คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก มูลค่ารวมประมาณ 23,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่และศูนย์กระจายสินค้า โดยมุ่งหมุดให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักของกาแฟเนสท์เล่ในภูมิภาคอาเซียน พร้อมสร้างห่วงโซ่เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจด้วยการรับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรไทยมูลค่ากว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี
นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมบอร์ดบีโอไอ ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้อนุมัติโครงการสร้างโรงงานแห่งใหม่ของเนสท์เล่เพื่อผลิตกาแฟครบทุกประเภท ได้แก่ กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟผสม 3 in 1 และกาแฟกระป๋อง ภายใต้แบรนด์เนสกาแฟ (NESCAFÉ) มีกำลังการผลิตรวมกว่า 1.7 แสนตันต่อปี เพื่อรองรับตลาดในประเทศและภูมิภาค โครงการนี้จะตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอารยะ จังหวัดสมุทรปราการ และรวมการสร้างศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ในพื้นที่ โดยคาดว่าจะเริ่มเดินสายการผลิตได้ในช่วงปลายปี 2571
การขยายการลงทุนในครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการพบหารือระหว่างรองนายกรัฐมนตรี เอกนิติฯ และเลขาธิการบีโอไอ กับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ผู้รับผิดชอบธุรกิจภาคพื้นเอเชีย โอเชียเนีย และแอฟริกา ของเนสท์เล่ ในช่วงการประชุม World Economic Forum ณ เมืองดาวอส เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โรงงานแห่งใหม่นี้จะติดตั้งเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ทั้งระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมสร้างงานให้แก่บุคลากรไทยกว่า 520 ตำแหน่ง โดยเฉพาะในกลุ่มวิศวกรรม เทคโนโลยี และช่างเทคนิคเฉพาะทาง นอกจากนี้ จะมีการใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก ทั้งเมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบ รวมมูลค่ากว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยและยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป
ทั้งนี้ บริษัท เนสท์เล่ (Nestlé) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยในปี 2568 มีรายได้รวมทั่วโลกกว่า 3.7 ล้านล้านบาท สำหรับประเทศไทย ถือเป็นฐานยุทธศาสตร์ของเนสท์เล่ในกลุ่มประเทศอินโดจีน มีสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ที่ผ่านมามีการลงทุนต่อเนื่องในไทยแล้วกว่า 28,000 ล้านบาท ในกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารสัตว์เลี้ยง มีการจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 3,000 คน การลงทุนในโครงการใหม่นี้จึงเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของกลุ่มทุนระดับโลกที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทย
ด้าน นิคิล ชัญจ์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นตลาดหลักที่สำคัญของเนสท์เล่มานานกว่า 130 ปี โครงการลงทุนโรงงานผลิตกาแฟเทคโนโลยีสูงและศูนย์กระจายสินค้าในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและข้อผูกพันของเนสท์เล่ในการสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมของไทย โดยจะใช้ระบบ AI และเทคโนโลยีล่าสุดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน พร้อมทั้งสนับสนุนภาคเกษตรกรรมในท้องถิ่นผ่านการจัดหาวัตถุดิบหลักจากเกษตรกรไทย
นอกเหนือจากการลงทุนในภาคการผลิต เนสท์เล่ยังมีแผนพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟไทยตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การศึกษาสายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศประเทศไทย การสนับสนุนต้นกล้ากาแฟคุณภาพสูง การถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร และการส่งเสริมแนวทางการเพาะปลูกอย่างยั่งยืนเพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตและรายได้ ตลอดจนการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของไทย
“การตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่ของเนสท์เล่เพื่อตั้งฐานการผลิตกาแฟในไทย แสดงถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเป็นฐานการผลิตอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก โครงการนี้จะยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟของไทยทั้งระบบ ตั้งแต่การพัฒนาเกษตรกรต้นน้ำ การแปรรูปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์และการส่งออก” เลขาธิการบีโอไอ สรุป
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
โรงเรือนสั่งตัด ‘ปลูกสั่งได้ สารสำคัญสูง’ ไบโอเทค สวทช. ดันสมุนไพรไทยสู่ตลาดแสนล้าน
เปิดกลยุทธ์การตลาดบทใหม่ ใช้ AI ผสาน Humanity ทางรอดแบรนด์ยุคหน้า



