ทรูมันนี่ ผู้ให้บริการทางการเงินดิจิทัลในเครือแอสเซนด์ มันนี่ ประกาศยกระดับเทคโนโลยีการชำระเงิน (PaymentTech) พร้อมเปิดตัวฟีเจอร์ “แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่” (Tap & Pay) ซึ่งเป็นระบบที่เปิดให้ผู้บริโภคสามารถแตะจ่ายเงินผ่านสมาร์ตโฟนได้โดยไม่ต้องผูกบัตรเครดิตเป็นครั้งแรกในประเทศไทย
วาง 4 ยุทธศาสตร์ PaymentTech เจาะตลาดผู้บริโภคยุคใหม่
มนสินี นาคปนันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาการชำระเงินดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คน ทั้งนี้ ความต้องการของผู้บริโภคกำลังยกระดับไปสู่บริการทางการเงินที่ฉลาด เข้าใจบริบท และไร้รอยต่อยิ่งขึ้น ทรูมันนี่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยี AI และความแข็งแกร่งของอีโคซิสเต็มส์มาเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทาง PaymentTech ปัจจุบัน ทรูมันนี่มียอดผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนแล้วในประเทศไทยมากกว่า 35 ล้านราย โดยโมเดลธุรกิจมีสัดส่วนรายได้หลักมาจากค่าธรรมเนียมคิดเป็น 80% ของรายได้ทั้งหมด
“จากนี้ไปความต้องการของผู้บริโภคจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่ความสะดวกของการจ่ายได้ แต่จะคาดหวังบริการทางการเงินที่ฉลาด เข้าใจบริบท และผสานเข้ากับวิถีชีวิตประจำวันยิ่งขึ้น ทรูมันนี่ เชื่อว่าอนาคตของการชำระเงินไม่เพียงแค่ต้องไร้รอยต่อ แต่ต้องผสานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนเพื่อช่วยยกระดับประสบการณ์การเงินที่ดีขึ้นให้แก่ผู้ใช้ได้”
สำหรับยุทธศาสตร์สำคัญ 4 ด้านในการก้าวสู่ผู้นำ PaymentTech ครั้งนี้ ประกอบด้วย นวัตกรรมการชำระเงินที่ไร้รอยต่อ (Frictionless Payment Solution) ที่มุ่งพัฒนาการแตะจ่าย การตั้งชำระเงินอัตโนมัติ และการดูแลเรื่องออม ลงทุน บริหารจัดการเงินครบจบในแอปเดียว
ด้านที่สองคือการเชื่อมต่อเครือข่ายพาร์ตเนอร์และอีโคซิสเต็มส์ที่แข็งแกร่ง (Connected Payment Solution) รองรับจุดรับชำระกว่า 7 ล้านจุดในไทย และขยายบริการผ่านความร่วมมือกับ Alipay+ ไปยังกว่า 220 ประเทศและเขตการท่องเที่ยวทั่วโลกในเร็ว ๆ นี้
ด้านที่สามคือการยกระดับความคุ้มค่าในการใช้จ่าย (Rewarding Ecosystem) ผลักดัน TrueMoney Coins ให้เป็น Loyalty Platform ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานรายบุคคลยิ่งขึ้น
และด้านสุดท้ายคือแพลตฟอร์มการเงินอัจฉริยะ (Intelligence Platform) นำ AI และข้อมูลมาพัฒนา Personalized Dashboard ปรับหน้าจอตามความสนใจรายบุคคล พร้อมเปิดตัวฟีเจอร์ Money Buddy ผู้ช่วยทางการเงินอัจฉริยะ
“อนาคตของการเงินจะไม่ไม่ได้เป็นการจ่ายเสมอไป แต่ต้องเป็นการจ่ายฉลาดด้วย จ่ายฉลาดคือ Application ที่เป็นเพื่อนที่รู้ใจ เข้าใจ และสามารถที่จะตอบสนองความต้องการในทุกบริบทของชีวิตของผู้ใช้ได้”
เปิดตัวระบบ “แตะจ่าย” 2 รูปแบบ รองรับเครือข่าย Closed-Open Loop
ธนรัฐ ธุวสุจิเรข ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด กล่าวว่า ฟีเจอร์แตะจ่ายนี้ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อแก้ปัญหาขั้นตอนของการสแกนจ่ายแบบเดิม โดยลดขั้นตอนเหลือเพียง 3 ขั้นตอนคือ ปลดล็อก ยืนยัน และแตะจ่ายสำเร็จ ภายในเวลาเพียง 6 วินาที
“ปัจจุบัน ผู้บริโภคจำนวนมากยังเจออุปสรรคที่ยุ่งยากกว่าจะชำระเงินสำเร็จ ตั้งแต่ปลดล็อกโทรศัพท์ เปิดแอปพลิเคชัน ไปยังหน้าชำระเงิน และสแกน การเปิดตัวฟีเจอร์แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่จะช่วยลดขั้นตอนในการชำระเงิน ให้รวดเร็ว และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่”
สำหรับความร่วมมือกับ Alipay+ และ Mastercard ในครั้งนี้ เป็นการเปิดตัวการแตะจ่ายพร้อมกัน 2 รูปแบบ
รูปแบบแรกคือ การแตะจ่ายที่เครื่อง BlueTap ซึ่งเป็นระบบ Closed Loop ชำระเงินผ่านตัวเครื่องสีส้มพร้อมแท่นแสงสีฟ้า รองรับทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ผ่านแอปทรูมันนี่ได้โดยตรงโดยไม่ต้องมีหรือผูกบัตรเครดิต ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้วที่ร้าน 7-Eleven และแบรนด์พันธมิตร เช่น White Story, After You, Shinkanzen และกาแฟพันธุ์ไทย โดยมีแผนขยายจุดให้บริการให้มากกว่า 50,000 จุดทั่วประเทศภายในเดือนกันยายน 2569 อีกทั้งยังมีแบรนด์ใน Pipeline ที่เตรียมเปิดเพิ่มเติม ได้แก่ สุกี้ตี๋น้อย และ KFC ซึ่งในส่วนโมเดลรายได้ทรูมันนี่จะเก็บค่าธรรมเนียมจากร้านค้าโดยตรง ในอัตราที่ต่ำกว่าค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตและบัตรเดบิตของธนาคารทั่วไป
รูปแบบที่สองคือ การแตะจ่ายที่เครื่อง EDC Contactless ซึ่งเป็นระบบ Open Loop ผ่านความร่วมมือกับ Alipay+ และ Mastercard ด้วยเทคโนโลยี Mastercard Wallet Pay ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเปิดใช้งานการชำระเงินแบบไร้สัมผัสผ่านแอปทรูมันนี่เพื่อแตะจ่ายกับเครื่อง EDC ที่มีสัญลักษณ์ Contactless ได้ทันทีโดยไม่ต้องสมัครบัตรเครดิต บริการนี้ไม่มีค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ใช้งาน สมัครใช้งานได้ง่ายภายในแอปในเวลาเพียง 20 วินาที รองรับจุดชำระเงินกว่า 900,000 จุดทั่วไทย และกว่า 150 ล้านจุดใน 220 ประเทศทั่วโลก โดยเริ่มเปิดให้บริการแก่ผู้ใช้ Android ก่อนตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ส่วนระบบ iOS อยู่ในระหว่างการพัฒนาเพื่อเปิดให้บริการในอนาคต ซึ่งทรูมันนี่จะสร้างรายได้ในฐานะ Issuer หรือผู้ออกผลิตภัณฑ์ โดยรับส่วนแบ่งค่า Interchange จากเครือข่ายร้านค้า
ยอดผู้ใช้ทะลุ 1.5 ล้านราย ดันยอดขายร้านค้าพุ่ง 50%

ทรูมันนี่เผยว่า ในช่วงทดลองระบบ มีผู้ใช้งานฟีเจอร์แตะจ่ายแล้วมากกว่า 1.5 ล้านคน มียอดแตะจ่ายสะสมกว่า 5 ล้านครั้ง โดยยอดใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 200 บาทต่อครั้ง ผู้ใช้งานส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน แบ่งเป็นผู้ใช้ในระบบ iOS 70% และ Android 30%
สำหรับร้านค้าพันธมิตรพบว่าช่วยเพิ่มยอดขายจากฐานลูกค้าทรูมันนี่ได้มากกว่า 50% และมียอดใช้จ่ายต่อคนเพิ่มขึ้นประมาณ 14%
โครงการนี้นับเป็นการลงทุนทางเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของทรูมันนี่ในปีนี้ โดยใช้งบลงทุนระดับหลักร้อยล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีร่วมกับพันธมิตรอย่าง Alipay และ Mastercard
ขยายฐานสู่ ขสมก.-MRT พร้อมอัดฉีดโปรโมชันสิงหาคมนี้
นอกจากนี้ ทรูมันนี่ยังขยายผลสู่ระบบขนส่งมวลชน โดยปัจจุบันสามารถใช้แอปทรูมันนี่แตะจ่ายค่าโดยสารบนรถประจำทาง ขสมก. ได้แล้วกว่า 6,000 คันทั่วกรุงเทพฯ ผ่านเครื่อง EDC ที่พนักงานเก็บค่าโดยสารถืออยู่
และอยู่ระหว่างการร่วมมือกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง เพื่อพัฒนาระบบแตะจ่ายตรงที่ประตูทางเข้า ซึ่งคาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการในไตรมาส 4 ปี 2569 โดยเงื่อนไขการตัดเงินในระบบขนส่งมวลชน หรือ ETC ช่วงแรกจะรองรับการหักเงินจาก Wallet ของทรูมันนี่ก่อน จากนั้นจึงจะขยายไปรองรับแหล่งเงินอื่น เช่น วงเงินสินเชื่อ บัญชีธนาคาร และบัตรเครดิตต่อไปในอนาคต
ทั้งนี้ ทรูมันนี่เตรียมส่งแคมเปญกระตุ้นการใช้งานตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 อาทิ รับเงินคืน หรือ Cashback 5% สำหรับการแตะจ่าย ณ ร้านค้าพันธมิตรที่ร่วมรายการ และรับเงินคืน 1% สำหรับการแตะจ่ายทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสิทธิ์รับกาแฟ All Cafe ฟรี ทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน เพียงแค่ผู้ใช้งานเปิดใช้บริการแตะจ่าย นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ Quick Pay ที่ช่วยให้ผู้ใช้กำหนดวงเงินสูงสุดรายวันเพื่อแตะจ่ายได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านรหัสความปลอดภัยเพื่อเพิ่มความรวดเร็ว
เพิ่มความปลอดภัยระบบ 3X ปูทางเชื่อมโยง Virtual Bank
ด้านความปลอดภัย ทรูมันนี่ขับเคลื่อนด้วยระบบ 3X Protection ผสานเทคโนโลยี AI ในการตรวจจับ วิเคราะห์ความเสี่ยง และสกัดกั้นธุรกรรมที่น่าสงสัย หรือบัญชีม้าในทันที ซึ่งมีอัตราการเกิดทุจริตในระดับต่ำมากเทียบเท่ามาตรฐานของ Alipay ในประเทศจีน
สำหรับความคืบหน้าการจัดตั้ง Virtual Bank ภายใต้กลุ่มแอสเซนด์ มันนี่ บริษัทฯ ยืนยันความพร้อมในด้านระบบการปล่อยสินเชื่อดิจิทัลเดิม เช่น Pay Next และ Pay Next Extra ตลอดจนเทคโนโลยีและการบริหารความเสี่ยง ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาอนุมัติใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังตามขั้นตอนปกติ โดยไม่ได้ติดขัดปัญหาใด ๆ ซึ่งหากได้รับการอนุมัติ Virtual Bank จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นอีกหนึ่งแหล่งเงินทุนหลัก หรือ Source of Fund ทั้งในส่วนของบริการเงินฝากและเงินกู้ ที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบนิเวศการแตะจ่ายของทรูมันนี่โดยตรงเพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้งานต่อไป



