ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัล การผลักดันผู้ประกอบการไทยให้ก้าวข้ามขีดจำกัดภายในประเทศไปสู่เวทีการค้าระดับสากล ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายความสามารถของทุกภาคส่วน ล่าสุด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ Founder Institute (FI) สถาบันบ่มเพาะธุรกิจสตาร์ตอัประดับโลกจากสหรัฐอเมริกา เปิดตัวโครงการ “Chula-DC Silicon Startup Bridge” ภายใต้กิจกรรม Go Global Startup Bootcamp โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “สะพาน” เชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรมของไทย เข้ากับศูนย์กลางเทคโนโลยีชั้นนำอย่างซิลิคอนวัลเลย์ (Silicon Valley) และวอชิงตัน ดี.ซี.
การคัดสรรศักยภาพเพื่อการเติบโต
ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิงดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวรายงานถึงที่มาของโครงการนี้ว่า เกิดจากการเล็งเห็นความสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรมที่เป็นตัวขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แม้ประเทศไทยจะมีผู้ประกอบการรุ่นใหม่จำนวนมาก แต่หลายรายยังคงเผชิญกับความท้าทายในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ ทั้งในด้านข้อจำกัดทางกฎหมาย การขาดเครือข่ายธุรกิจระดับโลก และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
เพื่อตอบสนองต่อโจทย์ดังกล่าว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นเพื่อติดอาวุธ (Tools) และสร้างเครือข่าย (Global Connections) ที่จำเป็นสำหรับการเติบโต โดยในปีนี้มีทีมสตาร์ตอัปผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการถึง 33 ทีม จากผู้สมัครเกือบ 100 ราย ซึ่งผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้เข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะที่เข้มข้นเพื่อพัฒนาโมเดลธุรกิจและกลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดโลก
จากรั้วจามจุรีสู่นวัตกรรมโลก
ทางด้าน ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวเปิดงานพร้อมแสดงวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการสร้างความเติบโตที่ยั่งยืน โดยเปรียบเทียบว่า แม้กาลเวลาจะทำให้คนเรามีอายุมากขึ้น แต่จิตวิญญาณของความเป็นสตาร์ตอัปจะต้องคงความสดใหม่ (Fresh) และมีความกระตือรือร้นอยู่เสมอ
ท่านอธิการบดีเน้นย้ำว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสถาบันการศึกษา แต่เป็นเสมือน “สวนแห่งนวัตกรรม” (Innovation Garden) ที่บ่มเพาะผู้ประกอบการให้มีความพร้อม โครงการนี้จึงเปรียบเสมือนการสร้าง “สะพาน” (Bridge) ที่เชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับโลกกว้าง เพื่อส่งเสริมให้สตาร์ตอัปไทยมีความกล้าที่จะก้าวออกจากกรอบเดิม และออกไปสร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติ
ปรัชญา “Do Program”: สนามฝึกซ้อมมาราธอนสำหรับตัวจริง
หัวใจสำคัญที่ทำให้หลักสูตรของ Founder Institute ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก คือแนวคิดการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือทำจริง หรือ “Do Program” ซึ่งแตกต่างจากหลักสูตรที่เน้นการบรรยาย (Learn Program) อย่างสิ้นเชิง Guc Ozenci (กูช โอเซนซี่) กรรมการผู้จัดการ Founder Institute สาขาวอชิงตัน ดี.ซี.กล่าวว่า การสร้างธุรกิจสตาร์ตอัปนั้นเหมือนกับการฝึกวิ่งมาราธอน การนั่งฟังทฤษฎีการวิ่งไม่สามารถทำให้ใครวิ่งเข้าเส้นชัยได้ วิธีเดียวที่จะสำเร็จคือต้องสวมรองเท้าและออกไปวิ่งจริง
หลักสูตรนี้จึงถูกออกแบบมาให้มีความเข้มข้นสูง (Intensive) เปรียบเสมือนการฝึกซ้อมของนักกีฬามืออาชีพ ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเผชิญกับบททดสอบที่กดดัน โดยต้องจัดสรรเวลาประมาณ 25-30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อทำงานตามโจทย์ที่ได้รับมอบหมายในแต่ละสัปดาห์ (Weekly Sprints) ซึ่งสถิติที่ผ่านมาบ่งชี้ว่า จะมีผู้ผ่านการคัดเลือกจนจบหลักสูตรเพียง 30-40% เท่านั้น
ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่ดัชนีชี้วัดความล้มเหลว แต่เป็น “ตราแห่งเกียรติยศ” (Badge of Honor) ที่การันตีว่า ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากโครงการนี้ คือผู้ประกอบการที่มีความมุ่งมั่น (Commitment) มีวินัย และมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะดำเนินธุรกิจท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลกได้จริง โดยในระหว่างโครงการ ผู้ประกอบการจะต้องฝึกการนำเสนอผลงาน (Pitching) ตั้งแต่วันแรก และต้องรับฟังคำวิจารณ์เพื่อนำไปปรับปรุงธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
โอกาสพิเศษสำหรับ “ทีมไทยแลนด์” และความยั่งยืนทางธุรกิจ
รศ.ภญ.ดร.จิตติมา ลัคนากุล ผู้อำนวยการศูนย์กลางนวัตกรรมจุฬาฯ (CU Innovation Hub) ได้กล่าวถึงความพิเศษของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า โดยปกติแล้วการเข้าร่วมโครงการระดับโลกของ Founder Institute ผู้ประกอบการมักจะต้องแลกเปลี่ยนด้วยหุ้น (Equity) ของบริษัทให้กับทางสถาบัน แต่สำหรับโครงการนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เจรจาและให้การสนับสนุนเป็นกรณีพิเศษ ทำให้สตาร์ตอัปที่เข้าร่วมไม่ต้องเสียหุ้นให้กับโครงการ แต่ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์และการเข้าถึงเครือข่ายระดับโลกเช่นเดิม
นอกจากนี้ รศ.ภญ.ดร.จิตติมา ยังเน้นย้ำถึงความเปิดกว้าง (Inclusivity) ของโครงการ ที่ยินดีต้อนรับสตาร์ตอัปไทยจากทุกสถาบัน ไม่จำกัดเฉพาะนิสิตหรือบุคลากรของจุฬาฯ เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีของไทย (Thai Technology Trust) ให้เป็นที่ยอมรับในสายตานักลงทุนต่างชาติ และสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งให้กับประเทศไทยในระยะยาว เพื่อให้สตาร์ตอัปไทยรุ่นต่อไปเติบโตได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง
จากยูนิคอร์นสู่ธุรกิจที่จับต้องได้
แม้คำว่า “ยูนิคอร์น” จะเป็นความฝันของสตาร์ตอัปหลายราย แต่ทาง Founder Institute ให้ความสำคัญกับคำว่า “ความยั่งยืน” (Sustainability) มากกว่าการเติบโตแบบฉาบฉวย เป้าหมายของโครงการนี้จึงมุ่งเน้นการสร้างธุรกิจที่มีรากฐานมั่นคง มีลูกค้าจริง และมีรายได้จริง ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุดในการดำเนินธุรกิจ
โครงการ Chula-DC Silicon Startup Bridge จึงเป็นมากกว่าคอร์สเรียน แต่เป็นบทพิสูจน์ความตั้งใจจริงของผู้ประกอบการไทย ภายใต้การสนับสนุนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ Founder Institute เพื่อยกระดับ “ทีมไทยแลนด์” จากผู้เล่นในระดับท้องถิ่น สู่การเป็นผู้เล่นตัวจริงในสนามการค้าระดับโลก
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ชี้ชะตา 2026: ‘ร่างพ.ร.บ. สตาร์ตอัป’ เดิมพันสุดท้ายกู้ชีพวิกฤติทุนไหลออก
DGA อัปเกรดแอปฯ ‘ทางรัฐ’ เปิดตัว 5 ฟีเจอร์ใหม่ ช่วยประชาชนได้รวดเร็ว



