หลายคนอาจเคยดูเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ วัย 5 ขวบคนหนึ่งยืนยิ้มตาหยีทางหน้าจอทีวี พร้อมเสียงพูดเจื้อยแจ้วว่า “ดูปากณัชชานะคะ” วลีนี้กลายเป็นคำฮิตติดปากที่คนทั้งประเทศหยิบมาพูดเล่นสนุกสนาน แต่สำหรับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในวันเวลานั้น แสงสปอตไลต์ที่สาดส่องและเสียงหัวเราะแห่งความสุขของผู้ชม กลับเป็นความคาดหวังก้อนใหญ่ที่สังคมมาวางไว้บนบ่าโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว
มาถึงวันนี้ เด็กน้อยในวันนั้นกำลังจะอายุครบ 18 ปีเต็ม ไม่มีเค้าของดาราเด็กในวันวานให้เห็นแล้ว ภาพตรงหน้าคือคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษาจาก Groton School (สหรัฐอเมริกา) และได้รับทุนศึกษาต่อหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิตและแพทยศาสตรบัณฑิตควบ 3 ปริญญา จาก Duke Kunshan University (จีน), Duke University (สหรัฐอเมริกา) และ Duke–NUS Medical School (สิงคโปร์) ตลอดระยะเวลา 8 ปี
ถ้ามองแค่ผิวเผินอาจดูเหมือนสูตรสำเร็จของเด็กเก่งเพอร์เฟกต์คนหนึ่งที่ชีวิตโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ถ้าฟังเธอเล่าเรื่องราวชีวิตจริง ๆ จะพบว่า การเดินทางของ ณัชชาวีณ์ โกศลพิศิษฐ์ (น้องณัชชา) คล้ายกับชีวิตของฉลามตัวหนึ่งที่วันหนึ่งเกิดตั้งคำถามกับตัวเอง แล้วรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี สะบัดหางโบกลาบึงน้ำอันแสนปลอดภัย เพื่อออกไปแหวกว่ายในมหาสมุทรกว้างใหญ่ที่ยังไม่เห็นว่าแนวฝั่งสิ้นสุดตรงไหน
วันที่ฉลามรู้ตัวว่าบึงน้ำเริ่มแคบเกินไป
การโตมาท่ามกลางสายตาของผู้คนตั้งแต่ 5 ขวบไม่ใช่เรื่องง่าย ณัชชาเล่าให้ฟังตามจริงพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ว่า ช่วงเด็ก ๆ ย่อมมีความกดดัน และเป็นธรรมดาที่มีบางวันแอบรู้สึกอยู่บ้างว่าในขณะที่เด็กคนอื่นได้วิ่งเล่นสนุกตามวัยเต็มที่ แต่เธอกลับต้องเรียนรู้ที่จะแบ่งเวลางานกับเวลาเล่นออกจากกันให้ชัดเจน และต้องปรับตัวให้เป็นผู้ใหญ่เวลาทำงานตั้งแต่เด็ก
เธอถูกท้าทายด้วยการฝึกฝนเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ณัชชายังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดี วันนั้นคุณพ่อส่งเธอไปทำภารกิจ Reality เล็ก ๆ อย่างการเลือกซื้ออุปกรณ์มาทำแซนด์วิชเพื่อเดินเร่ขาย เด็กหญิงตัวน้อยกลัวมาก เพราะต้องเดินเข้าหาผู้คนแปลกหน้ามากมาย และจุดพีคคือการต้องเดินไปเผชิญหน้ากับชาวต่างชาติตัวใหญ่เบิ้ม ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอกลัวมากมาตั้งแต่เด็ก ๆ ความกลัวจับใจนั้นทำให้น้ำตาคลอเบ้าทันที เธอบอกคุณพ่อทั้งน้ำตาว่า “ไม่เอาแล้ว หนูไม่ทำแล้ว”
คุณพ่อเดินเข้ามากอดและบอกเธอด้วยเสียงเรียบ ๆ ว่าชีวิตเลือกได้สองทาง จะยอมแพ้แล้วเล่าเรื่องความล้มเหลวของเด็ก 7 ขวบ หรือจะลุยต่อให้จบภารกิจเหมือนตัวการ์ตูน Dora The Explorer ที่เธอชอบดูแล้วตะโกนว่า We did it! วินาทีนั้นเด็กหญิงณัชชากลืนก้อนสะอื้น ปาดน้ำตาแล้วฮึดสู้ และนั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตวัยเด็กที่ทำให้เธอรู้ว่า ขอเพียงแค่กล้าสู้ ความสำเร็จก็รออยู่ข้างหน้า
แทนที่จะมานั่งนึกเสียดายชีวิตวัยเด็กที่หายไป ณัชชากลับมองมุมกลับว่าเธอไม่ได้รู้สึกเสียดายเวลาวัยเด็กเลย เพราะเวลาในช่วงวัยเด็กของเธอเป็นสิ่งพิเศษไม่เหมือนใครและรู้สึกภูมิใจที่ได้รับโอกาสนั้น “พอมีคนคาดหวัง ถ้าเราทำได้ มันจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นลุกขึ้นไปต่อได้ด้วย” นั่นคือวิธีคิดที่เธอใช้เปลี่ยนความคาดหวังรอบตัวให้กลายเป็นพลังบวก
วิถีชีวิตของเธอดำเนินไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งอายุ 14 ปี ตอนนั้นเธอเรียนอยู่ที่โรงเรียนนานาชาติกรุงเทพ หรือ ISB (International School Bangkok) ทุกอย่างดูลงตัวและมั่นคงดี แต่แล้ววันหนึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาเดินเข้ามาคุยและเปรียบเทียบให้ฟังจนเห็นภาพว่า ถ้าเธอยังเลือกอยู่ที่เดิม ทำสิ่งเดิม ๆ เธอก็คงเป็นได้แค่ “พี่ใหญ่ในบึงน้ำ” หรือเป็นฉลามที่ว่ายไปมาในบึงแคบ ๆ ที่ไม่มีความท้าทายใหม่อีกต่อไป ลองออกไปเผชิญหน้ากับทะเลกว้างดูไหม แล้วจะรู้ว่าโลกข้างนอกมันกว้างใหญ่ขนาดไหน
คำพูดสั้น ๆ ประโยคนั้นเหมือนไปปลดล็อกความคิดบางอย่างในใจ ด้วยนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนทำอะไรแล้วต้องไปให้สุด ไม่ชอบยอมแพ้หรือหยุดครึ่ง ๆ กลาง ๆ เธอจึงตัดสินใจบอกลาพื้นที่ปลอดภัย แบกกระเป๋าเดินทางบินเดี่ยวไปลุยเรียนต่อมัธยมปลายที่อเมริกาเพียงลำพัง จากพี่ใหญ่ในบึงน้ำกระโจนสู่มหาสมุทรที่เต็มไปด้วยคนเก่งจากทั่วทุกมุมโลก
ศาสตร์ ภาษา และการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบ
เมื่อกระโจนสู่โลกกว้าง สิ่งที่ขับเคลื่อนให้ณัชชาแหวกว่ายไปข้างหน้าได้อย่างสนุกสนานคือ ความกระหายใคร่รู้จากจิตวิญญาณของเธอเอง ปัจจุบันเธอพูดได้คล่องทั้งภาษาไทย อังกฤษ และจีน แถมยังเรียนภาษาญี่ปุ่นและเกาหลีด้วยตัวเองจากการดูซีรีส์แล้วจดโน้ตไว้ และช่วงที่อยู่อเมริกาก็ยังท้าทายตัวเองด้วยการเข้าคอร์สเรียนภาษาอารบิกด้วย เพราะมองการณ์ไกลว่าดินแดนตะวันออกกลางเป็นศูนย์รวมเศรษฐกิจที่หลากหลาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับการทำงานในอนาคตแน่ ๆ
ณัชชาให้มุมมองว่า สำหรับเธอแล้ว ภาษาไม่ได้มีไว้แค่สื่อสารกันทั่วไปเท่านั้น แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมโยงหัวใจมนุษย์ เพราะการที่เราเข้าใจภาษาท้องถิ่นของใคร ย่อมแสดงถึงความใส่ใจที่เรามีให้เขา ซึ่งช่วยสร้างความผูกพันและมิตรภาพได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
นอกจากความหลงใหลในภาษาแล้ว เธอยังชอบวิทยาศาสตร์เป็นชีวิตจิตใจ จึงเลือกเรียนรายวิชาเคมีระดับมหาวิทยาลัย (AP Chemistry) ตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยมปีที่ 4 เธอหัวเราะเบา ๆ เมื่อเล่าถึงสมัยที่เรียนวิชาเคมีสิ่งแวดล้อม ตอนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 5 วันนั้นประกาศคะแนนสอบ เธอได้แค่ 26 จากคะแนนเต็ม 100 “วินาทีแรกตกใจมากและคิดว่าตัวเองสอบตกแน่ ๆ แต่อาจารย์เดินเข้ามาบอกว่าอย่าไปดูเกรดหรือตัวเลขบนกระดาษ แต่ให้ดู Feedback แล้วปรับปรุงตัวเอง เพราะห้องนี้สอบตกกันหมด ไม่มีใครได้เกิน 70 คะแนน”
จากคะแนนหลักยี่สิบ ณัชชาเริ่มเปลี่ยนวิธีคิด คะแนนของเธอค่อย ๆ ไต่ขึ้นมาเป็น 60, 62, 73 จนในที่สุดเธอทำคะแนนปลายภาคได้ถึง 95 เต็ม 100
“วิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ไม่มีวันเรียนจบ ยิ่งค้นหา ยิ่งเจอเรื่องใหม่ ๆ ที่ทำให้เราเข้าใจสิ่งเดิมแตกต่างไปจากเดิม ตรงนี้แหละที่ทำให้สนใจและอยากหาความรู้ต่อไป” เสน่ห์ของวิทยาศาสตร์ในมุมมองของเธอคือการไม่มีคำตอบตายตัว สิ่งเดียวที่มั่นคงในจักรวาลคือ “การเปลี่ยนแปลง” วันนี้เข้าใจแบบนี้ วันพรุ่งนี้มีงานวิจัยใหม่ออกมา ก็ต้องรื้อความคิดเพื่อทำความเข้าใจใหม่หมด
วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนการพิสูจน์และพร้อมรับ Feedback นี่เองที่หล่อหลอมให้ณัชชาเป็นคนยืดหยุ่นสูงและยอมรับความจริงตรงหน้าได้เร็ว เพราะสำหรับเธอแล้ว การทดลองที่คลาดเคลื่อนไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นเพียงข้อมูลชุดใหม่ที่บอกให้เราปรับตัวและตั้งสมมติฐานใหม่ในสถานการณ์ปัจจุบันเท่านั้น
ความสนุกในการตั้งคำถามของเธอไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เมื่อณัชชารับหน้าที่หัวหน้าชมรมพุทธศาสตร์ที่โรงเรียน เธอค้นพบว่าพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์มีจุดเชื่อมโยงกันที่น่าสนใจมาก ทั้งสองศาสตร์ต่างตั้งอยู่บนหลักการของเหตุผลเชิงประจักษ์และมีหลักฐานรองรับ เพียงแต่พุทธศาสนาสอนให้เราอยู่กับปัจจุบัน และในบางมุมอาจจะเข้าถึงยากกว่าเล็กน้อย แต่พอจับสองศาสตร์นี้มาเจอกัน ก็ยิ่งตอบโจทย์ความกระหายใคร่รู้ในใจ และทำให้เธอสนุกกับการค้นหาความจริงในโลกใบนี้มากขึ้นไปอีก
ศิลปะแห่งการปรับตัวในวันเผชิญมรสุม
ขึ้นชื่อว่ามหาสมุทร ย่อมไม่มีคำว่าราบเรียบตลอดสายน้ำ ในช่วงมัธยมปลายเกรด 11 ณัชชาต้องเจอกับมรสุมลูกใหญ่ที่สุดในชีวิต เมื่อเธอเกิดอุบัติเหตุเอ็นไขว้หน้าเข่าขาด (ACL) จากการเล่นวอลเลย์บอล วินาทีนั้นทุกอย่างที่เคยวางแผนไว้ชะงักลงทันที เธอเดินไม่ได้ ต้องกะเผลกไปมา กิจกรรมสุดโปรดทั้งการเต้นและกีฬาเป็นอันต้องพับไป และที่เจ็บปวดที่สุดคือพลาดโอกาสติดทีมตัวจริงของโรงเรียน
ณัชชายอมรับว่าตอนนั้นจิตใจหดหู่และผิดหวังมาก แต่ความล้มเหลวก็เป็นแค่บทเรียนหนึ่งในการปรับตัว “ถ้าเป็นคนที่ทำอะไรก็สำเร็จทุกอย่าง เวลาเจอเรื่องผิดหวังก็จะก้าวข้ามยาก แต่วิธีรับมือที่ได้ผลสำหรับตัวณัชชาเองคือ ‘ทำต่อ’ ในเมื่อปัจจัยเปลี่ยนไป เราย้อนเวลาไม่ได้ อย่างเดียวที่ทำได้คือ ลุกขึ้นมาปรับตัวตามโลก”
เธอพลิกวิกฤติในวันนั้นให้กลายเป็นโอกาสใหม่ หันมาทุ่มเทเวลากับการเล่นเปียโนและกีตาร์อย่างจริงจัง เยียวยาจิตใจด้วยดนตรีคลาสสิกที่เธอหลงใหลมาตั้งแต่เด็ก ๆ และเอาทำนองเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องโปรดอย่าง Harry Potter มาฝึกฝน ยิ่งไปกว่านั้น เธอไม่ได้หยุดอยู่แค่การเล่นเพลงตามตัวโน้ตบนกระดาษ แต่ยังรวบรวมความรู้สึกและจินตนาการในช่วงเวลานั้นมาร้อยเรียงและแต่งเป็นเพลงขึ้นมา ดนตรีและโลกแห่งจินตนาการสร้างสรรค์ใบเล็ก ๆ นี้เองที่ช่วยเยียวยาจิตใจ ควบคู่ไปกับการแบ่งเวลาไปทำวิจัยวิทยาศาสตร์ประสาทเรื่องความเครียดและสมองของวัยรุ่นอย่างจริงจัง ซึ่งถ้าเอ็นเข่าไม่ขาดในวันนั้น เธอคงไม่มีวันค้นพบความชอบในงานวิจัย และคงไม่ได้เลือกเดินบนเส้นทางสายการแพทย์อย่างเต็มตัวในวันนี้
ความสามารถในการลุกขึ้นยืนใหม่ได้อย่างรวดเร็วของณัชชา ส่วนหนึ่งมาจากหลักคิดประจำบ้านที่ว่า “สุขสั้น ทุกข์สั้น” เธอบอกว่า “อดีตไม่ใช่เรื่องสำคัญ ปัจจุบันต่างหากที่เราจะทำ แต่อนาคตก็สำคัญนะ แม้เรากำหนดอนาคตไม่ได้ แต่เรารู้ว่าเราทำปัจจุบันเพื่อไปสู่อนาคต ถ้ามันไม่ได้เป็นไปตามที่คิด เราก็แค่ปรับเปลี่ยนมันไปเรื่อย ๆ”
ความยืดหยุ่นนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนในสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อเธอพร้อมที่จะปล่อยมือจากเป้าหมายเดิมอย่างการเข้ามหาวิทยาลัยกลุ่มไอวีลีก (Ivy League) ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไปและความเป็นห่วงของคุณพ่อในเรื่องความปลอดภัย วันนี้เธอเลือกเดินบนเส้นทางใหม่ ด้วยการรับทุนศึกษาต่อหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิตและแพทยศาสตรบัณฑิตควบ 3 ปริญญา จาก Duke Kunshan University (ประเทศจีน), Duke University (สหรัฐอเมริกา) และ Duke–NUS Medical School (ประเทศสิงคโปร์) เป็นระยะเวลา 8 ปี เพราะมองว่านี่คือโอกาสที่จะได้เรียนรู้ใน 3 ประเทศ 3 ระบบการศึกษา และเติบโตเป็นแพทย์ที่มีมุมมองระดับโลก พร้อมเข้าใจผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมเพื่อนำความรู้กลับมาสร้างประโยชน์ให้สังคมในอนาคต
ฝันใหญ่ของว่าที่หมอ และลมใต้ปีกจากครอบครัว
ปลายทางของณัชชาในตอนนี้ชัดเจนมากว่าเธออยากเป็นผู้ให้และแบ่งปันความรู้ เธอเลือกเรียนโปรแกรมแพทย์ เพราะมองว่าวิชาชีพแพทย์สามารถสร้างประโยชน์และช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้ทันทีตั้งแต่ช่วงที่ยังเรียนอยู่ เหมือนอย่างพี่สาวของเธอที่เรียนแพทย์ปี 5 ที่ได้เข้าวอร์ดดูแลคนไข้และช่วยชีวิตคนได้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ
ความสุขในการเป็นผู้ให้ของเธอถูกบ่มเพาะมานานผ่านโครงการ “Chance Thailand” ที่เธอริเริ่มขึ้น จุดเริ่มต้นมาจากเรื่องง่าย ๆ ในช่วงล็อกดาวน์โควิด-19 ที่เด็กหญิงวัยรุ่นคนหนึ่งแอบรู้สึกเหงาและอยากหาเพื่อนคุยภาษาอังกฤษด้วย แต่แทนที่จะปล่อยให้ความเหงาผ่านไป ณัชชาพลิกพลังงานลบนั้นให้กลายเป็นโอกาสด้วยการลุกขึ้นมาชวนเพื่อนชาวต่างชาติมาสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ให้เด็ก ๆ ไทยที่ขาดโอกาส เธอลงมือวางระบบ บริหารจัดการโครงการด้วยตัวเอง และนำรายได้ทั้งหมดราว 2 แสนบาทไปบริจาคให้โรงพยาบาลเด็ก เธอยังเดินทางไปจัดค่ายสอนภาษาตามโรงเรียนต่างจังหวัด เพราะเชื่อว่าแม้จะไปเจอเด็ก ๆ แค่วันสองวัน แต่ถ้าสามารถจุดประกายให้เด็กสักคนรู้สึกว่าภาษาอังกฤษสนุกและอยากเรียนต่อ นั่นก็คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่แล้ว
และความฝันสูงสุดของเธอในตอนนี้คือ การสร้าง “โรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนได้ในเวลาเดียวกัน” เพื่อให้เด็กที่ป่วยไม่ต้องรู้สึกว่าขาดโอกาสเรียนรู้หรือสูญเสียความเป็นเด็กไป และอยากให้พวกเขาสามารถรักษาตัวและเรียนรู้หลักสูตรเดียวกับสังคมปกติ มีเพื่อน มีสังคม และเติบโตไปด้วยกันได้
แน่นอนว่า ความกล้าหาญทั้งหมดของณัชชาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มี “เบาะรองรับ” ที่มั่นคงจากครอบครัว ซึ่งณัชชาเล่าถึงความรู้สึกนี้ด้วยสายตาเป็นประกายว่า “ณัชชาอยากเข้าใจทุกอย่างบนโลก ความรู้สึกมั่นใจว่ามี Support ที่มั่นคง มีเพื่อนที่ดี มีคุณพ่อคุณแม่ มีน้อง มีคุณตาคุณยาย มีคนที่พร้อมจะรองรับเราเสมอ ทำให้เรากล้าที่จะเดินเข้าไปในสิ่งที่เราไม่รู้” ความรู้สึกอบอุ่นมั่นคงนี้เองที่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เธอกล้าลองผิดลองถูก เพราะรู้ว่าวันใดที่ก้าวเดินพลาดไป ด้านหลังก็จะมีคนคอยรองรับโอบอุ้มเสมอ

ในแง่ของวิธีคิด คุณพ่อบ๊อบ (ณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์) เล่าถึงเคล็ดลับการเลี้ยงลูกผ่านจิตวิทยาการปรับตัวตามช่วงวัย ซึ่งคุณพ่อเรียกว่า “สูตร 7-7-7” ว่า ในช่วง 7 ปีแรกพ่อแม่ต้องทำหน้าที่เป็น “ผู้ปกครอง” คอยดูแลวางกรอบทุกเรื่องอย่างใกล้ชิด พอเข้าสู่ช่วง 7 ปีต่อมา (อายุ 7-14 ปี) ก็ต้องค่อย ๆ ลดการควบคุมลง แล้วเปลี่ยนบทบาทเป็น “ผู้ประคับประคอง” ที่ให้สิทธิ์ลูกในการตัดสินใจ เปิดพื้นที่ให้ลองผิดลองถูกเพื่อเรียนรู้ด้วยตัวเอง จนกระทั่งเข้าสู่ช่วง 7 ปีสุดท้าย (อายุ 14-21 ปี) พ่อแม่ต้องผันตัวมาเป็นเพียง “ผู้เฝ้ามองอย่างเข้าใจ” ปล่อยให้ลูกได้ออกไปค้นหาข้อมูล ดูแลตัวเอง และรับผิดชอบการตัดสินใจในชีวิตอย่างอิสระ
คุณพ่อบ๊อบย้ำว่า คนเป็นพ่อแม่ต้องเติบโตตามวัยของลูก เพราะกรอบความคิดเดิมของเรามันล้าสมัยไปแล้ว “สิ่งสำคัญคือ ต้องทำให้ลูกมีแรงผลักดันจากภายใน (Passion) พ่อแม่มีหน้าที่เฝ้าดูให้เจอจังหวะเวลานั้น สรรค์สร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นแรงบันดาลใจ แล้วผลักดันเต็มที่ โดยไม่เอาความต้องการของเราไปครอบลูก”
มรดกความคิดชิ้นสำคัญที่ณัชชาพกติดตัวไว้เสมอคือคำสอนของครอบครัวที่ว่า “คุณพ่อคุณแม่สอนว่า ยิ่งสูงเท่าไหร่ให้ยิ่งถ่อมตัวเท่านั้น เพราะทุกคนเกิดมาเท่ากัน ความเก่งมันนิยามได้หลายแบบ ไม่มีใครเหนือกว่าใครอย่างแท้จริง ยิ่งประสบความสำเร็จเท่าไหร่ยิ่งทำตัวเล็กเท่านั้น จะสร้างความเคารพซึ่งกันและกัน และพาเราไปได้ไกลค่ะ”
ความเท่าเทียมในบ้านหลังนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่คำสอน แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน ครั้งหนึ่งในขณะที่คุณพ่อคุณแม่กำลังจัดรายการไลฟ์สดในหัวข้อ “พ่อแม่คืออุปสรรคการเรียนรู้ของลูก” ณัชชาเดินเข้ามาร่วมพูดคุยในประเด็นที่เธอกำลังโต้เถียงกับคุณพ่ออยู่หน้างานเรื่องการเล่นวอลเลย์บอล คุณพ่อพยายามชี้แจงด้วยเหตุผลตามประสาผู้ใหญ่ว่า เธอควรเอาเวลาไปโฟกัสสิ่งที่โดดเด่นที่สุด ดีกว่าการทำหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน แต่ณัชชากลับมองไปที่หัวข้อไลฟ์วันนั้นแล้วชี้บอกยิ้ม ๆ ว่า “ปะป๊าดูหัวข้อวันนี้สิคะ” จนคนดูขำกันทั้งไลฟ์ เหตุการณ์เล็ก ๆ นี้นอกจากจะสร้างรอยยิ้มแล้ว ยังสะท้อนว่าครอบครัวเปิดพื้นที่ให้ท้าทายความคิดและเคารพในเสียงของเด็กอย่างแท้จริง
เมื่อไหร่ก็ตามที่การถกเถียงหรือเรื่องราวในชีวิตเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเครียด ครอบครัวนี้ก็จะมีคำเตือนสติสั้น ๆ ว่า “ทุกข์ไหม?” ที่คอยดึงอารมณ์ทุกคนกลับมา คำนี้มีที่มาจากตอนที่คุณพ่อพาลูก ๆ ไปบวชเณร แล้วพระอาจารย์สอนว่าเมื่อไหร่ที่ใจเราเป็นทุกข์ นั่นแปลว่าเรากำลังทำให้ตัวเองตกนรก นับตั้งแต่นั้นมา คำถามว่า “ทุกข์ไหม?” จึงกลายเป็นทั้งมุกตลกประจำบ้านและกลไกเช็กความรู้สึกที่ทรงพลัง ซึ่งช่วยให้ณัชชาปล่อยวางความขุ่นมัวได้เร็ว และพร้อมจะหันกลับมาโฟกัสกับปัจจุบันตรงหน้าได้ทันที
เมื่อถามถึงนิยามความสำเร็จ ณัชชาทิ้งท้ายไว้อย่างเรียบง่ายและชวนให้คิดตามผ่านมุมมองเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันว่า “ความสำเร็จอยู่ที่ตัวเราเองค่ะ มันไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นต้องใหญ่โตที่ทุกคนเห็นแล้วภูมิใจ แค่เราทำอะไรแล้วรู้สึกภูมิใจ อย่างเช่น วันนี้ดื่มน้ำหมดแก้ว แค่นี้ก็ถือว่า Success แล้ว เราค่อย ๆ เก็บความสำเร็จเล็ก ๆ เหล่านี้ไปเรื่อย ๆ ความสุขก็จะเกิดขึ้นได้ง่าย”
สำหรับโลกยุคนี้ ทักษะที่เธอเชื่อว่าจำเป็นที่สุดคือ “การปรับตัว” (Adaptation) เพราะโลกเปลี่ยนเร็วและมีความรู้ใหม่ทุกวัน เก่งในสมัยเก่าแต่ถ้าไม่ปรับตัว สมัยนี้เราอาจจะไม่เก่งแล้วก็ได้ แต่ทั้งหมดนั้นต้องเริ่มต้นที่ Mindset ของตัวเราเอง ไม่มีใครผลักดันเราได้ถ้าเราไม่อยากทำจริง ๆ “ถ้าเราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง เราต้องปลดล็อกตัวเอง เปิดใจให้กว้าง เรียนรู้ที่จะเติบโต และหาแรงบันดาลใจจากตัวเอง เพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงในโลกใบนี้ค่ะ”
บทสัมภาษณ์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ปรัชญาความเสี่ยงและผู้นำไร้อัตตาแบบ ‘กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร’
โลกภายใน ขับเคลื่อนโลกภายนอก: วิธีคิดของ Eureka Global



