Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

อว.-NIA ปิดหลักสูตร PPCIL รุ่น 8 ดัน 5 ข้อเสนอนวัตกรรมเชิงนโยบาย แก้ปัญหาโครงสร้างประเทศ

อว.-NIA ปิดหลักสูตร PPCIL รุ่น 8 ดัน 5 ข้อเสนอนวัตกรรมเชิงนโยบาย แก้ปัญหาโครงสร้างประเทศ

ทารกไทยที่เกิดในปีนี้ กำลังเติบโตขึ้นในประเทศที่มีอัตราเจริญพันธุ์รวมเหลือเพียง 1.0 หมายความว่าหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ประชากรไทยจะลดลงครึ่งหนึ่งในทุกรุ่น และนี่เป็นเพียงหนึ่งในโจทย์เชิงโครงสร้างหลายข้อที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA นำมาเป็นโจทย์ตั้งต้นของหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านนวัตกรรมสำหรับกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ภาครัฐและเอกชน (Public and Private Chief Innovation Leadership หรือ PPCIL) รุ่นที่ 8 ซึ่งเพิ่งจัดพิธีปิดและนำเสนอผลงานไปเมื่อเร็ว ๆ นี้

ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่รายงานวิชาการที่จบแค่บนเวที แต่เป็นข้อเสนอนวัตกรรมเชิงนโยบายจำนวน 5 เรื่อง ที่ผ่านการกลั่นกรองจากปัญหาจริงของประเทศ ตั้งแต่เรื่องใกล้ตัวอย่างการมีลูกและสุขภาพจิตเด็ก ไปจนถึงเรื่องไกลตัวอย่างการวางตำแหน่งประเทศไทยในตลาดสุขภาวะโลก

 เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีนวัตกรรมเชิงนโยบาย

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายด้าน ทั้งโครงสร้างประชากร การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน การแข่งขันทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตของประชาชน ปัญหาเหล่านี้เกี่ยวโยงกันจนไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งเพียงลำพัง

“การรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ไม่สามารถอาศัยเพียงนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี แต่จำเป็นต้องมีนวัตกรรมเชิงนโยบายที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ไปสู่การออกแบบนโยบายและการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบได้อย่างเป็นรูปธรรม” ดร.กริชผกา กล่าว

ด้วยความเชื่อว่าระบบนวัตกรรมของประเทศต้องเริ่มจากการพัฒนาผู้นำ การสร้างเครือข่าย และการส่งเสริมกระบวนการคิดเชิงนโยบาย หลักสูตร PPCIL จึงไม่ได้ออกแบบมาเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้นำจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ได้เรียนรู้ร่วมกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมออกแบบนวัตกรรมเชิงนโยบายที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้จริง

13 สัปดาห์ 3 ขั้นตอน จากรากปัญหาสู่การทดสอบในพื้นที่จริง

กว่าจะตกผลึกเป็นข้อเสนอทั้ง 5 เรื่อง ผู้เข้าอบรม PPCIL รุ่นที่ 8 ต้องผ่านกระบวนการต่อเนื่องตลอด 13 สัปดาห์ ที่ออกแบบมาให้ผู้นำจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ประยุกต์ใช้แนวคิด Policy Innovation, Systems Thinking และ Cross-sector Collaboration ในการออกแบบนโยบายสาธารณะ

ดร.อุรัจฉวี อุณหเลขกะ จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ระบุว่า ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับการบ่มเพาะกระบวนการคิดอย่างเข้มข้นทั้งสามด้าน คือ Policy thinking, System thinking และ Future thinking เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ปัญหาได้อย่างถ่องแท้ ก่อนจะนำไปสู่การออกแบบทางแก้ที่ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

อ.ประดิษฐ์ รัตนวิจิตราศิลป์ อาจารย์พิเศษจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์องค์กร อธิบายเส้นทางการเรียนรู้ตลอดหลักสูตรว่าแบ่งออกเป็นสามขั้นตอนหลัก เริ่มจากการค้นหารากของปัญหาในระดับโครงสร้างและมองหาคุณค่าร่วม จากนั้นจึงมองภาพอนาคตเพื่อประเมินทางเลือกและลดอคติ ก่อนจะนำนโยบายที่ออกแบบไว้ไปทดสอบกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่จริง ซึ่งบางกลุ่มทดสอบกระบวนการนี้มากกว่า 10 รอบ กว่าจะได้ข้อเสนอที่ผ่านการตกผลึก

“ผู้เข้าอบรมได้ใช้เครื่องมือสำคัญ 5 อย่าง ได้แก่ การวิเคราะห์ปัญหาเชิงระบบ การวิเคราะห์คุณค่าร่วม การมองอนาคต การตัดสินใจเพื่อเลือกเจตนารมณ์นโยบาย และการสร้างกลไกขับเคลื่อน รวมถึงเครื่องมือเสริมอย่าง Stakeholder Engagement และ Policy Canvas” อ.ประดิษฐ์ กล่าว ก่อนอธิบายเพิ่มเติมว่าข้อเสนอที่ขึ้นเวทีนำเสนอทั้งหมดถูกประเมินจากหกด้าน ได้แก่ ความใหม่ของกระบวนการนวัตกรรม การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและระบบ ความสอดคล้องกันของกลไกในนโยบาย ความเหมาะสมกับบริบทสังคมไทย การสร้างระบบนิเวศและความร่วมมือ และการสื่อสารนโยบายที่สามารถโน้มน้าวผู้มีส่วนร่วมได้

จากปัญหาใกล้ตัวถึงเป้าหมายระดับโลก 5 ข้อเสนอที่ตกผลึกจากหลักสูตร

ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของหลักสูตรในปีนี้คือข้อเสนอนวัตกรรมเชิงนโยบายจำนวน 5 เรื่อง ที่วิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้างและออกแบบแนวทางแก้ไขที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง โดยครอบคลุม 3 ด้านของการพัฒนาประเทศ ได้แก่ การพัฒนาทุนมนุษย์ 3 ข้อเสนอ การยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ 1 ข้อเสนอ และการสร้างเศรษฐกิจสุขภาวะ 1 ข้อเสนอ

Viking: เมื่อรัฐต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็น “รัฐสถาปนิก” ของครอบครัวไทย

จุดเริ่มต้นของปัญหาที่ใกล้ตัวคนไทยที่สุดคือวิกฤติเด็กเกิดน้อย อัตราเจริญพันธุ์รวมของประเทศไทยอยู่ที่เพียง 1.0 ซึ่งหมายความว่าประชากรไทยจะลดลงครึ่งหนึ่งในทุกรุ่น กลุ่ม Viking เสนอให้เปลี่ยนบทบาทของรัฐจากผู้จัดสรรสวัสดิการแบบกระจัดกระจาย มาเป็น “รัฐสถาปนิก” ที่ออกแบบระบบและโครงสร้างเพื่อสนับสนุนการสร้างครอบครัวอย่างเป็นระบบ ผ่านสามยุทธศาสตร์

ยุทธศาสตร์แรก คือการส่งเสริมเสรีภาพในการมีบุตรสำหรับทุกคนที่พร้อม โดยไม่จำกัดเพศหรือวัย รวมถึงการปลดล็อกกฎหมายอุ้มบุญและการส่งเสริมเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ยุทธศาสตร์ที่สองมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการออกแบบเมืองแนวคิด 15-Minute City ที่เดินทางเข้าถึงสิ่งจำเป็นได้รวดเร็ว พร้อมจัดสรรสวัสดิการรัฐใหม่ให้รวมศูนย์และเข้าถึงง่ายตามช่วงวัยของเด็ก และยุทธศาสตร์ที่สามว่าด้วยความยั่งยืนทางการเงิน ผ่านการจัดตั้งกองทุนระหว่างรุ่นที่เก็บเงินจากธุรกิจซึ่งใช้ทรัพยากรของชาติอย่างหนักหรือก่อมลพิษ เพื่อนำมาตั้งเป็นกองทุน “Baby Boy Saving” ที่ร่วมลงทุนกับครอบครัวและจ่ายเงินปันผลให้เด็กจนถึงอายุ 18 ปี โดยข้อเสนอนี้จะเริ่มดำเนินการในรูปแบบ Sandbox ตามเมืองนำร่องที่มีบริบทแตกต่างกัน ก่อนขยายผลในระดับประเทศ

Voyager: เมื่อเด็กไทยเติบโตมากับหน้าจอ แต่ระบบดูแลใจกลับแยกส่วนกัน

ควบคู่กับปัญหาเด็กเกิดน้อย คือคำถามว่าเด็กที่เกิดมาแล้วได้รับการดูแลด้านจิตใจดีเพียงพอหรือไม่ กลุ่ม Voyager ชี้ว่า เยาวชนไทยที่เติบโตมากับหน้าจอและโซเชียลมีเดียกำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิตอย่างมีนัยสำคัญ โดยการฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุการตายอันดับสามของเยาวชนไทย และมีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษากว่าแสนคน ทั้งที่ผ่านมามีโครงการดูแลเยาวชนจำนวนมาก แต่ปัญหาคือแต่ละหน่วยงานต่างทำงานแบบแยกส่วนกัน ไม่มีระบบใดเชื่อมโยงกลไกเหล่านี้เข้าด้วยกัน

กลุ่ม Voyager จึงเสนอ National Operating Resilience Model หรือ NORM ระบบปฏิบัติการระดับชาติที่เชื่อมทุกกลไกรอบตัวเด็กให้ทำงานสอดประสานกัน โดยวางน้ำหนักไปที่การส่งเสริมและป้องกันมากกว่าการรอให้ป่วยแล้วจึงรักษา ผ่านการอัปสกิลผู้ใหญ่รอบตัวเด็กให้เข้าใจการเสริมแรงเชิงบวกและสังเกตพฤติกรรม การปรับค่านิยมทางสังคมให้มองว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติและกล้าขอความช่วยเหลือ ตลอดจนการสร้างเส้นทางเข้ารับบริการที่ชัดเจนโดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นแกนหลัก

Chang’e: เมื่อทักษะที่พัฒนาแล้ว ไม่เคยแปลงเป็นค่าจ้างที่สูงขึ้น

หากปัญหาเด็กเกิดน้อยและสุขภาพจิตเด็กคือโจทย์ระยะยาวของประเทศ ปัญหาแรงงานในวันนี้คือโจทย์เร่งด่วนที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ กลุ่ม Chang’e ชี้ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องผลักดันตัวเองออกจากการแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงานต่ำ ไปสู่การแข่งขันด้วยทักษะ เทคโนโลยี และผลิตภาพ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต แต่ปัญหาสำคัญคือมาตรการพัฒนาทักษะที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ได้เชื่อมโยงกับค่าตอบแทนและการเติบโตในสายอาชีพ ทำให้แรงงานไม่มีแรงจูงใจจะพัฒนาตนเอง

ทางออกที่กลุ่ม Chang’e เสนอคือระบบนิเวศที่เรียกว่า Competency Value Ecosystem ซึ่งเชื่อมโยง 3 แกนหลักเข้าด้วยกัน คือ ภาคอุตสาหกรรมในฐานะผู้กำหนดมาตรฐานสมรรถนะ ภาคแรงงานในฐานะผู้พัฒนาตนเองและมีโปรไฟล์สมรรถนะที่ใช้ต่อรองค่าจ้างได้จริง และโครงสร้างการพัฒนาคนผ่านระบบการศึกษาและการประเมิน โดยทั้งหมดทำงานอยู่บน Workforce Intelligent Platform ที่ช่วยให้ทุกฝ่ายเห็นข้อมูลความต้องการของตลาดตรงกัน เปิดทางให้แรงงานเติบโตในสายงานเดิมหรือเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

Millennium Falcon: งานวิจัยไทยที่ติดอยู่บนหิ้ง มากกว่าจะไปถึงตลาด

เมื่อขยับจากคนไปสู่ระบบ อีกหนึ่งจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่กลุ่ม Millennium Falcon หยิบยกขึ้นมาคือระบบนิเวศงานวิจัยของไทย ที่งานวิจัยจำนวนมากไม่สามารถข้ามผ่านช่วงรอยต่อไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง ขณะที่งบวิจัยของประเทศยังคงต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ร้อยละ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความไม่สอดคล้องกันของระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมักทำวิจัยในระดับความพร้อม 1 ถึง 1.5 ขณะที่ภาคเอกชนต้องการงานวิจัยที่อยู่ในระดับความพร้อม 6 ถึง 9 ซึ่งใกล้พร้อมใช้งานจริงมากกว่า อีกทั้งยังมีความล่าช้าในขั้นตอนของภาครัฐเข้ามาซ้ำเติม

กลุ่มจึงเสนอการปฏิรูปด้วยยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า 3P เริ่มจาก People การปรับระบบประเมินนักวิจัยให้สอดคล้องกับความถนัด ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยเชิงวิชาการ เชิงพาณิชย์ หรือบริการวิชาการ เลิกบังคับให้นักวิจัยต้องทำทุกอย่างในคนเดียว พร้อมปรับการให้ทุนให้เป็นระยะยาวขึ้นและเพิ่มหลักสูตรเสริมความรู้ด้านธุรกิจ การตลาด และกฎหมาย ต่อด้วย Process การบูรณาการทำงานข้ามหน่วยงานเพื่อลดความซับซ้อนและเร่งรัดกระบวนการจดสิทธิบัตรและการขอรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งปี และปิดท้ายด้วย Partnership การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และฐานข้อมูลเพื่อเปิดเผยความต้องการระหว่างนักวิจัยและภาคธุรกิจให้เห็นตรงกัน พร้อมสร้างระบบผู้ประสานงานโครงการที่ช่วยเชื่อมการทำงานให้เกิดผลจริง

Apollo: ผลักดันความเป็นไทยสู่ตลาดสุขภาวะโลกมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปิดท้ายด้วยข้อเสนอที่มองไกลออกไปสู่เวทีเศรษฐกิจโลก กลุ่ม Apollo มองว่าอุตสาหกรรม Wellness ของไทย ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพ การท่องเที่ยว นวัตกรรม และเศรษฐกิจ มีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับตลาดโลกซึ่งมีมูลค่ากว่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัญหาหลักที่ประเทศไทยเผชิญอยู่คือการขาดการเชื่อมโยงนโยบาย มาตรฐาน และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทางออกที่เสนอคือการสร้าง National Wellness Engine ผ่านสี่กลไก เริ่มจาก Wellness Governance การปรับบทบาทหน่วยงานให้ดูแลแผนแม่บทและเชื่อมโยงงบประมาณร่วมกันผ่าน Intelligent Platform ตามด้วย National Evidence Platform การแปลงภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลายเป็นหลักฐานอ้างอิงระดับสากล ผ่าน Living Lab และการวัดผลจากผู้ใช้งานจริง จากนั้นคือ Standardization การพัฒนามาตรฐานเพื่อยกระดับอัตลักษณ์ความเป็นไทยให้มีระบบรองรับที่ชัดเจน และปิดท้ายด้วย Wellness Together การเชื่อมโยงเครือข่ายระดับภูมิภาคผ่าน ASEAN+3 Wellness เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมร่วมกัน นโยบายนี้ตั้งเป้าสร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 5 แสนล้านบาท กระจายรายได้สู่ภูมิภาค และลดต้นทุนทางสุขภาพของประเทศลงได้ถึงร้อยละ 17

จากต้นแบบนโยบาย สู่การทดลองใช้จริง

ดร.กริชผกา กล่าวว่า ข้อเสนอทั้ง 5 เรื่องไม่ได้เป็นเพียงผลงานของผู้เข้าร่วมหลักสูตร แต่เป็นต้นแบบของนโยบายที่สามารถต่อยอดผ่านความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม โดย NIA จะทำหน้าที่เป็น Platform Builder และ Policy Innovation Platform เชื่อมโยงองค์ความรู้ นักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคมเข้าด้วยกัน เพื่อเร่งให้ข้อเสนอที่มีศักยภาพต่อยอดสู่การทดลองเชิงนโยบายในรูปแบบ Policy Sandbox การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และการผลักดันสู่การใช้ประโยชน์จริงในลำดับถัดไป

“ความสำเร็จของ PPCIL ไม่ได้วัดจากจำนวนผู้สำเร็จการอบรม แต่คือการสร้างผู้นำที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เข้ากับการกำหนดนโยบายสาธารณะ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของประเทศ” ดร.กริชผกา กล่าวทิ้งท้าย พร้อมย้ำว่า การแข่งขันของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณทรัพยากรที่มีอยู่ แต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้างคน สร้างนโยบาย และสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์อนาคต

ทั้ง 5 ข้อเสนอจากหลักสูตร PPCIL รุ่นที่ 8 จะเข้าสู่กระบวนการศึกษาความเป็นไปได้ในการต่อยอดร่วมกับหน่วยงานเจ้าภาพและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในลำดับถัดไป เพื่อประเมินว่าแนวทางใดจะถูกนำไปทดลองใช้จริงในรูปแบบ Policy Sandbox ก่อนขยายผลสู่การกำหนดนโยบายระดับประเทศ และหากข้อเสนอเหล่านี้เดินหน้าไปได้จริงตามที่วางไว้ คำถามที่น่าติดตามต่อจากนี้ คือประเทศไทยจะใช้เวลานานเท่าใด กว่าต้นแบบนโยบายบนเวทีจะกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่คนไทยสัมผัสได้ในชีวิตจริง

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

BCG เปิดเหตุผล CEO ทั่วโลกยอมทุ่มงบ AI ปี 69 เท่าตัว ท่ามกลาง 4 โจทย์ท้าทายองค์กร

Google Cloud ชู ‘AI Ready’ ผสานความปลอดภัย ดัน Agentic AI ลุยงานจริงในองค์กร

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar