การหลอมรวมของโลกกายภาพและโลกดิจิทัล หรือ “Phygital Revolution” กำลังกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ที่เข้ามาพลิกโฉมโครงสร้างอุตสาหกรรมสื่อและการท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างสิ้นเชิง เมื่อพฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนไปใช้หน้าจอมือถือเป็น “ประตูบานแรก” ในการเข้าถึงวัฒนธรรม โจทย์ใหญ่ของวันนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การผลิตสื่อเพื่อนำเสนอข้อมูล แต่คือการใช้เทคโนโลยีสร้างประสบการณ์เสมือน (Virtual Experience) เพื่อนำทางผู้คนไปสู่การเดินทางจริง (Physical Travel)
ประเด็นความเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์เจาะลึกในเวที Thai Media Forum ภายใต้หัวข้อ “The Future of Media Content” โดยมีชุดข้อมูลสำคัญจาก แกรี่ พาวด์ (Gary Powe) ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) จาก Bloomberg LP ประเทศไทย เป็นฐานในการชี้ให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ยุคการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ยั่งยืน
ปรากฏการณ์ “Phygital”: เชื่อมโลกเสมือนสู่การเดินทางจริงด้วยพลังแห่งการให้
คุณแกรี่ กล่าวถึงแนวคิด “Phygital Revolution” หรือการผสานโลกทางกายภาพ (Physical) และดิจิทัล (Digital) เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่ Imagineear ยึดถือเป็นหัวใจหลัก โดยบริษัทมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Fulham Palace กรุงลอนดอน ซึ่งเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์เก่าแก่กว่า 600 ปี ทำให้ทีมงานได้ซึมซับมรดกทางวัฒนธรรมในทุกวันของการทำงาน และเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงวิธีการถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้
ในปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือได้กลายเป็น “ประตูสู่วัฒนธรรม” (Gateway to Culture) ด่านแรกของมนุษย์ โดยสถิติชี้ว่ากว่า 75% ของคอนเทนต์ดิจิทัลถูกบริโภคผ่านหน้าจอมือถือ กุญแจสำคัญของกลยุทธ์นี้คือการใช้ “การท่องเที่ยวเสมือนจริง” (Virtual Tourism) เพื่อกระตุ้นให้เกิด “การเดินทางจริง” (Physical Travel)

เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว คุณแกรี่ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จผ่านพันธมิตรระดับโลกอย่าง Bloomberg ซึ่งเปรียบเสมือน “ขุมพลัง” (Powerhouse) ในการสื่อสารทางวัฒนธรรม ผ่านแอปพลิเคชัน Bloomberg Connects แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พิพิธภัณฑ์ทั่วไป แต่ยังรวมถึงพันธมิตรที่หลากหลาย เช่น Harry Potter Museum, สโมสรฟุตบอล Chelsea และ Rijksmuseum ในเนเธอร์แลนด์ ปัจจุบันแพลตฟอร์มนี้เชื่อมโยงสถาบันทางวัฒนธรรมกว่า 1,200 แห่งทั่วโลก มีฐานผู้ใช้งานกว่า 5 ล้านคน และที่สำคัญคือมี นักท่องเที่ยวใช้งานจริงถึง 1.5 ล้านคนต่อเดือน
การนำเสนอเรื่องราวของสถานที่ท่องเที่ยวไทยผ่านแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพระดับนี้ จะช่วยให้นักท่องเที่ยวจากอีกซีกโลก—เช่นคนที่นั่งอยู่ในนิวยอร์ก—สามารถค้นพบและดื่มด่ำกับข้อมูลเชิงลึกของไทยได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจสำคัญให้พวกเขาวางแผนเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์จริงในที่สุด
สิ่งที่น่าสนใจและถือเป็นหัวใจสำคัญคือ เบื้องหลังความสำเร็จของการเข้าถึงข้อมูลระดับโลกนี้ ขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์ด้านการกุศลของ ไมเคิล บลูมเบิร์ก (Michael Bloomberg) ผ่านมูลนิธิ Bloomberg Philanthropies ที่บริจาคเงินกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ด้วยเม็ดเงินมหาศาลนี้ ทำให้แอปพลิเคชัน Bloomberg Connects สามารถให้บริการได้ “ฟรี” ทั้งสำหรับนักท่องเที่ยวผู้เข้าชม และ ฟรีสำหรับสถาบันทางวัฒนธรรม ที่นำข้อมูลมาลงด้วย โมเดลนี้ช่วยทลายกำแพงด้านงบประมาณและทำให้ศิลปะวัฒนธรรมเข้าถึงผู้คนได้อย่างทั่วถึง ขับเคลื่อนการสื่อสารจากแหล่งวัฒนธรรมไปสู่ผู้คนทั่วโลกอย่างแท้จริง
เปลี่ยน “ภาระ” ให้เป็น “การลงทุน”: เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดช่วงหนึ่งของการบรรยาย คือการเปรียบเทียบเชิงเศรษฐศาสตร์ระหว่างนักท่องเที่ยวสองกลุ่ม คุณแกรี่วิเคราะห์ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง “นักท่องเที่ยวชายหาด” (Beach Tourist) และ “นักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” (Cultural Tourist)
ในขณะที่นักท่องเที่ยวทั่วไปอาจกระจุกตัวอยู่ตามแหล่งท่องเที่ยวหลัก แต่การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมนั้นมีการ กระจายตัวทางประชากรศาสตร์ (Demographically Spread) ที่กว้างขวางและทั่วถึงกว่า โดยเม็ดเงินมีแนวโน้มที่จะลงลึกไปถึงระดับหมู่บ้านและชนบท เพื่อแลกกับการได้สัมผัสประเพณีเก่าแก่และวิถีชีวิตดั้งเดิมอย่างแท้จริง
ในมุมของการบริหารจัดการประเทศ นักท่องเที่ยวกลุ่มชายหาดมักทิ้ง “ต้นทุนการบำรุงรักษา” (Maintenance Cost) ไว้ให้กับเจ้าบ้าน เช่น ภาระในการตามเก็บกวาดขยะหรือฟื้นฟูสภาพชายหาดหลังเทศกาลท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงและเป็นภาระ
ในทางตรงกันข้าม เม็ดเงินที่เกิดจากนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมนั้นถือเป็น “การลงทุน” (Investment) เพราะรายได้ส่วนนี้จะถูกนำไปใช้ในการบูรณะศาสนสถาน หรือสนับสนุนกิจกรรมทางวัฒนธรรม ซึ่งคุณแกรี่เน้นย้ำว่า นี่ไม่ใช่แค่การหารายได้เข้าประเทศ แต่คือการลงทุนใน “ผลิตภัณฑ์ของประเทศ” (Investment in a Product) และเป็นการลงทุนเพื่อ “อนาคตทางวัฒนธรรม” (Cultural Future) ของไทยให้ยั่งยืนต่อไป ไม่ใช่ต้นทุนที่สูญเปล่าเหมือนการท่องเที่ยวรูปแบบอื่น
AI และเทคนิคการเล่าเรื่อง: ผสานเทคโนโลยีกับจิตวิญญาณมนุษย์
ในมิติของการผลิตคอนเทนต์ (Content Creation) คุณแกรี่ได้นำเสนอความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีโดยแบ่งออกเป็นสองด้านหลัก คือ การเขียนบท (Script Writing) และ การผลิตมัลติมีเดีย (Multimedia Production)
สำหรับความสามารถของ AI ในการผลิตมัลติมีเดียนั้น คุณแกรี่ได้สาธิตวิดีโอตัวอย่างที่สร้างความฮือฮา โดยเป็นวิดีโอที่ผู้พูดซึ่งเป็นเจ้าของภาษาอังกฤษ (Native English Speakers) พูดภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว ผ่านเทคโนโลยี AI Lip-Syncและการแปลภาษา ที่ไม่เพียงแค่เปลี่ยนเสียงพูด แต่ยังปรับการขยับริมฝีปากให้ตรงกับคำในภาษาไทยได้อย่างแม่นยำในเทคเดียว เทคโนโลยีนี้สามารถรองรับได้หลากหลายภาษา ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น อิตาลี หรือฝรั่งเศส ซึ่งเปรียบเสมือนกุญแจสำคัญในการทำลายกำแพงภาษา (Breaking Global Barriers) ทำให้คอนเทนต์ไทยสามารถส่งตรงถึงผู้ชมทั่วโลกได้ทันที
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองลึกไปถึง “แก่น” ของการเล่าเรื่อง คุณแกรี่ชี้ให้เห็นว่า AI ยังคงเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในเรื่องของ “กรอบแนวคิด” (Conceptual Framework) การเล่าเรื่องดิจิทัลที่ดีไม่ใช่แค่การนำข้อมูลมารียงต่อกัน แต่ต้องอาศัย “การร่วมมือ” (Collaboration) และการผสาน “มุมมองที่หลากหลาย” (Different Perspectives) เข้าด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น มุมมองของชาวต่างชาติที่มาเยือน อาจแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับมุมมองของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นมา 30 ปี ซึ่ง AI ยังไม่สามารถสังเคราะห์ความลึกซึ้งและความเชื่อมโยงทางอารมณ์ (Emotion in delivery) เหล่านี้ออกมาได้
ประเด็นนี้อาจฟังดูเป็นข่าวร้ายสำหรับเทคโนโลยี แต่นับเป็น “ข่าวดีและโอกาสทอง” สำหรับนักสร้างสรรค์ชาวไทย เพราะนี่คือพื้นที่ที่มนุษย์ยังคงมีความได้เปรียบในการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อถ่ายทอดจิตวิญญาณทางวัฒนธรรมที่ AI เลียนแบบไม่ได้
เพื่อเติมเต็มมิติทางอารมณ์นี้ คุณแกรี่ได้แนะนำเทคนิคการเล่าเรื่องที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ต้นทุนต่ำ นั่นคือการใช้ “ฟุตเทจเบื้องหลัง” (Behind-the-Scenes Footage) การนำเสนอภาพเบื้องหลัง เช่น การได้เห็นศิลปินกำลังตวัดพู่กันในสตูดิโอเมื่อหลายปีก่อน หรือเห็นช่างฝีมือทำงานในเวิร์คช็อป จะช่วยเพิ่ม “มิติ” (Dimension) ให้กับผลงานศิลปะที่ตั้งโชว์อยู่นิ่งๆ ในแกลเลอรีให้กลับมามีชีวิตชีวา (Living Backstory) ทำให้ผู้ชมเข้าใจกระบวนการและรู้สึกอินกับผลงานมากขึ้น ข้อดีสำคัญคือฟุตเทจเหล่านี้สามารถผลิตได้ง่าย (Do it yourself) ตัดต่อไม่ซับซ้อน และใช้บุคลากรภายในองค์กรทำเองได้ เป็นการเพิ่มมูลค่าทางอารมณ์ที่คุ้มค่าที่สุด
ประสบการณ์เหนือระดับและการจัดการลิขสิทธิ์ในยุคดิจิทัล
ความท้าทายสูงสุดของการทำสื่อยุคใหม่คือการสร้าง “การมีส่วนร่วมของผู้ชม” (Audience Engagement) ซึ่งคุณแกรี่เปรียบว่าเป็น “บททดสอบสำคัญ” (Acid Test) ของความสำเร็จ โดยยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีที่ยกระดับประสบการณ์
ตัวอย่างแรกคือการใช้เทคโนโลยี Augmented Reality (AR) ในโปรเจกต์ “The Gates” ที่ Central Park นิวยอร์ก ซึ่งเป็นงานศิลปะที่เคยจัดแสดงจริงเมื่อปี 2005 โดยศิลปินระดับโลกอย่าง Christo และ Jean-Claude เทคโนโลยี AR ได้ชุบชีวิตงานศิลปะชิ้นนี้ขึ้นมาใหม่ในปี 2025 ทำให้ผู้ชมสามารถมองเห็นและสัมผัสความยิ่งใหญ่ในอดีตซ้อนทับกับภาพปัจจุบันได้ผ่านหน้าจอมือถือ
ตัวอย่างต่อมาคือการใช้เทคโนโลยี 360 องศาที่สร้างความรู้สึกดื่มด่ำ (Immersive 360) ในสนามกีฬา โดยไม่ได้นำเสนอภาพการแข่งขันแบบทั่วไป แต่นำเสนอ “มุมมอง” ที่แปลกใหม่ เช่น มุมมองจากสายตาของนักดนตรี (Trumpeter) บนอัฒจันทร์ หรือมุมมองของแฟนบอลที่กำลังเชียร์อย่างสุดเหวี่ยง ซึ่งหัวใจสำคัญของเทคนิคนี้ไม่ใช่การขายกีฬา แต่คือการส่งต่อ “อารมณ์ร่วม” (Communicating Emotion) ให้ผู้ชมทางบ้านรู้สึกเสมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริง
เป้าหมายสูงสุดของการสร้างประสบการณ์เหล่านี้ คือการเชื่อมโยงไปสู่ โซเชียลมีเดีย (Social Media) เมื่อผู้เข้าชมประทับใจและแชร์ประสบการณ์เหล่านี้ลงบน Facebook หรือแพลตฟอร์มต่างๆ จะเกิดการบอกต่อที่ทรงพลัง ซึ่งนี่คือกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนนักท่องเที่ยวในโลกออนไลน์ให้กลายเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนสถานที่จริง
อย่างไรก็ตาม ความสะดวกสบายของ AI ย่อมมาพร้อมกับความท้าทาย โดยเฉพาะเรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญา (IP Rights) ซึ่งคุณแกรี่ระบุว่าเป็น “พื้นที่สีเทา” (Gray Area) ที่น่ากังวล การที่ AI สามารถเจนเนอเรตภาพหรือบทความได้ในพริบตา ทำให้เกิดคำถามเรื่องความเป็นเจ้าของ ลิขสิทธิ์จึงเป็นสิ่งที่เปราะบาง
ทางออกที่คุณแกรี่เน้นย้ำคือหลักการ “การมีส่วนร่วมของมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ” (Substantial Human Involvement)กล่าวคือ หากต้องการอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในผลงานที่ใช้ AI ผู้สร้างสรรค์ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนเองได้ลงแรงและใส่ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ลงไปมากพอ ไม่ใช่แค่ให้ AI ทำงานแทนทั้งหมด ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้าง ธรรมาภิบาลทางสังคม (Social Governance) เพื่อวางระบบคุ้มครองนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ชาวไทยให้สามารถใช้เครื่องมือยุคใหม่ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย
พร้อมทั้งเสนอแนะเสาหลักสำคัญสำหรับประเทศไทยในการก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านวัฒนธรรมระดับโลก อันประกอบไปด้วย การใช้แพลตฟอร์มระดับโลกในการกระจายสื่อ การสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่ครบวงจร และการสร้างธรรมาภิบาลทางสังคมเพื่อคุ้มครองลิขสิทธิ์ทางปัญญา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน การพัฒนานวัตกรรมที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centric Innovation) คุณแกรี่ได้เสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมด้วยโมเดล “หลักสูตรฝึกอบรมแบบเข้มข้น 12 สัปดาห์” (12-Week Immersive Course) เพื่อเร่งพัฒนาทักษะนักศึกษาด้านสื่อให้ก้าวสู่การเป็นนักสร้างสรรค์คอนเทนต์คุณภาพที่พร้อมทำงานในระดับโลก ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสื่อไทยในอนาคต
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Chula x Founder Institute: ดันสตาร์ตอัปไทย ลุยสนามจริงสู่เวทีโลก
นวัตกรรมนำ – ระบบหนุน: ทางรอด SME ไทยฝ่าวิกฤติดิสรัปชัน





