั้น เพื่อนำพาประเทศไทยก้าวสู่ยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างยั่งยืน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ก.พ.ร. – สวทช. – DGA ผสานพลังนำ AI ยกระดับงานบริการภาครัฐ
เปิดตัว Quantum Club Thailand ผนึกรัฐ-เอกชน-นักวิจัย ดันควอนตัมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ



