Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Phygital Revolution: ใช้ ‘โลกเสมือน’ ปั้น ‘ท่องเที่ยวจริง’ พลิกโฉมไทยสู่เวทีโลก

Phygital Revolution: ใช้ ‘โลกเสมือน’ ปั้น ‘ท่องเที่ยวจริง’ พลิกโฉมไทยสู่เวทีโลก

การหลอมรวมของโลกกายภาพและโลกดิจิทัล หรือ “Phygital Revolution” กำลังกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ที่เข้ามาพลิกโฉมโครงสร้างอุตสาหกรรมสื่อและการท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างสิ้นเชิง เมื่อพฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนไปใช้หน้าจอมือถือเป็น “ประตูบานแรก” ในการเข้าถึงวัฒนธรรม โจทย์ใหญ่ของวันนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การผลิตสื่อเพื่อนำเสนอข้อมูล แต่คือการใช้เทคโนโลยีสร้างประสบการณ์เสมือน (Virtual Experience) เพื่อนำทางผู้คนไปสู่การเดินทางจริง (Physical Travel)

ประเด็นความเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์เจาะลึกในเวที Thai Media Forum ภายใต้หัวข้อ “The Future of Media Content” โดยมีชุดข้อมูลสำคัญจาก แกรี่ พาวด์ (Gary Powe) ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) จาก Bloomberg LP ประเทศไทย เป็นฐานในการชี้ให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ยุคการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ยั่งยืน

ปรากฏการณ์ “Phygital”: เชื่อมโลกเสมือนสู่การเดินทางจริงด้วยพลังแห่งการให้

คุณแกรี่ กล่าวถึงแนวคิด “Phygital Revolution” หรือการผสานโลกทางกายภาพ (Physical) และดิจิทัล (Digital) เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่ Imagineear ยึดถือเป็นหัวใจหลัก โดยบริษัทมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Fulham Palace กรุงลอนดอน ซึ่งเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์เก่าแก่กว่า 600 ปี ทำให้ทีมงานได้ซึมซับมรดกทางวัฒนธรรมในทุกวันของการทำงาน และเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงวิธีการถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้

ในปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือได้กลายเป็น “ประตูสู่วัฒนธรรม” (Gateway to Culture) ด่านแรกของมนุษย์ โดยสถิติชี้ว่ากว่า 75% ของคอนเทนต์ดิจิทัลถูกบริโภคผ่านหน้าจอมือถือ กุญแจสำคัญของกลยุทธ์นี้คือการใช้ “การท่องเที่ยวเสมือนจริง” (Virtual Tourism) เพื่อกระตุ้นให้เกิด “การเดินทางจริง” (Physical Travel)

แกรี่ พาวด์ (Gary Powe) ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) จาก Bloomberg LP ประเทศไทย
แกรี่ พาวด์ (Gary Powe) ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) จาก Bloomberg LP ประเทศไทย

เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว คุณแกรี่ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จผ่านพันธมิตรระดับโลกอย่าง Bloomberg ซึ่งเปรียบเสมือน “ขุมพลัง” (Powerhouse) ในการสื่อสารทางวัฒนธรรม ผ่านแอปพลิเคชัน Bloomberg Connects แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พิพิธภัณฑ์ทั่วไป แต่ยังรวมถึงพันธมิตรที่หลากหลาย เช่น Harry Potter Museum, สโมสรฟุตบอล Chelsea และ Rijksmuseum ในเนเธอร์แลนด์ ปัจจุบันแพลตฟอร์มนี้เชื่อมโยงสถาบันทางวัฒนธรรมกว่า 1,200 แห่งทั่วโลก มีฐานผู้ใช้งานกว่า 5 ล้านคน และที่สำคัญคือมี นักท่องเที่ยวใช้งานจริงถึง 1.5 ล้านคนต่อเดือน

การนำเสนอเรื่องราวของสถานที่ท่องเที่ยวไทยผ่านแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพระดับนี้ จะช่วยให้นักท่องเที่ยวจากอีกซีกโลก—เช่นคนที่นั่งอยู่ในนิวยอร์ก—สามารถค้นพบและดื่มด่ำกับข้อมูลเชิงลึกของไทยได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจสำคัญให้พวกเขาวางแผนเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์จริงในที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจและถือเป็นหัวใจสำคัญคือ เบื้องหลังความสำเร็จของการเข้าถึงข้อมูลระดับโลกนี้ ขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์ด้านการกุศลของ ไมเคิล บลูมเบิร์ก (Michael Bloomberg) ผ่านมูลนิธิ Bloomberg Philanthropies ที่บริจาคเงินกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ด้วยเม็ดเงินมหาศาลนี้ ทำให้แอปพลิเคชัน Bloomberg Connects สามารถให้บริการได้ “ฟรี” ทั้งสำหรับนักท่องเที่ยวผู้เข้าชม และ ฟรีสำหรับสถาบันทางวัฒนธรรม ที่นำข้อมูลมาลงด้วย โมเดลนี้ช่วยทลายกำแพงด้านงบประมาณและทำให้ศิลปะวัฒนธรรมเข้าถึงผู้คนได้อย่างทั่วถึง ขับเคลื่อนการสื่อสารจากแหล่งวัฒนธรรมไปสู่ผู้คนทั่วโลกอย่างแท้จริง

เปลี่ยน “ภาระ” ให้เป็น “การลงทุน”: เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดช่วงหนึ่งของการบรรยาย คือการเปรียบเทียบเชิงเศรษฐศาสตร์ระหว่างนักท่องเที่ยวสองกลุ่ม คุณแกรี่วิเคราะห์ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง “นักท่องเที่ยวชายหาด” (Beach Tourist) และ “นักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” (Cultural Tourist)

ในขณะที่นักท่องเที่ยวทั่วไปอาจกระจุกตัวอยู่ตามแหล่งท่องเที่ยวหลัก แต่การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมนั้นมีการ กระจายตัวทางประชากรศาสตร์ (Demographically Spread) ที่กว้างขวางและทั่วถึงกว่า โดยเม็ดเงินมีแนวโน้มที่จะลงลึกไปถึงระดับหมู่บ้านและชนบท เพื่อแลกกับการได้สัมผัสประเพณีเก่าแก่และวิถีชีวิตดั้งเดิมอย่างแท้จริง

ในมุมของการบริหารจัดการประเทศ นักท่องเที่ยวกลุ่มชายหาดมักทิ้ง “ต้นทุนการบำรุงรักษา” (Maintenance Cost) ไว้ให้กับเจ้าบ้าน เช่น ภาระในการตามเก็บกวาดขยะหรือฟื้นฟูสภาพชายหาดหลังเทศกาลท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงและเป็นภาระ

ในทางตรงกันข้าม เม็ดเงินที่เกิดจากนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมนั้นถือเป็น “การลงทุน” (Investment) เพราะรายได้ส่วนนี้จะถูกนำไปใช้ในการบูรณะศาสนสถาน หรือสนับสนุนกิจกรรมทางวัฒนธรรม ซึ่งคุณแกรี่เน้นย้ำว่า นี่ไม่ใช่แค่การหารายได้เข้าประเทศ แต่คือการลงทุนใน “ผลิตภัณฑ์ของประเทศ” (Investment in a Product) และเป็นการลงทุนเพื่อ “อนาคตทางวัฒนธรรม” (Cultural Future) ของไทยให้ยั่งยืนต่อไป ไม่ใช่ต้นทุนที่สูญเปล่าเหมือนการท่องเที่ยวรูปแบบอื่น

AI และเทคนิคการเล่าเรื่อง: ผสานเทคโนโลยีกับจิตวิญญาณมนุษย์

ในมิติของการผลิตคอนเทนต์ (Content Creation) คุณแกรี่ได้นำเสนอความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีโดยแบ่งออกเป็นสองด้านหลัก คือ การเขียนบท (Script Writing) และ การผลิตมัลติมีเดีย (Multimedia Production)

สำหรับความสามารถของ AI ในการผลิตมัลติมีเดียนั้น คุณแกรี่ได้สาธิตวิดีโอตัวอย่างที่สร้างความฮือฮา โดยเป็นวิดีโอที่ผู้พูดซึ่งเป็นเจ้าของภาษาอังกฤษ (Native English Speakers) พูดภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว ผ่านเทคโนโลยี AI Lip-Syncและการแปลภาษา ที่ไม่เพียงแค่เปลี่ยนเสียงพูด แต่ยังปรับการขยับริมฝีปากให้ตรงกับคำในภาษาไทยได้อย่างแม่นยำในเทคเดียว เทคโนโลยีนี้สามารถรองรับได้หลากหลายภาษา ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น อิตาลี หรือฝรั่งเศส ซึ่งเปรียบเสมือนกุญแจสำคัญในการทำลายกำแพงภาษา (Breaking Global Barriers) ทำให้คอนเทนต์ไทยสามารถส่งตรงถึงผู้ชมทั่วโลกได้ทันที

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองลึกไปถึง “แก่น” ของการเล่าเรื่อง คุณแกรี่ชี้ให้เห็นว่า AI ยังคงเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในเรื่องของ “กรอบแนวคิด” (Conceptual Framework) การเล่าเรื่องดิจิทัลที่ดีไม่ใช่แค่การนำข้อมูลมารียงต่อกัน แต่ต้องอาศัย “การร่วมมือ” (Collaboration) และการผสาน “มุมมองที่หลากหลาย” (Different Perspectives) เข้าด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น มุมมองของชาวต่างชาติที่มาเยือน อาจแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับมุมมองของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นมา 30 ปี ซึ่ง AI ยังไม่สามารถสังเคราะห์ความลึกซึ้งและความเชื่อมโยงทางอารมณ์ (Emotion in delivery) เหล่านี้ออกมาได้

ประเด็นนี้อาจฟังดูเป็นข่าวร้ายสำหรับเทคโนโลยี แต่นับเป็น “ข่าวดีและโอกาสทอง” สำหรับนักสร้างสรรค์ชาวไทย เพราะนี่คือพื้นที่ที่มนุษย์ยังคงมีความได้เปรียบในการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อถ่ายทอดจิตวิญญาณทางวัฒนธรรมที่ AI เลียนแบบไม่ได้

เพื่อเติมเต็มมิติทางอารมณ์นี้ คุณแกรี่ได้แนะนำเทคนิคการเล่าเรื่องที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ต้นทุนต่ำ นั่นคือการใช้ “ฟุตเทจเบื้องหลัง” (Behind-the-Scenes Footage) การนำเสนอภาพเบื้องหลัง เช่น การได้เห็นศิลปินกำลังตวัดพู่กันในสตูดิโอเมื่อหลายปีก่อน หรือเห็นช่างฝีมือทำงานในเวิร์คช็อป จะช่วยเพิ่ม “มิติ” (Dimension) ให้กับผลงานศิลปะที่ตั้งโชว์อยู่นิ่งๆ ในแกลเลอรีให้กลับมามีชีวิตชีวา (Living Backstory) ทำให้ผู้ชมเข้าใจกระบวนการและรู้สึกอินกับผลงานมากขึ้น ข้อดีสำคัญคือฟุตเทจเหล่านี้สามารถผลิตได้ง่าย (Do it yourself) ตัดต่อไม่ซับซ้อน และใช้บุคลากรภายในองค์กรทำเองได้ เป็นการเพิ่มมูลค่าทางอารมณ์ที่คุ้มค่าที่สุด

ประสบการณ์เหนือระดับและการจัดการลิขสิทธิ์ในยุคดิจิทัล

ความท้าทายสูงสุดของการทำสื่อยุคใหม่คือการสร้าง “การมีส่วนร่วมของผู้ชม” (Audience Engagement) ซึ่งคุณแกรี่เปรียบว่าเป็น “บททดสอบสำคัญ” (Acid Test) ของความสำเร็จ โดยยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีที่ยกระดับประสบการณ์

ตัวอย่างแรกคือการใช้เทคโนโลยี Augmented Reality (AR) ในโปรเจกต์ “The Gates” ที่ Central Park นิวยอร์ก ซึ่งเป็นงานศิลปะที่เคยจัดแสดงจริงเมื่อปี 2005 โดยศิลปินระดับโลกอย่าง Christo และ Jean-Claude เทคโนโลยี AR ได้ชุบชีวิตงานศิลปะชิ้นนี้ขึ้นมาใหม่ในปี 2025 ทำให้ผู้ชมสามารถมองเห็นและสัมผัสความยิ่งใหญ่ในอดีตซ้อนทับกับภาพปัจจุบันได้ผ่านหน้าจอมือถือ

ตัวอย่างต่อมาคือการใช้เทคโนโลยี 360 องศาที่สร้างความรู้สึกดื่มด่ำ (Immersive 360) ในสนามกีฬา โดยไม่ได้นำเสนอภาพการแข่งขันแบบทั่วไป แต่นำเสนอ “มุมมอง” ที่แปลกใหม่ เช่น มุมมองจากสายตาของนักดนตรี (Trumpeter) บนอัฒจันทร์ หรือมุมมองของแฟนบอลที่กำลังเชียร์อย่างสุดเหวี่ยง ซึ่งหัวใจสำคัญของเทคนิคนี้ไม่ใช่การขายกีฬา แต่คือการส่งต่อ “อารมณ์ร่วม” (Communicating Emotion) ให้ผู้ชมทางบ้านรู้สึกเสมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริง

เป้าหมายสูงสุดของการสร้างประสบการณ์เหล่านี้ คือการเชื่อมโยงไปสู่ โซเชียลมีเดีย (Social Media) เมื่อผู้เข้าชมประทับใจและแชร์ประสบการณ์เหล่านี้ลงบน Facebook หรือแพลตฟอร์มต่างๆ จะเกิดการบอกต่อที่ทรงพลัง ซึ่งนี่คือกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนนักท่องเที่ยวในโลกออนไลน์ให้กลายเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนสถานที่จริง

อย่างไรก็ตาม ความสะดวกสบายของ AI ย่อมมาพร้อมกับความท้าทาย โดยเฉพาะเรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญา (IP Rights) ซึ่งคุณแกรี่ระบุว่าเป็น “พื้นที่สีเทา” (Gray Area) ที่น่ากังวล การที่ AI สามารถเจนเนอเรตภาพหรือบทความได้ในพริบตา ทำให้เกิดคำถามเรื่องความเป็นเจ้าของ ลิขสิทธิ์จึงเป็นสิ่งที่เปราะบาง

ทางออกที่คุณแกรี่เน้นย้ำคือหลักการ “การมีส่วนร่วมของมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ” (Substantial Human Involvement)กล่าวคือ หากต้องการอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในผลงานที่ใช้ AI ผู้สร้างสรรค์ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนเองได้ลงแรงและใส่ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ลงไปมากพอ ไม่ใช่แค่ให้ AI ทำงานแทนทั้งหมด ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้าง ธรรมาภิบาลทางสังคม (Social Governance) เพื่อวางระบบคุ้มครองนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ชาวไทยให้สามารถใช้เครื่องมือยุคใหม่ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

พร้อมทั้งเสนอแนะเสาหลักสำคัญสำหรับประเทศไทยในการก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านวัฒนธรรมระดับโลก อันประกอบไปด้วย การใช้แพลตฟอร์มระดับโลกในการกระจายสื่อ การสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่ครบวงจร และการสร้างธรรมาภิบาลทางสังคมเพื่อคุ้มครองลิขสิทธิ์ทางปัญญา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน การพัฒนานวัตกรรมที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centric Innovation) คุณแกรี่ได้เสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมด้วยโมเดล “หลักสูตรฝึกอบรมแบบเข้มข้น 12 สัปดาห์” (12-Week Immersive Course) เพื่อเร่งพัฒนาทักษะนักศึกษาด้านสื่อให้ก้าวสู่การเป็นนักสร้างสรรค์คอนเทนต์คุณภาพที่พร้อมทำงานในระดับโลก ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสื่อไทยในอนาคต

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Chula x Founder Institute: ดันสตาร์ตอัปไทย ลุยสนามจริงสู่เวทีโลก

นวัตกรรมนำ – ระบบหนุน: ทางรอด SME ไทยฝ่าวิกฤติดิสรัปชัน

×

Share

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar