Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Mantra ผนึก BytePlus เปิดตัว AI ไทยพลิกโฉมงานสื่อ ‘ง่าย-ประหยัด-ครบวงจร’

Mantra ผนึก BytePlus เปิดตัว AI ไทยพลิกโฉมงานสื่อ 'ง่าย-ประหยัด-ครบวงจร'

ในโลกยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเปรียบเสมือนเวทมนตร์บทใหม่ การเกิดขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวในนิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทรงพลังที่สุดในการขับเคลื่อนธุรกิจ ล่าสุด วงการเทคโนโลยีไทยได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดตัว “Mantra” แพลตฟอร์ม AI สัญชาติไทย ภายใต้คอนเซปต์ “Mantra Easy Media” ที่มุ่งเป้าเปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย โดยได้รับความร่วมมือระดับโลกจาก BytePlus ผู้ให้บริการเทคโนโลยีเบื้องหลังแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เพื่อยกระดับขีดความสามารถของคนไทยให้ก้าวไกลในเวทีโลก

อธิราช ชูเรือง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Mantra
อธิราช ชูเรือง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Mantra

อธิราช ชูเรือง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Mantra กล่าวเปิดงานด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นว่า “Mantra” ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาความยุ่งยากในการผลิตสื่อ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณและเวลา เขาเปรียบเทคโนโลยีนี้ว่าเป็นเสมือนเพื่อนคู่คิดและทีมงานอัจฉริยะที่พร้อมทำงาน 24 ชั่วโมงโดยไม่มีวันหยุด เป้าหมายหลักของ Mantra คือการเป็น “Easy Media” ตัวจริง ที่ทำให้ธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ SME ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ หรือแม้แต่ศิลปินและคนทั่วไป สามารถควบคุมอาณาจักรธุรกิจของตนเองได้ด้วยปลายนิ้ว

ผนึกกำลังระดับโลก ดันไทยสู่ฮับ AI

ความโดดเด่นของ Mantra ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง แต่มาจากการผนึกกำลังกับพันธมิตรระดับโลกในฐานะ “Gold Partner” ชลิตา สมุทรรัตน์ จาก BytePlus ได้กล่าวถึงความสำคัญของประเทศไทยในฐานะตลาดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Market) ที่มีศักยภาพสูงทั้งในด้านอุตสาหกรรมสื่อ บุคลากร และเศรษฐกิจดิจิทัล โดย BytePlus ได้นำเทคโนโลยีเบื้องหลังที่ทรงประสิทธิภาพมาสนับสนุนแพลตฟอร์ม Mantra อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น “SeeDance” สำหรับการสร้างวิดีโอจาก AI, “SeeDream” สำหรับการสร้างภาพ และ “Omni Human” สำหรับการสร้างอวตารเสมือนจริง เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ AI (AI Driven Economy) ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ปัญชลี ตรีตราเพ็ชร Partner Director ของ BytePlus Thailand
ปัญชลี ตรีตราเพ็ชร Partner Director ของ BytePlus Thailand

ด้าน ปัญชลี ตรีตราเพ็ชร Partner Director ของ BytePlus Thailand ได้ขยายความถึงบทบาทความร่วมมือครั้งนี้ว่า เป็นการจับมือในรูปแบบ “AI Local Partner” ที่มีความตั้งใจจะผลักดันให้บริษัทเทคโนโลยีและนวัตกรไทยเติบโตในตลาดได้อย่างแข็งแรงและยั่งยืน กุญแจสำคัญไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามา แต่คือการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ผสานเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับไอเดียสร้างสรรค์ของคนไทย ซึ่งเธอยืนยันว่าศักยภาพของคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

ความได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของการผนึกกำลังครั้งนี้คือการแก้ Pain Point ของผู้ใช้งาน AI ในปัจจุบัน Mantra เป็นผู้ให้บริการรายเดียวในไทยที่ให้บริการแบบ One-stop service ครบวงจร ต่างจากรายอื่นที่มักแยกขายเครื่องมือหรือเน้นขายคอร์สเรียน ยิ่งไปกว่านั้น จุดแข็งที่เหนือกว่าแพลตฟอร์มต่างชาติคือ “บริการหลังการขาย” ที่เข้าถึงได้จริง หากผู้ใช้เจอปัญหาการใช้งานหรือการเขียนคำสั่ง (Prompt) ก็มีทีมงานคนไทยคอยดูแลและแก้ไขให้ทันที, รวมถึงมีนโยบายคืนเงินหากลูกค้าไม่พอใจในช่วงแรกของการใช้งาน (ประมาณ 10-20% แรก) ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จากผู้ให้บริการ AI รายใหญ่ในต่างประเทศ แม้จะเริ่มต้นที่ไทย แต่โมเดลธุรกิจของ Mantra โดยเฉพาะระบบ “สนทนา” (Chatbot) มีศักยภาพที่จะขยายตลาดออกไปขายทั่วโลกได้ในอนาคต

3 ขุมพลังเวทมนตร์: เนรมิต สนทนา และปล่อยของ

ในส่วนของแกนเทคโนโลยีหลัก ณัฐพศุตม์ ภัทรคุณธีรสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของ Mantra ได้เจาะลึกถึงขุมพลังทั้ง 3 ด้านที่ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงและแก้ปัญหาเดิม ๆ ของงานโปรดักชัน

เริ่มต้นที่ “เนรมิต” (Neramit) เครื่องมือสร้างสรรค์ที่เน้นความคมชัดและสมจริงสูงสุด ขุมพลังนี้สามารถเปลี่ยนภาพนิ่งธรรมดาให้กลายเป็นภาพเคลื่อนไหว หรือสร้างวิดีโอที่มีความละเอียดสูงระดับ 4K ซึ่งเพียงพอสำหรับการนำไปขึ้นป้ายโฆษณา (Billboard) ขนาดใหญ่ จุดเด่นสำคัญคือความสามารถในการจดจำคาแรคเตอร์ (Character Consistency) ที่แม่นยำ ทำให้ผู้ใช้สามารถสร้างตัวละครเดิมในอิริยาบถต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่องโดยหน้าตาไม่เพี้ยน ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยใน AI ทั่วไป, นอกจากนี้ยังเป็นประโยชน์อย่างมากในวงการสื่อมวลชน สำหรับการจำลองสถานการณ์ข่าวที่ไม่สามารถเข้าไปถ่ายทำในพื้นที่จริงได้ เช่น อุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ภัยพิบัติ โดยใช้ข้อมูลแผนที่และสภาพแวดล้อมจริงมาประมวลผลเป็นภาพจำลองเหตุการณ์

ต่อมาคือ “สนทนา” (Sontana) ระบบ AI Chatbot ที่ยกระดับจากการถาม-ตอบทั่วไป สู่การเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะและ Call Center ประจำองค์กร ระบบนี้สามารถเรียนรู้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของบริษัทเพื่อให้บริการข้อมูลที่ซับซ้อนได้ เช่น การค้นหาข้อมูลพนักงานในองค์กรที่มีนับพันคน หรือการวางแผนการท่องเที่ยวที่ละเอียดอ่อนตั้งแต่การจองโรงแรม เช็กสภาพอากาศ ไปจนถึงแนะนำแหล่งช้อปปิ้งในต่างประเทศ

สุดท้ายคือ “ปล่อยของ” (Marketplace) พื้นที่ตลาดนัดฝีเมือแรงงาน AI ที่รองรับผลงานจากเทคโนโลยี Omni Human ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้างร่างอวตารที่มีชีวิต ระบบนี้สามารถทำให้ภาพนิ่งขยับปากพูดได้ตามเสียงที่ใส่เข้าไป (Lip-sync) อย่างเป็นธรรมชาติ หรือแม้แต่การโคลนนิ่งเสียงต้นฉบับเพื่อใช้งานต่อ ฟีเจอร์นี้ไม่ได้มีไว้เพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับองค์กรในการสร้าง Brand Ambassador หรือแม้แต่ช่วยแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่มีความสามารถแต่ไม่กล้าแสดงออก (Introvert) ให้สามารถนำเสนอผลงานผ่านตัวละครแทนตัวเองได้ ดังกรณีศึกษาที่ผู้บริหารยกตัวอย่างบุตรสาวที่เป็นศิลปิน ซึ่งสามารถใช้เครื่องมือนี้ช่วยสื่อสารผลงานเพลงและแนวคิดสู่สาธารณะได้โดยไม่ต้องเผยตัวตน

ปลดล็อกศักยภาพมนุษย์ทลายกำแพงต้นทุน

ประเด็นที่น่าสนใจที่คุณอธิราชได้หยิบยกขึ้นมาเล่าด้วยความสะเทือนใจคือ “ความกลัว” ของผู้คนที่มีต่อ AI โดยถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับลูกสาว ซึ่งเป็นศิลปินวาดภาพและนักกีฬาสเกตบอร์ดทีมชาติไทย ที่เคยต่อต้านเทคโนโลยีนี้อย่างรุนแรงเพราะกลัวว่าจะมาแย่งงานศิลปะและงานดนตรี แต่คุณอธิราชได้เปลี่ยนมุมมองนั้นโดยยืนยันว่า Mantra ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อ “แทนที่” มนุษย์ แต่มาเพื่อ “ปลดล็อกศักยภาพ” ให้ทุกคนมีเวลาโฟกัสกับความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น โดย AI จะเข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับกลุ่มคนที่มีพรสวรรค์แต่มีบุคลิกเก็บตัว (Introvert) หรือไม่ต้องการเปิดเผยใบหน้า ให้สามารถมีตัวตน (Avatar) เพื่อนำเสนอผลงานสู่โลกภายนอกได้อย่างมั่นใจ

เพื่อให้ระบบนิเวศของการสร้างสรรค์สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น Mantra ได้สร้างพื้นที่ที่เรียกว่า “ปล่อยของ” ซึ่งเปรียบเสมือนตลาดนัดแรงงาน (Marketplace) กลาง ที่เปิดโอกาสให้คนมีฝีมือในการใช้ AI ได้มารับงาน หรือผู้ที่มีไอเดียแต่ไม่มีเวลาผลิต ก็สามารถมาว่าจ้างครีเอทีฟในแพลตฟอร์มนี้ได้ โดยทาง Mantra ทำหน้าที่เป็นเพียงตัวกลางที่ไม่คิดค่าธรรมเนียมใดๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานและรายได้ใหม่ๆ ในยุคดิจิทัล

ในเชิงเศรษฐศาสตร์ Mantra ได้ทลายกำแพงต้นทุนการผลิตสื่อลงอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่การผลิตสปอตโฆษณา 30 วินาที อาจต้องใช้งบประมาณสูงถึง 40,000-50,000 บาท ในการออกกองถ่ายทำและจ้างนักแสดงแต่ Mantra สามารถสร้างวิดีโอคุณภาพสูงความยาวถึง 2 นาทีครึ่ง ด้วยต้นทุนเพียงประมาณ 900-1,000 บาทเท่านั้น นอกจากนี้ยังเปิดกว้างสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป เช่น ผู้สูงอายุที่ต้องการสร้างภาพ “สวัสดีวันจันทร์” ส่งให้ลูกหลาน ก็สามารถเข้าถึงได้ด้วยแพ็กเกจเริ่มต้นเพียง 499 บาท ซึ่งสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ทุกวัน นี่คือการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีชั้นสูงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเครื่องมือที่ทุกคนจับต้องได้

อนาคตแห่งการเรียนรู้และการเข้าถึง: จากตำราเรียนสู่โลกเสมือน

นอกเหนือจากมิติทางธุรกิจ Mantra ยังให้ความสำคัญกับการใช้นวัตกรรมเพื่อยกระดับสังคมและการศึกษาโดยเฉพาะการร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อนำ AI เข้าไปเป็นเครื่องมือในการเรียนการสอน ซึ่งล่าสุดได้มีการลงนามความร่วมมือ (MOU) กับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่มีผู้ใช้งานกว่า 600 ราย เพื่อให้นักศึกษาในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ได้ใช้ AI ในการถ่ายทอดจินตนาการและออกแบบผลงานได้สมจริงยิ่งขึ้น

สิ่งที่น่าจับตามองในไตรมาสแรกของปีหน้าคือโครงการ “AI Book” ที่ทาง Mantra ตั้งใจจะชุบชีวิตตำราเรียนในความทรงจำของคนไทยอย่าง “มานะ มานี ปิติ ชูใจ” (หนังสือเรียนภาษาไทยหลักสูตรปี พ.ศ. 2521) ให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้งในรูปแบบแอนิเมชัน โดยเด็ก ๆ จะได้เห็นตัวละครอย่าง “เจ้าแก่” หรือ “ชูใจ” ขยับและกระโดดโลดเต้นได้จริง รวมถึงการนำนิทานอีสปกลับมาเล่าใหม่ผ่านเทคโนโลยี เพื่อเป็นการเชื่อมโยงภูมิปัญญาในอดีตเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่

ยิ่งไปกว่านั้น Mantra ยังมุ่งมั่นที่จะลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี ด้วยการเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์พิเศษสำหรับ ผู้พิการทางสายตา ภายในไตรมาสหน้า โดยระบบ “สนทนา” จะถูกพัฒนาให้เป็นพื้นที่ที่ผู้พิการทางสายตาสามารถเข้ามา “ฟัง” และ “เรียนรู้” เรื่องราวในโลกออนไลน์ได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทดสอบระบบเพื่อให้มั่นใจในความเสถียรสูงสุด

คุณอธิราช กล่าวว่า อนาคตในอีก 5 ปีข้างหน้าว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีการเรียนรู้ของเด็กไทยอย่างสิ้นเชิงการทำการบ้านหรือการแก้โจทย์คณิตศาสตร์จะไม่ใช่เรื่องยากที่ต้องพึ่งพาการเรียนพิเศษอีกต่อไป เพราะ AI จะทำหน้าที่เป็นครูผู้ช่วยส่วนตัวที่สอนและอธิบายวิธีการต่าง ๆ ได้อย่างละเอียด ทั้งหมดนี้คือพันธกิจของ Mantra ที่ไม่ใช่แค่การสร้างเครื่องมือทำมาหากิน แต่คือการสร้างโอกาสและความเท่าเทียมในการเข้าถึงความรู้และจินตนาการให้กับคนไทยทุกคน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

รู้เท่าทัน AI: เมื่อข้อมูลคืออาวุธและทางรอดของมนุษย์ในยุคสงครามไซเบอร์

SCB CIO ชี้ AI ดันลงทุน 8 ล้านล้านดอลล์ แนะจัดพอร์ตปี 2026 รุกหุ้นสหรัฐฯ-ชิปเอเชีย

AI สะพานดิจิทัล: Shanhai Group พลิกโฉมละครสั้นจีน ทะลวงตลาดไทย-อาเซียน

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar