Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

เจษฎา สุขทิศ เปิด 3 Level สู่ AI Super User จากถาม AI สู่มีทีม Agent ทำงานแทน

เจษฎา สุขทิศ เปิด 3 Level สู่ AI Super User จากถาม AI สู่มีทีม Agent ทำงานแทน

AI เข้ามาทำงานแทนคนได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่การเขียนโค้ด ร่างเอกสารกฎหมาย สร้างสไลด์ ทำกราฟิก ไปจนถึงการใช้โปรแกรมต่าง ๆ ผ่าน Computer Use ขณะที่ Agentic AI สามารถรับงานและทำงานต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องมีคนนั่งเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้คนทำงานต้องกลับมาถามว่าจะปรับตัวอย่างไรในอีก 5-10 ปีข้างหน้า

เจษฎา สุขทิศ CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Finnomena Group กล่าวในหัวข้อ “ปรับตัวเองสู่ AI Super User ผู้ชนะโลกการทำงานแห่งอนาคต” บนเวที AIS ACADEMY For THAIs 2026 ว่า AI พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว จากยุค Perception AI ที่คอมพิวเตอร์เริ่มมองเห็นและรับรู้เสียง ก่อนเข้าสู่ยุคที่สามารถอ่านประโยคและสื่อสารกับมนุษย์ จนถึงปัจจุบันที่ AI เริ่มลงมือทำงานได้ และกำลังก้าวไปสู่ Physical AI ซึ่งต้องทำงานกับโลกทางกายภาพ

เขายกแนวคิดของ Jensen Huang ที่ว่า “ไอเดียมีค่ามากกว่าทักษะ” พร้อมอธิบายว่า ทักษะที่คนเคยต้องใช้เวลาฝึกฝนเป็นเวลานาน วันนี้ AI สามารถเข้ามาทำงานได้ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโปรแกรม ร่างเอกสารกฎหมาย สร้างสไลด์ หรือทำกราฟิก จึงนำมาสู่คำถามว่าคนจะอยู่รอดและเป็นผู้ชนะในโลกการทำงานที่ AI สามารถทำงานเหล่านี้ได้อย่างไร

AI 3 Level จากที่ปรึกษาส่วนตัวสู่ทีมงาน

คุณเจษฎาแบ่งการใช้ AI ออกเป็น 3 ระดับ ระดับแรกคือ การใช้ AI เป็น “ที่ปรึกษาส่วนตัว” ในรูปแบบถามและตอบ ซึ่งเป็นการใช้งานที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย ผู้ใช้ถามหรือสั่ง AI แล้วระบบตอบกลับ โดยเขามองว่าคนส่วนใหญ่ยังใช้งาน AI อยู่ในระดับนี้

ระดับที่ 2 คือ การใช้ AI เป็น “โปรแกรมเมอร์ส่วนตัว” โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเป็นโปรแกรมเมอร์หรือเขียนโค้ดเก่ง เขายกตัวอย่างคนใน Finnomena ที่ไม่ได้เป็น Developer แต่สามารถสร้างโปรแกรมขึ้นมาใช้งาน รวมถึงประสบการณ์ของตัวเองที่ใช้ Claude Code สั่งให้สร้างเว็บไซต์สำหรับงานอีเวนต์พร้อมตารางงาน โดยใช้คำสั่งให้ AI เข้าไปศึกษางานแล้วสร้างเว็บไซต์ขึ้นมา ก่อนให้ AI Deploy และสร้าง URL ให้

คุณเจษฎาเรียกวิธีการลักษณะนี้ว่า Voice Coding ซึ่งผู้ใช้สามารถบอก AI ว่าต้องการสร้างอะไร แล้วให้ AI ช่วยเขียนโปรแกรมขึ้นมา เขาระบุว่าตัวเองเขียนโค้ดได้ในระดับพื้นฐาน แต่สามารถใช้ AI สร้างโปรแกรมได้ และมองว่าความยากไม่ได้อยู่ที่การเขียนโค้ด แต่อยู่ที่การเริ่มทดลองใช้

ระดับที่ 3 คือ “ทีมงานที่มีชีวิต” ซึ่งเป็นการใช้ AI Agent ทำงานแทนคน คุณเจษฎายกตัวอย่างการใช้ Agent ที่สามารถทำงานผ่านคอมพิวเตอร์ รวมถึงระบบที่มี Memory และสามารถสะสม Skill จากการทำงานที่ผ่านมา โดยเปรียบ AI ลักษณะนี้กับ Avatar หรือร่างเสมือนของตัวเองที่มีคอมพิวเตอร์สำหรับทำงานแยกออกมา

จาก AI หนึ่งตัว สู่ทีม Agent 5 ตัว

คุณเจษฎาเล่าประสบการณ์การใช้ Hermes Agent ซึ่งเป็น Open Source โดยปัจจุบันเขามี Agent 5 ตัวที่สามารถสั่งงานผ่าน Telegram และแต่ละตัวได้รับมอบหมายงานแตกต่างกัน

Agent ตัวแรกชื่อ Berry ทำหน้าที่อ่าน Bloomberg, CNBC และ Reuters ทุกวัน ก่อนส่งบทวิเคราะห์มาในเวลา 6.00 น. จากเดิมที่คุณเจษฎาต้องตื่นประมาณ 5.30 น. เพื่ออ่านข่าวจำนวนมากก่อนจัดรายการ เขาค่อย ๆ สอน Agent ให้อ่านข่าวทีละข่าวและเลือกข้อมูลที่ต้องการ จนสามารถรับงานส่วนนี้ไปทำแทนได้

Agent ตัวที่ 2 ชื่อ Dario ถูกฝึกให้ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกสำหรับการตัดสินใจลงทุน ส่วน Alicia ทำหน้าที่คล้ายเลขาส่วนตัวและรับงานเกี่ยวกับอีเมลที่คุณเจษฎาเคยต้องจัดการเอง ขณะที่ Jackson ช่วยวางโครงสร้างงาน และ Satya ช่วยเขียนโค้ดและสร้างโปรแกรม

“ตอนนี้มีห้าคน ห้า Agent ที่มาทำงานแทนตัวเรา เพราะฉะนั้นโลกในอนาคต คนคนหนึ่งมันจะเท่ากับคนหลายคน”

ความแตกต่างที่คุณเจษฎาระบุระหว่างการใช้ Agent กับการใช้ AI แบบถามตอบทั่วไปคือ Memory โดย Agent ที่เขาใช้อยู่สามารถเก็บการสนทนาไว้ในคอมพิวเตอร์และสร้าง Skill จากการใช้งานต่อเนื่อง เขาระบุว่าหลังจากใช้มาประมาณ 3-4 เดือน ระบบมี 93 Skill เช่น Skill สำหรับค้น Research ตอนเช้า อนุมัติอีเมล และทำงานประเภทอื่นที่สอนไว้

จากคนลงมือทำ สู่ Conductor ของ AI

เมื่อ AI สามารถรับงานแต่ละประเภทไปทำได้ คุณเจษฎามองว่า คนต้องเปลี่ยนจากการฝึก Skill เพื่อทำงานทุกอย่างด้วยตัวเอง มาเป็นคนที่เข้าใจว่าแต่ละ Skill และแต่ละ Job ทำอะไร รวมถึง Output ที่ต้องการเป็นอย่างไร ก่อนนำความเข้าใจนั้นมาใช้ Orchestrate หรือ Conduct ให้ AI ทำงานตามที่ต้องการ

“คุณต้องเข้าใจในเชิงว่าแต่ละศาสตร์ แต่ละ Job มันทำอะไร Output ออกมาเป็นยังไง แล้วสอน AI ให้มันทำแทนคุณได้”

เขาเปรียบบทบาทนี้กับ Conductor ของวงดนตรี ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมให้ส่วนต่าง ๆ ทำงานไปตามที่ต้องการ โดยมองว่าความสามารถในการทำเช่นนี้จะมีความสำคัญต่อทั้งการสมัครงานและการทำธุรกิจของตัวเอง

Finnomena ใช้ Work From Anywhere วัดกันที่ผลงาน

คุณเจษฎายังกล่าวถึงรูปแบบการทำงานของ Finnomena ที่ใช้ Work From Anywhere 100% โดยบริษัทประเมินผลจากผลงานตามเป้าหมายรายไตรมาส พนักงานสามารถทำงานจากสถานที่ต่าง ๆ ได้ เพราะบริษัทวัดกันที่ผลงาน

สำหรับการใช้ AI Agent เขาระบุว่าปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายประมาณวันละ 500-1,000 บาท และนำต้นทุนดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับต้นทุนพนักงานที่มีทั้งเงินเดือน โบนัส ประกันสังคม ที่นั่ง วันลา และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากเขาคิดเปรียบเทียบต้นทุนในลักษณะนี้ นายจ้างคนอื่นก็สามารถคิดแบบเดียวกันได้

คุณเจษฎาจึงชวนให้คนทำงานลุกขึ้นมาเป็น AI Super User และทดลองใช้เครื่องมือในระดับที่สูงกว่าการถามและตอบ โดยยก Hermes Agent สำหรับผู้ที่ต้องการทดลองระบบ Open Source และกล่าวถึงเครื่องมือ Agent อื่นที่สามารถนำมาทดลองใช้งานได้

“การลงมือทำสำคัญกว่าการมีทักษะ”

ท้ายที่สุด คุณเจษฎากลับมาย้ำแนวคิดว่า ในโลกของ AI “ไอเดียมีค่ามากกว่าทักษะ” พร้อมกับชี้ว่า “การลงมือทำสำคัญกว่าการมีทักษะ” เพราะสิ่งที่ต้องดูไม่ใช่เพียงว่าแต่ละคนเก่งแค่ไหน แต่คือเริ่มลงมือเมื่อใด

“AI มันคำนวณแทนเราได้ทุกอย่าง แต่มันตัดสินใจเลือกอนาคตแทนเราไม่ได้”

แทนที่จะตั้งคำถามว่า AI จะเข้ามาทำอะไรหรือจะทำงานอะไรแทนคน คุณเจษฎาเสนอให้เปลี่ยนคำถามเป็น “เราจะหัดใช้มันให้เป็นได้ยังไง” และเริ่มต้นเรียนรู้การใช้ AI ในระดับที่มากกว่าการใช้งานแบบพื้นฐาน เพื่อพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็น AI Super User

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Human First, AI Second: เมื่อโลกฉลาดขึ้น มนุษย์ต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

ทำไมคนฉลาดยังถูกหลอก? เมื่อ AI ช่วยมิจฉาชีพ ‘แฮ็กคน’

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar