องค์กรชั้นนำด้านข้าวและนวัตกรรมผนึกกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ข้าวไทย” ฝ่าวิกฤติความผันผวนของโลกและกระแสความเปลี่ยนแปลง โดยน้อมนำแนวทางพระราชดำรัสมาเป็นหลักคิดในการปรับตัว มุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมขั้นสูงและเทคโนโลยีชีวภาพสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำเพื่อสิ่งแวดล้อม การแปรรูปสู่ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และเวชสำอาง ไปจนถึงการสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพื่อแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรอย่างยั่งยืน พร้อมเตรียมเปิดเวทีประกวดนวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2569 เฟ้นหาผลงานที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพและสังคมเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีสากล
ทางรอดเดียวคือ “สู้” ด้วยนวัตกรรม

ในสถานการณ์โลกปัจจุบันที่มีความผันผวนอย่างรุนแรง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษโดยเน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญเรื่อง “ความเปลี่ยนแปลง” และ “ความอยู่รอด” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำรงอยู่ของสังคมไทยในยุคนี้ โดยท่านได้ย้อนรำลึกไปถึงจุดเริ่มต้นของมูลนิธิข้าวไทยฯ เมื่อปีพุทธศักราช 2543 ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานเงินทุนตั้งต้นจำนวน 500,000 บาท พร้อมกับพระราชกระแสรับสั่งที่มีความยาวเพียง 13 บรรทัด แต่กลับแฝงนัยสำคัญที่ทรงพลังและเป็นความจริงที่ประจักษ์ชัดในปัจจุบัน
สิ่งที่น่าสังเกตอย่างยิ่งในพระราชกระแสรับสั่งนั้นคือ ทรงเน้นย้ำคำว่า “การเปลี่ยนแปลง” ถึง 3 ครั้ง โดยปรากฏอยู่ในทุก ๆ 4 บรรทัด ซึ่งเนื้อหาใจความสำคัญได้เตือนสติให้คนไทยตระหนักถึงการรู้เท่าทันกระแสโลกาภิวัตน์ที่มีทั้งด้านบวกและด้านลบ โดยทรงแนะให้เราต้อง “รู้เท่าทัน” มิใช่เพียงแค่ไหลไปตามกระแสเท่านั้น นอกจากนี้ ยังทรงชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาจากปัจจัยทั้งภายนอกและภายใน และที่สำคัญคือความเปลี่ยนแปลงในยุคนี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและฉับพลัน ครอบคลุมไปถึงวัตถุ วัฒนธรรม และประเพณีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดร.สุเมธ ได้ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์โลกในปัจจุบันสอดคล้องกับคำเตือนของพระองค์อย่างชัดเจน มนุษย์เรากำลังยืนอยู่บนทางแพร่งเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤต โดยมีทางเลือกเพียง 3 ทาง คือ สู้ หนี หรือ อยู่ร่วมกัน ซึ่งแต่ละทางเลือกนั้นต้องการการเตรียมพร้อมที่แตกต่างกัน
“หากเราเลือกที่จะ “สู้” อาวุธสำคัญที่เราต้องมีคือพลังแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง แต่หากเลือกที่จะ “หนี” เราจำต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรามีแผนรองรับที่ดีพอหรือไม่ ดังเช่นบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ หรือวิกฤติฝุ่น PM 2.5 ที่ผู้คนพยายามอพยพจากเมืองหลวงไปพึ่งพิงอากาศที่เชียงใหม่ แต่กลับพบว่าปลายทางนั้นก็ประสบวิกฤติฝุ่นควันไม่ต่างกัน ส่วนทางเลือกสุดท้าย คือการ “อยู่ร่วมกัน” ซึ่งต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันข้อมูล และปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่อย่างชาญฉลาด”
บริบทของโลกในขณะนี้ไม่ได้มีเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังถูกซ้ำเติมด้วย “การเมืองที่เป็นพิษ” (Toxic Politics) และความเจ็บป่วยของระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก ที่แสดงออกมาในรูปแบบของความขัดแย้งข้ามทวีปและสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ในสภาวะเช่นนี้ ดร.สุเมธ ระบุว่า “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” คือรากฐานที่มั่นคงที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องของ “ความมั่นคงทางอาหาร” (Food Security)
บทเรียนจากวิกฤติโควิด-19 ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ประเทศที่มีความมั่งคั่งทางเงินตราแต่ขาดแคลนทรัพยากรอาหารนั้นประสบความล้มเหลว ในขณะที่ประเทศไทยสามารถรอดพ้นวิกฤตมาได้เพราะเรามีฐานทรัพยากรอาหารที่แข็งแกร่ง แม้ว่าเทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะก้าวหน้าไปเพียงใดและช่วยอำนวยความสะดวกได้มากแค่ไหน แต่ในความเป็นจริงแล้ว AI ไม่สามารถทดแทนข้าวปลาอาหารซึ่งเป็นปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ได้
ดังนั้น หนทางแห่งการอยู่รอดของข้าวไทยและการเกษตรไทยจึงอยู่ที่การเลือกที่จะ “สู้” ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม ดร.สุเมธ ได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม คือการนำ “ปลายข้าว” มาผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นแผ่นซับเลือดสำหรับใช้ในการผ่าตัดช่องท้อง นวัตกรรมนี้สามารถเพิ่มมูลค่าจากวัตถุดิบเดิมได้นับพันเท่า อีกทั้งยังมีต้นทุนต่ำกว่าวัสดุที่นำเข้าจากต่างประเทศถึงร้อยละ 100 กรณีศึกษานี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้นวัตกรรมเพื่อพลิกโฉมข้าวไทย ให้สามารถก้าวทันความเปลี่ยนแปลงและยืนหยัดอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน
NIA ปั้น “ระบบนิเวศนวัตกรรม” แก้โจทย์เกษตรกร
ในด้านบทบาทของหน่วยงานภาครัฐ ในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรม ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่มีความหลากหลายทางสายพันธุ์ และข้าวไทยได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นข้าวที่อร่อยที่สุดและสร้างความอุ่นใจทุกครั้งที่ได้รับประทาน แต่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวยังคงเผชิญกับวิกฤตความยากจนและแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงลิ่ว ทั้งค่าปุ๋ยและสารเคมี ซึ่งสะท้อนให้เห็นช่องว่างขนาดใหญ่ในห่วงโซ่อุปทานที่ “นวัตกรรม” จำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทในการแก้ไข
ผู้อำนวยการ NIA เปรียบระบบนิเวศนวัตกรรมข้าวเป็นเสมือน “สเปกตรัมสีรุ้ง” (Rainbow Spectrum) ที่มีความหลากหลายมิติและต้องอาศัยการบูรณาการข้ามศาสตร์ ไม่ใช่เพียงมิติใดมิติหนึ่ง โดยมี NIA ทำหน้าที่เชื่อมโยงหน่วยงานพันธมิตรทั้งระบบ ได้แก่ กรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ดูแลเรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อยกระดับมูลค่าข้าว กรมการข้าวและกรมวิชาการเกษตรที่ดูแลเรื่องสายพันธุ์ ไปจนถึงภาคเอกชนและสถาบันวิจัยที่นำเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) มาใช้แปรรูปผลผลิต
ปัจจุบัน NIA ได้เร่งผลักดันโครงการที่เป็นรูปธรรมเพื่อแก้ปัญหา Pain Point ของเกษตรกรและสร้างความยั่งยืน ประกอบด้วยการส่งเสริมนวัตกรรมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) ซึ่ง NIA ได้รับทุนสนับสนุนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ในการส่งเสริมเทคโนโลยีการปลูกข้าวที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซมีเทน โดยปัจจุบันได้ขยายผลครอบคลุมพื้นที่กว่า 10 จังหวัด ทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและกรุงเทพมหานคร เพื่อตอบโจทย์เทรนด์โลกด้านสิ่งแวดล้อม
ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีโดรนเพื่อการเกษตร (Agri-Tech) ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการแปลงนา โดย NIA ใช้โมเดลการสนับสนุนงบประมาณในรูปแบบ “คนละครึ่ง” เพื่อช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้เกษตรกรในการใช้บริการโดรน ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้วในพื้นที่จังหวัดอยุธยา อ่างทอง และสิงห์บุรี รวมถึงการส่งเสริมนวัตกรรมหลังการเก็บเกี่ยวและการแปรรูป ด้วยการส่งเสริมเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ (Packaging) เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาและคงคุณภาพข้าว รวมถึงการแปรรูปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น วัสดุทางการแพทย์ เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ทดแทนแป้ง เพื่อให้ข้าวไทยเข้าไปอยู่ในทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค
“ประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็น ‘ชาตินวัตกรรม’ (Innovation Nation) ไม่ได้เลย หากปราศจากข้าวไทย” ดร.กริชผกา กล่าวทิ้งท้าย โดยเน้นย้ำว่ารางวัลนวัตกรรมข้าวไทยตลอด 18 ปีที่ผ่านมา คือเครื่องยืนยันว่าข้าวไทยมีศักยภาพในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และ NIA พร้อมที่จะผลักดันให้ข้าวไทยยืนหนึ่งในเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ
ทั้งนี้ NIA ได้ให้การสนับสนุนโครงการนวัตกรรมจากข้าวไปแล้วกว่า 100 โครงการ มูลค่าการสนับสนุนรวมกว่า 50 ล้านบาท และก่อให้เกิดการลงทุนต่อยอดในระบบเศรษฐกิจกว่า 392 ล้านบาท
ข้าวไทย2026: โอกาสรุกตลาดนวัตกรรมโลก
สำหรับการคาดการณ์ในปี 2026 มูลค่าของอุตสาหกรรมข้าวทั่วโลกมีแนวโน้มขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ คิดเป็นมูลค่าราว 43.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของข้าวที่ไม่ได้เป็นเพียงอาหารหลักของประชากรโลกอีกต่อไป โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงครองสถานะเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดต่อเนื่องจากปี 2025 ในขณะที่ภูมิภาคอเมริกาเหนือจัดเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุด ซึ่งเป็นผลมาจากกระแสนิยมในเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารทางเลือก
โอกาสในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าของข้าวไทยสามารถทำได้ในหลากหลายมิติ เริ่มต้นที่ตลาดข้าวฟังก์ชันนัลและโภชนาการเชิงป้องกัน ซึ่งพบว่าคนไทยกว่าร้อยละ 35 ได้เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพื่อจัดการกับระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอล ส่งผลให้ข้าวสายพันธุ์ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง อาทิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด รวมถึงข้าวที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low-GI) ได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคเขตเมือง
นอกจากนี้ ปัจจัยด้านสังคมผู้สูงอายุและนวัตกรรมอาหารเฉพาะกลุ่มยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยเน้นไปที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวซึ่งย่อยง่ายและมีสารอาหารเสริมเพื่อป้องกันโรคเฉพาะทาง เช่น โรคหัวใจและโรคสมองเสื่อม ควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์กลุ่มรำข้าวสกัดและข้าวเพาะงอกที่กำลังถูกนำมาใช้ในเชิงโภชนเภสัช (Nutraceuticals) ซึ่งมีอัตราการเติบโตมากกว่าร้อยละ 8 ต่อปี ในขณะเดียวกัน โปรตีนทดแทนจากโปรตีนข้าวก็ได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้และสามารถย่อยได้ง่ายกว่าโปรตีนจากถั่วเหลืองหรือนม โดยปัจจุบันพบว่าผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์กว่าร้อยละ 21 เริ่มหันมาใช้โปรตีนข้าวเป็นสารยึดเกาะเพื่อลดการพึ่งพาถั่วเหลือง
ท้ายที่สุดคือนวัตกรรมความงามและเครื่องสำอางจากข้าว ซึ่งนับเป็นตลาดใหม่ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมหาศาลจากสารสกัดข้าว ดังจะเห็นได้จากเทรนด์การใช้รำข้าวหมักในการดูแลผิวพรรณและเส้นผมที่กำลังเป็นกระแสไปทั่วเอเชีย ซึ่งประเทศไทยเองก็เริ่มมีบทบาทในส่วนนี้ผ่านการสร้างแบรนด์ระดับพรีเมียมและการเลือกใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นด้วยเช่นเดียวกัน
ความสำเร็จ 17 ปีสู่โจทย์ท้าทายใหม่ปี 69
ดรุณี เอ็ดเวิร์ดส เลขาธิการมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า เส้นทางการจัดการประกวดนวัตกรรมข้าวไทยตลอด 17 ครั้งที่ผ่านมา ระหว่างปี 2550 ถึง 2568 เปรียบเสมือนกระจกสะท้อนพัฒนาการของนวัตกรรมข้าวไทย โดยมีผลงานส่งเข้าประกวดรวมทั้งสิ้น 821 ชิ้นงาน และมีผู้ผ่านการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลไปแล้วจำนวน 92 ชิ้นงาน เมื่อจำแนกตามหมวดหมู่พบสถิติที่น่าสนใจคือ กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารมีสัดส่วนสูงสุดถึง 448 ชิ้นงาน สะท้อนให้เห็นว่าข้าวยังคงเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารไทย รองลงมาคือกลุ่มเครื่องสำอางและเวชสำอาง จำนวน 256 ชิ้นงาน ตามด้วยกลุ่มอื่น ๆ 41 ชิ้นงาน กลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์ 21 ชิ้นงาน และกลุ่มกระบวนการผลิต 5 ชิ้นงาน ตามลำดับ
เลขาธิการมูลนิธิฯ ได้ชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการที่ก้าวกระโดด โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องสำอางที่ในช่วงแรกมักเป็นผลิตภัณฑ์พื้นฐาน เช่น สบู่หรือแชมพูจากข้าว แต่ในระยะหลังได้พัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเวชสำอางที่มีภาพลักษณ์ทันสมัยและมูลค่าสูง จุดเด่นสำคัญของผลงานในช่วงหลังคือการนำวิทยาศาสตร์ขั้นสูง (Deep Science) เข้ามาเป็นหัวใจหลักในการพัฒนา ผลงานที่ส่งเข้าประกวดจึงไม่ได้ขายเพียงความคิดสร้างสรรค์ แต่ต้องผ่านการตรวจวิเคราะห์คุณสมบัติทางห้องปฏิบัติการ (Lab Test) ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย เพื่อยืนยันประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และความปลอดภัย ซึ่งเป็นการการันตีว่านวัตกรรมนั้นมีคุณค่าอยู่จริง ไม่ใช่เพียงแค่การปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ภายนอกเท่านั้น
สำหรับการประกวดนวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2569 คณะกรรมการได้กำหนดกรอบการพิจารณาที่เข้มข้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์โลกยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นเรื่องสุขภาพและสังคมเป็นสำคัญ เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 19 มิถุนายน 2569 แบ่งการประกวดออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรม และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญคือการสร้างมูลค่าและคุณค่าที่ต้องยกระดับผลิตภัณฑ์ให้เหนือกว่ามาตรฐานเดิม ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนต้องเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่น
นอกจากนี้ ผลงานต้องผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยจากหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารเสริมและเวชสำอางที่มุ่งเน้นการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นเทรนด์สุขภาพระดับโลก รวมถึงต้องให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยนวัตกรรมที่ดีต้องไม่สร้างผลกระทบเชิงลบและต้องช่วยขับเคลื่อนความยั่งยืน
ทั้งนี้ การตัดสินผลงานจะมีขึ้นในเดือนสิงหาคม และจะมีพิธีมอบรางวัลในวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ซึ่งตรงกับวันนวัตกรรมแห่งชาติ โดยผู้ชนะเลิศอันดับ 1 ของทั้งสองประเภทจะได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุด คือ โล่พระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล ซึ่งถือเป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพและความสง่างามของนวัตกรรมข้าวไทยบนเวทีระดับประเทศ
ผู้ที่สนใจสามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ทั้งผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าวหรือกระบวนการผลิตข้าว ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – วันที่ 30 มิถุนายน 2569
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Qualcomm x Green IO ใช้ Hybrid AI สู้ฝุ่น PM 2.5 หนุนเมืองอัจฉริยะ
‘เอกนิติ’ นำทีมไทยลุยดาวอสวันแรก ถกธนาคารโลก-ยักษ์เทคฯ เร่งลงทุนดิจิทัลและ AI ในไทย



