วงการครีเอทีฟและการตลาดไทยกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงเมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานเดิม ในงานสัมมนา The Story Thailand Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ The Future of AI: When Intelligence Meets Reality ณัฐพล ม่วงทำ เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน ได้ขึ้นเวทีแบ่งปันประสบการณ์จริงจากการใช้ Generative AI ในหัวข้อ “The Human Advantage: Creativity in the Age of AI” เกี่ยวกับแนวทางการปรับตัวของคนทำงานและนักบริหาร
นิยามใหม่ของครีเอทีฟ: จากผู้คิดไอเดียสู่ผู้เลือก “รสนิยม”
คุณณัฐพลระบุว่า ตนเองเพิ่งเริ่มใช้งาน AI อย่างจริงจังเมื่อประมาณ 3 เดือนก่อนหน้านี้ หลังจากได้ทดลองใช้และเห็นมุมมองใหม่ ๆ ในฐานะอดีตครีเอทีฟ คุณณัฐพลอธิบายว่า หน้าที่เดิมของครีเอทีฟคือการคิดไอเดียไปเรื่อย ๆ เพื่อให้เกิดความแปลกใหม่ ซึ่งคนทั่วไปมักจะคิดไอเดียในเรื่องเดิมได้ไม่เกิน 20 ครั้งก็เริ่มตัน และการคิดให้ได้ 10 ไอเดีย อาจต้องใช้เวลาทำงานถึง 3 ชั่วโมง
แต่ปัจจุบัน เทคโนโลยีอย่าง GPT สามารถสร้างไอเดียออกมาได้เป็นจำนวนร้อยรูปแบบภายในเวลาไม่กี่นาที เมื่อมูลค่าของความพยายามในการลงมือทำขั้นพื้นฐานลดลง การแข่งขันในยุคนี้จึงไม่ได้วัดกันที่ปริมาณไอเดียหรือความขยันในการลงมือทำอีกต่อไป แต่ย้ายไปอยู่ที่กระบวนการเลือกไอเดียที่ AI สร้างขึ้นมา โดยอาศัยรสนิยม (Taste) และอัตลักษณ์เฉพาะตัว (Personality) มนุษย์จึงเปลี่ยนบทบาทจาก Doer (ผู้ลงมือทำ) มาเป็น Director (ผู้กำกับ) ที่คอยสั่งงานและเลือกชิ้นงานที่ดีที่สุด
จากไอเดียสู่หน้าร้าน: ถอดสูตรไวรัล “Gen Y vs Gen Z” ด้วย Gen Meme

คุณณัฐพลได้นำแนวคิดคอนเทนต์เปรียบเทียบการตลาดระหว่างคนสองยุคจากต่างประเทศ มาถอดกระบวนการคิดและพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็น Custom GPT ในชื่อเครื่องมือว่า “Gen Meme”
กลไกการทำงานคือ เมื่อแบรนด์พิมพ์ชื่อและจุดขายของตัวเองลงไป AI จะสร้างเนื้อหาเปรียบเทียบระหว่าง Gen Y ที่เน้นความทางการและใช้ตัวหนังสือจำนวนมาก กับ Gen Z ที่ใช้คำสั้นพร้อมอีโมจิให้ทันที ระบบนี้ช่วยให้สเกลงานครีเอทีฟได้เป็นระบบ ส่งผลให้มีแบรนด์ต่าง ๆ เข้ามาใช้งานสร้างคอนเทนต์แล้วกว่า 5,000 แบรนด์
ปฏิวัติหลังบ้านด้วย Multi-Agent: เมื่อ AI สั่ง AI เพื่อตรวจงาน
นอกเหนือจากงานคอนเทนต์ คุณณัฐพลยังได้ปรับใช้ AI ในระบบการทำงานหลังบ้าน โดยใช้เครื่องมือ Claude Skill ป้อนบทความและผลงานเขียนของตัวเองในอดีตจำนวนกว่า 2,000 ชิ้น เพื่อให้ AI เรียนรู้ทักษะและสไตล์การเขียน ซึ่งใช้เวลาครึ่งชั่วโมงในการพัฒนาเป็น “Nattapon Writer Skill” ที่เขียนงานได้ใกล้เคียงกับตัวจริง 90-98% และได้ส่ง comment ข้อผิดพลาดกลับไปเพื่อให้ AI พัฒนาตัวเองต่อ
กระบวนการนี้ทำให้นำมาสู่การวางเวิร์กโฟลว์การทำงานอัตโนมัติในรูปแบบ Multi-Agent ที่ใช้ AI ทำงานประสานกันเอง 3 ตัว เริ่มต้นจาก Agent ตัวแรกทำหน้าที่เขียนงานเลียนแบบสไตล์ของคุณณัฐพล จากนั้นส่งต่อให้ Agent ตัวที่สองทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้อง คัดกรองข้อมูลบิดเบือน (Hallucination) และเช็กลิงก์ปลายทาง ก่อนจะส่งต่อไปยัง Agent ตัวสุดท้ายที่ทำหน้าที่ออกแบบภาพประกอบ โดยระบบจะทำงานร่วมกันจนเสร็จสิ้นก่อนส่งมาให้มนุษย์ตรวจสอบเป็นขั้นสุดท้าย
คุณณัฐพลระบุว่า วิธีนี้ช่วยเปลี่ยนจากการทำงานแบบเดิมที่ต้องรอตรวจแก้ไฟล์ไปมาระหว่างทีมงาน มาเป็นการทำงานร่วมกับ AI ที่สามารถโต้ตอบได้ทุกที่ทุกเวลา
ขยับแรงงานสู่งานมูลค่าสูง (High-Value Work)
ในด้านการบริหารองค์กร คุณณัฐพลประเมินว่า ในปัจจุบัน AI มีความสามารถทดแทนเนื้องานเดิมของพนักงานได้ประมาณ 50% อย่างไรก็ตาม แนวทางการปรับตัวคือการโยกย้ายทีมงานไปทำงานรูปแบบใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น บริษัทของตนเองได้นำ AI มาช่วยผลิตชิ้นงานและรูปภาพ แล้วเปลี่ยนให้ทีมงานไปทำวิจัยข้อมูลผ่านการสร้าง Knowledge Graph จาก Social Listening ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการทำงานจาก 3 เดือน ให้เหลือเพียง 1 เดือน
นอกจากนี้ ในบางบริบทองค์กรต้องยอมรับความจริงว่า ลูกค้าอาจปฏิเสธผลงานที่เขียนโดยทีมงานมนุษย์ แต่ยอมซื้อผลงานที่สร้างขึ้นโดย AI ที่ถูกถอดแบบมาจากสไตล์การเขียนและความเชี่ยวชาญของหัวหน้าองค์กรโดยตรง
บทสรุปคนทำงานยุค AI: อุตสาหะเท่าเดิมแต่ได้งานที่เฉียบคมขึ้น
คุณณัฐพลทิ้งท้ายข้อคิดสำหรับคนทำงานว่า ในวันที่มาตรฐานขั้นเฉลี่ย (Average Bar) ของผลงานถูกยกระดับขึ้นโดยอัตโนมัติด้วย AI คนส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้คำตอบแรกที่ระบบป้อนกลับมาเพื่อส่งงานให้เสร็จไว แต่คนที่จะสร้างความแตกต่างได้ คือคนที่ยังใช้เวลาเท่าเดิมในการทำงานร่วมกับ AI เพื่อรีดประสิทธิภาพของผลงานออกมาให้ดีที่สุด และสิ่งสำคัญคือ มนุษย์ยังคงต้องรับผิดชอบต่อผลงานนั้น 100% เพราะงานที่เผยแพร่ออกสู่สาธารณะล้วนมีชื่อและตัวตนกำกับอยู่เสมอ โดยไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ถอดรหัสยุทธศาสตร์ TEGH สู่ผู้นำ Bio-complex ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน
ศุภาลัยปั้น ‘Supalai PARC เอกมัย-พัฒนาการ’ ชูเทรนด์ Ready to Move ให้เห็นห้องจริงก่อนซื้อ
วีซ่ากางอินไซต์ ‘เศรษฐีใหม่เทคฯ’ เที่ยวซ้ำ-เวลเนสพุ่ง ชูไทยโมเดลประเทศแรกเปิด ‘Visa Destinations’



