การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต (Future Growth) ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การปิด “ช่องว่าง” (Gap) เชิงยุทธศาสตร์ที่กำลังเป็นอุปสรรคต่อการสร้างนวัตกรรม ทั้งการปฏิรูปกฎหมายที่ต้องเปลี่ยนจากฐานการผลิตแบบดั้งเดิมสู่โลกดิจิทัล การยกระดับทักษะกำลังคนเพื่อรับมือกับความผันผวนของเทคโนโลยี และการบูรณาการข้อมูลเพื่อสร้างนวัตกรรมที่สามารถลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพของประเทศได้จริง หากก้าวข้ามขีดจำกัดเหล่านี้ไปได้ ประเทศไทยจะสามารถวางรากฐานดิจิทัล (Digital Foundation) ที่แข็งแกร่งและเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ใช้งานไปสู่การเป็นผู้สร้างมูลค่าในระดับโลกได้อย่างยั่งยืน
ประเด็นสำคัญเหล่านี้ได้รับการวิเคราะห์และถอดบทเรียนผ่านมุมมองของเหล่าผู้เชี่ยวชาญจากทั้งภาครัฐและเอกชน ในงานสัมมนาเพื่อเผยแพร่ข้อมูลผลการศึกษา Thailand Digital Outlook ประจำปี พ.ศ. 2568 ภายใต้หัวข้อเสวนา “From Digital Foundations to Future Growth: ปั้นนวัตกรรมไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต” นำโดย ก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, ศิริธร กุลลดาธร ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล,ชโลธร บุญเหลือ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และ ปฐม อินทโรดม กรรมการ สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย
เมื่อกฎหมายต้อง ‘ยืดหยุ่น’ และรัฐต้องกล้าที่จะ “ไม่ทำ”
หนึ่งในอุปสรรคใหญ่ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ “กฎหมาย” ซึ่งเปรียบเสมือนแพลตฟอร์มสำคัญของรัฐ ก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ชี้ให้เห็นว่า กฎหมายส่งเสริมการลงทุนของไทยในอดีตถูกออกแบบมาบนฐานอุตสาหกรรม (Industrial Base) ที่เน้นการดึงดูดโรงงานผลิต (Manufacturing) และใช้เกณฑ์การจ้างงานเป็นตัวตั้ง แต่เมื่อโลกเปลี่ยนสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและฐานบริการ (Service Base) โจทย์จึงเปลี่ยนจากการถามว่า “จ้างงานกี่คน” เป็น “จะสร้างประโยชน์ให้ระบบเศรษฐกิจเท่าไหร่” (Contribution to the Economy)
เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง กฎหมายของ EEC จึงถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสูงสุดผ่านระบบการเจรจา (Negotiation Base) ซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะตัว (Tailor-made) รัฐสามารถพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ประกอบการแต่ละรายไม่เท่ากันได้ ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจนั้นสร้างมูลค่าให้ประเทศมากเพียงใด โดยเฉพาะกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ (Critical Infrastructure) หรือเทคโนโลยีต้นน้ำ (Upstream) เช่น การออกแบบชิปเซต (Chipset) ที่ไทยยังขาดแคลน อย่างไรก็ตาม ทุกการส่งเสริมต้องอยู่ภายใต้วินัยการเงินการคลังที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าของประเทศเป็นหลัก
นอกจากความยืดหยุ่นแล้ว “ความกล้าที่จะไม่ทำ” ก็เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูป ก่อกิจ เสนอว่า รัฐต้องกล้าเปลี่ยนทัศนคติ (Mentality) เลิกกังวลเรื่องการเอื้อประโยชน์ต่อเอกชนหากดำเนินการอย่างโปร่งใส และควรเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้กำกับที่ยุ่งยากมาเป็นผู้ส่งเสริม รัฐต้องแยกแยะให้ชัดว่าอะไร “ต้องทำ” (Must do) และอะไร “ไม่ต้องทำ” หรือ “ไม่ควรทำ” (Stop doing) เพื่อลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน (Red Tape) และตัดอุปสรรคที่ขัดขวางนวัตกรรม เปรียบเสมือนการช่วยให้ “แมลงวันที่ติดอยู่ในขวดน้ำหวาน” บินออกมาได้ด้วยการคิดนอกกรอบเดิม ๆ
ศิริธร กุลลดาธร ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เสริมว่า กฎหมายไทยมักมีความ “ศักดิ์สิทธิ์” จนปรับปรุงยาก ทำให้กฎหมายส่งเสริม (Soft Infrastructure) เดินตามไม่ทันโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ (Hard Infrastructure) โจทย์ใหญ่จึงคือการบูรณาการ (Integration) ระหว่างหน่วยงานภาครัฐเพื่อไม่ให้ทำงานแยกส่วน (Silo) และลดภาระของภาคเอกชนที่เป็นผู้ใช้กฎหมาย (User) จริง เพื่อให้เครื่องมือทางนโยบายเหล่านี้สนับสนุนนวัตกรรมได้อย่างแท้จริง
จากโครงสร้างพื้นฐาน สู่ “นวัตกรรมกินได้” ที่ใช้ประโยชน์จริง
โจทย์สำคัญที่ถูกท้าทายในงานสัมมนาครั้งนี้คือ เราจะเปลี่ยน “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่รัฐลงทุนไปมหาศาลให้กลายเป็น “นวัตกรรม” ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Commercialization) ได้อย่างไร
ชโลธร บุญเหลือ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สะท้อนว่าประเทศไทยมีทรัพยากรด้านการวิจัยที่ทรงพลัง เช่น ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer) “ลันตา” ของ สวทช. ซึ่งปัจจุบันถูกนำมาต่อยอดเป็นแพลตฟอร์มกลางอย่าง Thai LLM (Large Language Model) ความพิเศษของนวัตกรรมนี้คือการไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ตอบโจทย์ภาษาไทยได้เท่านั้น แต่ยัง “เข้าใจบริบท” (Context Awareness) ทั้งด้านระบบราชการ กฎหมาย และสังคมไทย เพื่อนำไปใช้เป็นบริการสาธารณะอัจฉริยะ (Smart Public Service) เช่น การสรุปการประชุมรัฐสภา หรือการตอบคำถามประชาชนผ่านแชทบอทของหน่วยงานรัฐ
นอกจากนี้ สอวช. ยังได้ปรับกลไกการให้ทุนวิจัยผ่านหน่วยบริหารจัดการทุน เช่น บพข. (PMUC) ที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถขอรับทุนสนับสนุนได้โดยตรงเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เกิดการส่งต่อนโยบายการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานอย่าง NIA และ depa เพื่อผลักดันผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ (Startup) ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
การทำ Digital Transformation ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องไกลตัว แต่คือการนำดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนที่มองไม่เห็น (Hidden Cost) ของประเทศ เช่น
การลดขยะกระดาษ: การเปลี่ยนจากใบเสร็จกระดาษมาเป็นใบเสร็จดิจิทัล (Digital Receipt) ที่สามารถสแกนผ่านมือถือได้ทันที จะช่วยลดปริมาณขยะกระดาษที่ถูกทิ้งปีละกว่า 7,000 ตัน ซึ่งเป็นต้นทุนมหาศาลของประเทศ
การจัดการห่วงโซ่อุปทานดิจิทัล (Digital Supply Chain): ในภาคการเกษตร พบว่าต้นทุนความเสียหายของสินค้าเน่าเสียง่าย (Perishable Cost) สูงเกินกว่า 20% ของต้นทุนทั้งหมด แต่หากใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ผลิต (เกษตรกร) และผู้ซื้อ (ร้านอาหาร/SME) จะช่วยลดต้นทุนส่วนนี้ลงให้เหลือเพียง 5% ได้ทันที
แนวทางเหล่านี้คือหัวใจของการสร้างนวัตกรรมที่ SME ไทยต้องการที่สุด เพราะในขณะที่เศรษฐกิจผันผวนและขาดแคลนแรงงาน การนำดิจิทัลมาช่วย “ลดต้นทุน” และ “เพิ่มประสิทธิภาพ” คืออาวุธสำคัญที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้จริง
ส่องดัชนีที่น่ากังวล: ความท้าทายด้าน ‘คน’ และ ‘ทักษะดิจิทัล’
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่โลกยุคใหม่ “คน” (People) คือฟันเฟืองที่สำคัญที่สุด แต่จากข้อมูลในเวทีเสวนากลับพบดัชนีที่น่ากังวลในหลายมิติ ศิริธร เปิดเผยข้อมูลจากผลการสำรวจดัชนีความเข้มข้นดิจิทัล (Density Index) ซึ่งพบว่าภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในภาคการผลิต มีระดับความสามารถในการประยุกต์ใช้ดิจิทัลเพียง 1.8 จากคะแนนเต็ม 4 เท่านั้น ซึ่งสะท้อนว่าเรายังไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่ระดับอุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) ได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ไทยยังเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงานดิจิทัลคุณภาพสูงถึงปีละกว่า 100,000 คน ซึ่งเป็นคำถามแรกที่นักลงทุนรายใหญ่ (Big Investor) มักใช้ตัดสินใจว่าจะเข้ามาลงทุนในไทยหรือไม่
เมื่อมองลึกลงไปในระดับทักษะ ปฐม อินทโรดม กรรมการ สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ได้หยิบยกตัวเลขเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่เห็นภาพชัดเจน โดยระบุว่าทักษะไอซีทีมาตรฐาน (Standard ICT Skill) ของไทยมีเพียง 10% ขณะที่มาเลเซียสูงถึง 52% และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือทักษะขั้นสูงอย่างการเขียนโปรแกรม (Advance Skill/Coding) ที่คนไทยมีเพียง 1% เท่านั้น เมื่อเทียบกับมาเลเซียที่มีถึง 10% นอกจากนี้คะแนนสอบพิซซ่า (PISA) ของเด็กไทยยังรั้งท้ายในอาเซียน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่า “ช่องว่างทางการศึกษา” (Education Gap) กำลังขยายตัวและส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ความท้าทายนี้ไม่ได้อยู่แค่ที่จำนวน แต่คือทัศนคติที่ต้องรับมือกับภาวะที่เรียกว่า “ฤดูพายุถาวร” (Permanent Storm) ซึ่งเป็นช่วงที่เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น AI, Blockchain หรือ Quantum เข้ามาเขย่าระบบเศรษฐกิจและแย่งงานมนุษย์อย่างต่อเนื่อง ปฐมจึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “ทัศนคติที่พร้อมปรับตัว” (Adaptive Mindset)
ขณะที่ ชโลธร ระบุว่าปัจจุบันไทยได้เริ่มใช้โมเดล “การสร้างสรรค์ร่วมกัน” (Co-creation Model) และหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) เพื่อให้สถาบันการศึกษาสามารถผลิตบัณฑิตด้านสะเต็ม (STEM) ที่มีทักษะสอดคล้องกับความต้องการจริงของตลาด (Demand Driven) ได้ทันเวลา ทั้งหมดนี้เพื่อเตรียมความพร้อมให้คนไทยมีความฉลาดรู้ทางดิจิทัล (Digital Literacy) และสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเท่าทัน
เลิกร้องเพลงคนละคีย์ มุ่งสู่ ‘การใช้จริง’
ปัญหาของนวัตกรรมไทยไม่ใช่การขาดแคลนเครื่องมือ แต่คือการที่หน่วยงานต่าง ๆ ยัง “ร้องเพลงคนละคีย์” เปรียบเสมือนว่ามีเครื่องดนตรีชั้นดี (เทคโนโลยี) อยู่ในมือทุกหน่วยงาน แต่กลับไม่มีโจทย์ที่ชัดเจนว่าจะเล่นเพลงอะไรร่วมกัน ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องสร้าง “ฉันทามติ” (Consensus) ร่วมกันว่าจะเดินไปในทิศทางไหน เพื่อให้คำตอบจากแต่ละหน่วยงานสอดประสานเป็นหนึ่งเดียว
อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ยังก้าวไปไม่ถึงจุดนั้นคือกระบวนการทำงานที่ยังติดกับดักเดิม ความย้อนแย้งที่หน่วยงานด้านดิจิทัลยังต้องใช้กระดาษจำนวนมาก เพราะหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) ยังคงต้องการเอกสารตัวจริง (Hard Copy) การจะมุ่งสู่การใช้งานจริงจึงต้องอาศัยการ “คลายปม” ในหลายส่วนพร้อมกัน โดยใช้พื้นที่ทดลองหรือ “แซนด์บ็อกซ์” (Sandbox) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล (Digitalization) นั้นเกิดประโยชน์ได้จริง
ขณะที่ภาคเอกชนได้เน้นย้ำถึงการตั้งโจทย์เชิง “ห่วงโซ่อุปทานดิจิทัล” (Digital Supply Chain) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนให้แก่ SME แทนที่จะต่างคนต่างทำ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้าง “กรณีศึกษาที่ใช้งานจริง” (Real Use Case) ที่เห็นผลเป็นรูปธรรม เช่น โครงการ EEC Capital City เมืองใหม่ที่จะเป็นต้นแบบอัจฉริยะ (Smart City) ที่ทุกระบบตั้งแต่การระบายน้ำจนถึงการกำจัดน้ำเสียจะทำงานเชื่อมโยงกันบนฐานข้อมูลเดียว และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral)
ท้ายที่สุด ประเทศไทยต้องเลิกวางแผนแค่ระยะสั้น (Short-term) แต่ต้องสร้าง “โรดแมป” (Roadmap) ระยะยาวที่ชัดเจน การปั้นนวัตกรรมไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคตจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการทำงานแบบต่างคนต่างทำ มาเป็นการบูรณาการ (Integration) ที่ยึดเอาประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้ง เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยให้ก้าวออกจากขวดน้ำหวานและโบยบินสู่เวทีโลกได้อย่างแท้จริง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Phygital Revolution: ใช้ ‘โลกเสมือน’ ปั้น ‘ท่องเที่ยวจริง’ พลิกโฉมไทยสู่เวทีโลก
Mantra ผนึก BytePlus เปิดตัว AI ไทยพลิกโฉมงานสื่อ ‘ง่าย-ประหยัด-ครบวงจร’



