ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การแข่งขันของธุรกิจการเงินมุ่งเน้นไปที่การดึงดูดใจผู้บริโภคที่เป็นมนุษย์ ผ่านการออกแบบสิทธิประโยชน์ บัตรเครดิต คะแนนสะสม และประสบการณ์การชำระเงินที่สะดวกรวดเร็ว ทว่าปัจจุบันกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวจากบทบาท “ผู้ช่วย” ไปสู่ “ผู้ลงมือทำ” หรือ AI Agent ที่มีศักยภาพในการค้นหาสินค้า เปรียบเทียบราคา ต่อรองเงื่อนไข และดำเนินการชำระเงินแทนเจ้าของบัญชีในอนาคต
การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อผู้มีอำนาจตัดสินใจในการใช้เงินและกติกาของธุรกิจการเงิน ในเวทีเทคโนโลยีระดับโลกปีนี้มีการพูดถึงคำว่า Intelligence Shift เพื่ออธิบายการเปลี่ยนผ่านของ AI จากเครื่องมือที่รอรับคำสั่งไปสู่ระบบวิเคราะห์ วางแผน และดำเนินงานแทนมนุษย์ จนได้รับนิยามว่าเป็นอินเตอร์เฟสใหม่ของทุกสิ่ง (The New Interface for Everything)
ในปัจจุบันเริ่มมีตัวอย่างการใช้งานจริงในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น ร้านอาหารใช้ AI วิเคราะห์และแจ้งเตือนความผิดปกติของร้าน, โรงพยาบาลใช้ติดตามอาการผู้ป่วยหลังกลับบ้าน, บริษัทเวชภัณฑ์ใช้คัดกรองโอกาสทางธุรกิจ และอุตสาหกรรมยานยนต์ใช้ AI เรียนรู้สถานการณ์จริงแบบเรียลไทม์ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า AI กำลังเข้ามาทำงานที่ต้องอาศัยการตัดสินใจของมนุษย์มากขึ้น โดยจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือวันที่ AI เริ่มต้นบทบาทในการใช้เงิน หรือการเกิดขึ้นของ Agentic Commerce
ในโมเดลการค้าแบบเดิม ผู้บริโภคต้องดำเนินการค้นหา เปรียบเทียบราคา และชำระเงินด้วยตนเอง แต่ในระบบ Agentic Commerce ผู้บริโภคเพียงระบุเป้าหมาย เช่น การหาตั๋วเครื่องบินและโรงแรมไปโตเกียวในงบประมาณที่กำหนดและใช้คะแนนสะสมให้คุ้มค่าที่สุด จากนั้น AI ของผู้ซื้อจะทำการวิเคราะห์ เปรียบเทียบ และเจรจากับ AI ของผู้ขายโดยตรงเพื่อชำระเงินโดยอัตโนมัติภายใต้สิทธิ์ที่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการเปลี่ยนรูปแบบจากการซื้อสินค้าโดยมนุษย์ไปสู่การตัดสินใจของ AI อย่างสมบูรณ์
เมื่อผู้ตัดสินใจเปลี่ยนไป ยุทธศาสตร์การแข่งขันของธุรกิจการเงินย่อมต้องเปลี่ยนตาม จากเดิมที่เป็นการแข่งขันแบบ Business-to-Consumer (B2C) จะแปรเปลี่ยนเป็น Business-to-Agent (B2A) เนื่องจาก AI จะไม่ตัดสินใจจากโฆษณาหรือความผูกพันต่อแบรนด์ แต่จะพิจารณาจากข้อมูลที่วัดผลได้จริง เช่น ราคา ค่าธรรมเนียม สิทธิประโยชน์ ความปลอดภัย ความเร็ว และเงื่อนไขบริการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งการออกแบบผลิตภัณฑ์ การตลาด การบริหารความเสี่ยง และการกำกับดูแล
นอกจากนี้ ปัจจัยสร้างความแตกต่างในยุค Agentic Commerce จะไม่ใช่เรื่องความรวดเร็วในการชำระเงิน แต่คือ ความไว้วางใจ (Trust) ระบบการเงินยุคใหม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน (Payment Infrastructure) ไปสู่ โครงสร้างพื้นฐานแห่งความไว้วางใจ (Trust Infrastructure) เพื่อรองรับการยืนยันตัวตน การกำหนดขอบเขตวงเงินและประเภทสินค้าที่ AI สามารถซื้อได้ การรับผิดชอบกรณีทำธุรกรรมผิดพลาด การเพิกถอนสิทธิ์ และการตรวจจับความผิดปกติแบบเรียลไทม์
สำหรับ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่าการเกิดขึ้นของ Agentic Commerce คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างพฤติกรรมผู้บริโภคและระบบชำระเงิน การติดตามพัฒนาการของ AI ในครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมการใช้จ่ายในอนาคต และออกแบบประสบการณ์ที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถควบคุมการตัดสินใจของ AI ได้อย่างปลอดภัยและโปร่งใส
เคทีซีประเมินว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การวัดผลความสำเร็จของธุรกิจการเงินจะไม่ใช่จำนวนธุรกรรมหรือความเร็วในการอนุมัติ แต่คือความสามารถในการสร้างระบบที่ทั้งคนและ AI ไว้วางใจในการทำธุรกรรมร่วมกันอย่างปลอดภัยและตรวจสอบได้ องค์กรที่จะชนะในศึกนี้จึงไม่ใช่องค์กรที่มี AI ที่ฉลาดที่สุด แต่คือองค์กรที่ได้รับความไว้วางใจจากระบบ AI และเจ้าของบัญชีในการทำธุรกรรมตามเจตนาที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นกติกาใหม่ที่ทุกภาคส่วนต้องเริ่มเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
The Story Forum 2026 ประกาศยุค ‘AI Realism’ ชี้ไทยต้องเลิกฝัน สร้างโมเดลแข่งบิ๊กเทค
AWS ชู Agentic AI ปลดล็อกธุรกิจไทยพ้นกับดัก AI พื้นฐาน ลดความเสี่ยงผูกขาดเทคโนโลยี



