Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

สจล. จับมือ ‘อวดชุม’ ปั้นงานวิจัย ‘น้ำตาลจาก-กะปิ’ สู่ตลาดพรีเมียม

สจล. ผนึก 'อวดชุม' ดันงานวิจัยลงห้างพลิกโฉม‘น้ำตาลจาก-กะปิ’ สู่ตลาดพรีเมียม

คำว่า ‘งานวิจัยขึ้นหิ้ง’ มักเป็นประโยคคุ้นหู ที่สะท้อนช่องว่างระหว่างโลกวิชาการและโลกแห่งความจริง แต่วันนี้ กำแพงดังกล่าวได้ถูกทลายลงด้วยโมเดลความร่วมมือครั้งใหม่ระหว่าง คณะอุตสาหกรรมอาหาร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่าง ‘อวดชุม’ ที่ร่วมกันพลิกฟื้นภูมิปัญญาท้องถิ่นจังหวัดชุมพร ผ่านระบบอาหารเชิงฟื้นฟู (Regenerative Food System) เปลี่ยนวัตถุดิบพื้นบ้านอย่าง ‘น้ำตาลจาก’ และ ‘กะปิ’ ให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล พร้อมสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจที่คืนลมหายใจให้ชุมชนและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

ทะลายกำแพงงานวิจัยด้วยการ ‘ปักหลัก’ ในพื้นที่

ประเทศไทยมีต้นทุนทางทรัพยากรที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะวัตถุดิบทางการเกษตรและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ทว่า รศ.ดร.นภัสร พีเหลืองสกุล คณบดีคณะอุตสาหกรรมอาหารสจล. ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างสำคัญในกระบวนการพัฒนา นั่นคือความคลาดเคลื่อนระหว่างมุมมองของนักวิจัยกับบริบทความเป็นจริงของชุมชน บ่อยครั้งที่งานวิจัยมักตั้งต้นจากความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือความถนัดส่วนบุคคลในห้องปฏิบัติการ ในขณะที่โจทย์หน้างานของชุมชนกลับเริ่มต้นจากกองวัตถุดิบที่มีอยู่และปัญหาปากท้องที่รอการแก้ไข ความท้าทายจึงอยู่ที่การทำให้อุปสงค์และอุปทานทางความรู้นี้มาบรรจบกัน

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โครงการนี้สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดดังกล่าวได้ คือความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์จากการที่ สจล. มี “วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์” ปักหลักอยู่อย่างมั่นคงในพื้นที่ ดร.ช่อผกา เทพธานีอาจารย์คณะอุตสาหกรรมอาหาร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สะท้อนให้เห็นว่า โดยปกติแล้วเป็นเรื่องยาก ที่นักวิจัยจะเดินเข้าไปหาชุมชนเพื่อเฟ้นหาโจทย์วิจัยที่ตรงเป้า แต่การมีวิทยาเขตตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางแหล่งวัตถุดิบ เปรียบเสมือนการมี “ประตูบ้าน” ที่เชื่อมต่อกับชุมชนอยู่ตลอดเวลา ทำให้นักวิจัยไม่ได้ทำงานห่างไกลจากปัญหา แต่สามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากรและเข้าใจวิถีชีวิตของชาวบ้านได้อย่างลึกซึ้ง บทบาทของผู้บริหารในที่นี้จึงไม่ใช่เพียงการสั่งการ แต่คือการทำหน้าที่ “จับคู่” (Matching) ระหว่างนักวิจัยที่มีองค์ความรู้ กับชุมชนที่มีวัตถุดิบ ให้มาเจอกันถูกคน ถูกที่ และถูกเวลา เพื่อผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันจนสุดทาง

วิทยาศาสตร์ผสานภูมิปัญญา: กรณีศึกษา ‘น้ำตาลจาก’

กรณีศึกษาที่สะท้อนความสำเร็จของแนวคิดนี้อย่างชัดเจนคือการยกระดับ “น้ำตาลจาก” พืชเศรษฐกิจท้องถิ่นของจังหวัดชุมพร เดิมทีการผลิตน้ำตาลจากประสบปัญหาด้านคุณภาพที่ไม่สม่ำเสมอ เกษตรกรผู้ผลิตส่วนใหญ่มักใช้การกะเกณฑ์ด้วยสายตาและความคุ้นชิน ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้บางครั้งมีสีเข้มคล้ำจนดำ ไม่น่ารับประทาน และมีความชื้นสูงจนยากต่อการเก็บรักษา ปัญหาเหล่านี้บั่นทอนกำลังใจของเกษตรกร โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่เริ่มท้อถอย ในขณะที่คนรุ่นใหม่ก็มองไม่เห็นอนาคตในอาชีพที่ต้องคลุกคลีอยู่กับโคลนตมในป่าจาก ส่งผลให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นนี้เสี่ยงต่อการสูญหาย

ดร.ช่อผกา และทีมนักวิจัย จึงเข้ามาแก้โจทย์นี้ด้วยการนำวิทยาศาสตร์การอาหารเข้ามาจับ โดยไม่ได้เพียงแค่นำเครื่องมือมาวัดค่า แต่เป็นการ “แปลภาษา” ทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นวิถีปฏิบัติที่ชาวบ้านเข้าใจได้ง่าย ทีมวิจัยได้กำหนดค่ามาตรฐานการผลิต (Standardization) ทั้งเรื่องอุณหภูมิ ระยะเวลาการเคี่ยว และค่าความหวาน (Brix) แต่เมื่อต้องสื่อสารกับเกษตรกร นักวิจัยไม่ได้สั่งการด้วยตัวเลขทางเคมีที่ซับซ้อน แต่เปลี่ยนเป็นการกำหนดจุดสังเกตทางกายภาพ เช่น “เคี่ยวจนฟองเดือดปุดในลักษณะนี้” หรือ “ให้สีเปลี่ยนเป็นเฉดนี้” เพื่อให้ชาวบ้านสามารถควบคุมคุณภาพการผลิตได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ราคาแพง

ผลลัพธ์จากกระบวนการนี้คือนวัตกรรมการแปรรูปจาก “น้ำตาลปี๊บ” หรือน้ำเชื่อมแบบดั้งเดิมที่มีมูลค่าไม่สูงนัก ให้กลายร่างเป็น “น้ำตาลเกล็ด” (Granulated Sugar) ที่มีความแห้ง ร่วน เก็บรักษาได้นาน และใช้งานสะดวกตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมือง การเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์และมาตรฐานนี้ ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาสินค้าล้นตลาด แต่ยังยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนจนสามารถคว้ารางวัลระดับนานาชาติจากประเทศญี่ปุ่น สร้างความภาคภูมิใจและรายได้ที่มั่นคงกลับคืนสู่ชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

โซเชียลเอ็นเตอร์ไพรส์: ตัวแปรสำคัญในการเชื่อมโยง

ณัฏฐนรี แต้ไพสิฐพงษ์ Sales & Creative โครงการอวดชุม
ณัฏฐนรี แต้ไพสิฐพงษ์ Sales & Creative โครงการอวดชุม

ลำพังเพียงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์อาจไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนกลไกตลาด หากขาดตัวกลางในการสื่อสาร ณัฏฐนรี แต้ไพสิฐพงษ์ Sales & Creative โครงการอวดชุม จึงก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะ Social Enterprise ที่เปรียบเสมือน “ข้อต่อ” เชื่อมประสานระหว่างโลกวิชาการและวิถีชาวบ้าน หน้าที่หลักของอวดชุมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการนำสินค้าไปวางขาย แต่คือการทำหน้าที่เป็น “นักแปลภาษา” ที่เปลี่ยนศัพท์เทคนิคทางวิทยาศาสตร์ให้เป็นภาษาที่ชาวบ้านจับต้องได้ การสื่อสารด้วยค่าตัวเลขทางเคมีอาจทำให้ชาวบ้านเกิดความสับสนและปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เมื่อถูกแปลงสารเป็นวิธีการสังเกตง่ายๆ เช่น การดูสีหรือลักษณะฟองเดือด ชาวบ้านจึงเกิดความเข้าใจและยอมรับที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการผลิต

นอกจากการควบคุมการผลิตแล้ว อวดชุมยังทำหน้าที่เติมเต็มในส่วนของการสร้างเรื่องราว (Storytelling) และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าก่อนส่งถึงมือผู้บริโภค ทั้งในตลาดท้องถิ่นและตลาดพรีเมียมในกรุงเทพมหานคร ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมที่สุดของความร่วมมือนี้ สะท้อนผ่านยอดขายที่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากเดิมที่เกษตรกรต้องเก็บสต็อกน้ำตาลค้างปีเพราะขายไม่ออก ปัจจุบันกลับกลายเป็นสินค้าขายดีจนผลิตไม่ทันต่อความต้องการของตลาด การเปลี่ยนแปลงนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อภูมิปัญญาได้รับการยกระดับด้วยวิทยาศาสตร์และมีการจัดการตลาดที่เหมาะสม สินค้าชุมชนก็สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มภาคภูมิ

เศรษฐกิจนำนิเวศ: เมื่อปากท้องอิ่มป่าจึงยั่งยืน

หัวใจสำคัญของ “ระบบอาหารเชิงฟื้นฟู” (Regenerative Food System) ที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่กระบวนการผลิตอาหาร แต่คือการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เกื้อกูลและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมกลับคืนมา รศ.ดร.นภัสรพี อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า เมื่อกลไกตลาดทำงานได้จริงและเกษตรกรมีรายได้ที่คุ้มค่าจากการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากต้นจาก ทัศนคติที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เคยมอง “ป่าจาก” เป็นเพียงพื้นที่รกร้างหรือแหล่งเชื้อเพลิงราคาถูกที่พร้อมจะตัดทำลาย ชาวบ้านจะเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ใช้ทรัพยากร” กลายเป็น “นักอนุรักษ์” โดยอัตโนมัติ เพราะพวกเขาตระหนักดีว่าป่าแห่งนี้คือ “อู่ข้าวอู่น้ำ” และแหล่งรายได้ที่ยั่งยืนของครอบครัว การหวงแหนและดูแลรักษาป่าจึงเกิดขึ้นจากความต้องการของชุมชนเอง โดยไม่ต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมาย

โมเดลความสำเร็จนี้ยังถูกขยายผลเพื่อต่อยอดไปยังผลิตภัณฑ์ทรงคุณค่าอื่น ๆ ของจังหวัดชุมพร โดยเฉพาะ “กะปิเคยขัดน้ำ” ซึ่งนับเป็นภูมิปัญญาชั้นสูงที่สืบทอดกันมากว่า 100 ปี กรรมวิธี “ขัดน้ำ” คือเทคนิคภูมิปัญญาชาวบ้านในการรีดน้ำเกลือออกจากตัวกะปิ เพื่อลดความเค็มจัดและคงเหลือไว้เพียงรสชาติที่กลมกล่อมและกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ การนำนวัตกรรมเข้าไปผสานกับภูมิปัญญาดั้งเดิมเช่นนี้ ช่วยยกระดับของดีในท้องถิ่นให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่ตลาดต้องการ นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงพื้นที่เรียนรู้จากโจทย์จริง (Active Learning) ยังเป็นการปลูกฝังคนรุ่นใหม่ให้เห็นคุณค่าของทรัพยากรในบ้านเกิด สร้างความภาคภูมิใจ และบ่มเพาะนักพัฒนารุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากต่อไป ความร่วมมือนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า เมื่อ “งานวิจัยลงจากหิ้ง” มาสู่การปฏิบัติจริง ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่เพียงตัวเลขกำไรทางธุรกิจ แต่คือความยั่งยืนของวิถีชีวิตชุมชนและการฟื้นฟูธรรมชาติให้คงอยู่ต่อไป

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Nutriflow ชู ‘Adaptive Flow’ นวัตกรรมอาหารแพทย์แก้โจทย์ ‘กลืนลำบาก’ ในผู้สูงวัย

เปิดยุค Orchestration: AI สร้างเกมได้ใน 15 นาที แต่มนุษย์ 80% ต้องเปลี่ยนงานใน 5 ปี

OR ผนึก CENTEL ทุ่ม 700 ล้าน ตั้งบริษัทร่วมทุนรุกตลาด Budget Hotel

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar