Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ดีป้า–ไอบีเอ็ม เปิดเวที Quantum Readiness วางโรดแมปควอนตัมไทยรับมือภัยไซเบอร์อนาคต

ดีป้า–ไอบีเอ็ม เปิดเวที Quantum Readiness วางโรดแมปควอนตัมไทยรับมือภัยไซเบอร์อนาคต

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ร่วมกับ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ผนึกกำลังจัดงานประชุมเชิงปฏิบัติการ “Thailand Quantum Readiness Workshop” เพื่อเตรียมระบบนิเวศและขับเคลื่อนเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทยให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังคืบคลานเข้ามา โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

กระทรวงดีอีวางรากฐานรัฐบาลดิจิทัลเดินหน้ามิติเศรษฐกิจและสังคม

แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้ภาคเอกชนดำเนินธุรกิจได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ พร้อมมุ่งขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล โดยกระทรวงดีอีให้ความสำคัญกับการดำเนินงานใน 2 มิติหลัก ได้แก่ มิติทางเศรษฐกิจ ที่เน้นการวางรากฐาน กำหนดกรอบการทำงาน และปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ เพื่อความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจ รวมถึงการบูรณาการงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน และมิติทางสังคม ที่มุ่งมั่นพัฒนาคนทุกช่วงวัยให้เข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของตนเองโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว ซึ่งการพัฒนาทางเทคโนโลยีการแพทย์มีส่วนช่วยให้ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น เทคโนโลยีควอนตัมจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และนำมาใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศเพื่อสร้างขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว ทั้งนี้ กระทรวงดีอีทำหน้าที่ในฐานะหน่วยงานภาคปฏิบัติที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้งานให้เกิดประโยชน์จริง ซึ่งต่างจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่เน้นการวิจัยเป็นหลัก

นอกจากนี้ กระทรวงดีอีไม่ได้ตั้งเป้าที่จะบังคับใช้เทคโนโลยีควอนตัมกับทุกหน่วยงานรัฐในทันทีเพราะจะเป็นการกดดันเกินจำเป็น แต่จะส่งเสริมหน่วยงานที่มีความพร้อมเป็นอันดับแรก เช่น ด้านสาธารณสุขเพื่อช่วยเป็นเครื่องทุ่นแรงในการดูแลคนไข้และแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ หรือด้านการเกษตรที่ต้องอาศัยการร่วมมือจากฝั่งเกษตรกร สำหรับโครงสร้างการบริหารจัดการ คาดว่าจะไม่มีการจัดตั้งบอร์ดบริหารขนาดใหญ่แยกเฉพาะ แต่จะใช้ลักษณะของอนุกรรมการเฉพาะเรื่องภายใต้บอร์ดดีอีใหญ่ เนื่องจากควอนตัมเปรียบเสมือนสมองหรือระบบหลังบ้าน (Brain) ที่ช่วยเหลือระบบอื่นในการประมวลผล ต่างจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้าถึงและใช้งานระบบหน้าบ้านได้โดยตรง

ควอนตัมคอมพิวติง: จากวิทยาศาสตร์ไซไฟสู่การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจจริง

อโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย เผยว่า เทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวติงคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2035 ครอบคลุม 4 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เคมีภัณฑ์ บริการทางการเงิน และการคมนาคมขนส่ง โดยคาดการณ์ว่าปี 2027 จะเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่กลุ่มผู้เริ่มใช้งานจะเปลี่ยนผ่านจากการทดสอบไปสู่การใช้งานจริงเพื่อสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

จูเลียน ตัน (Julian Tan) Head of Quantum Enterprise, ASEAN & India, ⁠IBM Research ระบุว่า ควอนตัมคอมพิวเตอร์ไม่ใช่แค่ซีพียู หรือจีพียูที่ทำงานเร็วขึ้น แต่เป็นระบบการคำนวณในรูปแบบใหม่โดยสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น การคำนวณคูณเลขจำนวนเฉพาะสองจำนวนที่มีผลลัพธ์ยาว 616 หลัก คอมพิวเตอร์ปกติหรือโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าใช้เวลาคำนวณเพียง 2.5 มิลลิวินาที ขณะที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์ใช้เวลาถึง 75 วินาที เนื่องจากไม่ใช่โจทย์ที่ออกแบบมาเพื่อควอนตัม แต่ถ้ากลับโจทย์เป็นการแยกตัวประกอบของตัวเลขขนาดใหญ่นั้นกลับไปเป็นเลขจำนวนเฉพาะ ซึ่งเป็นรากฐานของการเข้ารหัสลับความปลอดภัยในปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ปกติจะต้องใช้เวลาคำนวณนานถึง 4,700 ล้านปี ในขณะที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถทำเสร็จได้อย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 8 ชั่วโมงหรือเร็วกว่านั้น

ด้วยประสิทธิภาพดังกล่าว ควอนตัมคอมพิวเตอร์จึงเหมาะสำหรับการจำลองปัญหาที่ซับซ้อน เช่น การจำลองระบบเคมี ฟิสิกส์ วัสดุศาสตร์ และชีววิทยา ดั่งเช่นกรณีศึกษาของ Cleveland Clinic ที่เดิมทีเผชิญความท้าทายในการจำลองโมเลกุลขนาด 10 อะตอม แต่เมื่อร่วมมือกับไอบีเอ็มใช้เทคนิค SQD (Sampling-based Quantum Diagonalization) ซึ่งทำงานร่วมกันระหว่างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (HPC) และหน่วยประมวลผลควอนตัม (QPU) ทำให้สามารถขยายขนาดการจำลองโปรตีนจริงที่มีปฏิสัมพันธ์กับโมเลกุลในน้ำจาก 10 อะตอม ทะยานสู่กว่า 12,000 อะตอมได้สำเร็จ โดยไอบีเอ็มมุ่งมั่นพัฒนาแผนงานที่จะส่งมอบเครื่องควอนตัมขนาด 200 คิวบิตที่มีระบบแก้ไขความผิดพลาดได้ภายในปี 2029 และตั้งเป้าหมายระยะยาวที่จะพัฒนาให้ถึง 2,000 ลอจิกัลคิวบิตในช่วงกลางทศวรรษ 2030

ถอดรหัสความเสี่ยงหากไทยก้าวช้าเกินไปในยุคควอนตัม

ริซวาน ฮัสเซน (Rizwan Hussain) Head of Quntum Sales Asia Pacific & Japanไอบีเอ็ม ระบุว่า  การขับเคลื่อนควอนตัมไม่อาจทำแบบแยกส่วนได้ แต่ต้องทำเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงระหว่างรัฐบาล สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย สตาร์ตอัป และภาคอุตสาหกรรม ปัจจุบันทั่วโลกมีการลงทุนระดับชาติด้านควอนตัมรวมกว่า 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ มี 31 ประเทศที่ร่วมลงทุน และ 20 ประเทศได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ควอนตัมแห่งชาติแบบบูรณาการแล้ว ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่บนแผนที่การขับเคลื่อนนี้

อย่างไรก็ตาม หากประเทศใดก้าวช้าในเทคโนโลยีนี้ จะต้องเผชิญผลกระทบทางลบ 3 ประการหลัก คือ ความเหลื่อมล้ำและเสียสมดุลในอุตสาหกรรมหลัก เช่น ความมั่นคงและการป้องกันประเทศ พลังงาน สาธารณสุข และการธนาคาร, การขาดแคลนกำลังคนที่มีทักษะ เนื่องจากปัจจุบันทั่วโลกมีวิกฤตขาดแคลนบุคลากร โดยทุกๆ 3 ตำแหน่งงานที่เปิดรับ มีผู้สมัครที่ผ่านเกณฑ์เพียง 1 คนเท่านั้น และการสูญเสียโอกาสสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

คุณริซวานเสนอแนะว่า ประเทศไทยสามารถเรียนรู้แนวทางการสร้างศูนย์กลางควอนตัม (Quantum Hub) จากต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ที่มีการจับมือร่วมมือข้ามประเทศกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมทั้งเสนอ 4 แนวทางสำคัญสำหรับประเทศไทย เพื่อเริ่มต้นสร้างอุตสาหกรรมควอนตัม ได้แก่ การประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจใน 8 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (ยกเว้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ยังไม่มีบทบาทการใช้ควอนตัมชัดเจน) การพัฒนาบุคลากรร่วมกับมหาวิทยาลัยไทย เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาหลักสูตร การสร้างความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง และการลงทุนเพื่อปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของชาติ

ดีป้าเร่งเขียนแผนที่นำทางพัฒนาสมุดปกขาวกำหนดทิศทางประเทศ

ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าวว่า แม้ผลกระทบจากเทคโนโลยีควอนตัมในประเทศไทยอาจยังไม่เกิดขึ้นชัดเจนในตอนนี้ แต่เป็นเรื่องที่ใกล้เข้ามามาก การเตรียมพร้อมระบบนิเวศจึงเป็นสิ่งจำเป็น วัตถุประสงค์หลักของการจัดงานสัมมนาในครั้งนี้คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้มีบทบาทในระบบนิเวศควอนตัมของไทยได้มาพบกันเพื่อร่วมกำหนดทิศทางการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก้าวแรก โดยความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจะนำไปต่อยอดสู่การจัดทำสมุดปกขาวประเมินความพร้อมด้านควอนตัมของประเทศไทย (Thailand Quantum Readiness White Paper)

ดร.ศุภกรย้ำว่า ดีป้าต้องการให้แผนที่นำทาง (Roadmap) ฉบับนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนร่วมกันเขียนขึ้นและเป็นเจ้าของร่วมกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนมองเห็นเป้าหมายบนแผนที่เดียวกันและร่วมเดินทางไปด้วยกัน แม้ในปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่มีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับระดับความตระหนักรู้ของภาคธุรกิจ แต่จากกิจกรรมพบว่า กลุ่มธุรกิจการเงินและการธนาคารของไทยเป็นกลุ่มแรกที่ตื่นตัวและขยับตัวเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับเทคโนโลยีนี้อย่างเด่นชัดที่สุด

Quantum-Safe: สัญญาณเตือนภัยเงียบด้านความมั่นคงไซเบอร์ที่ต้องเร่งรับมือ

ไมเคิล ออสบอร์น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ IBM Quantum Safe and Security Research ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของการไม่เตรียมตัวย้ายระบบไปสู่มาตรฐานป้องกันภัยจากควอนตัม (Quantum-Safe Cryptography) โดยคุณไมเคิลเตือนว่าสถานการณ์อาจเปลี่ยนจากการเตรียมการเปลี่ยนผ่านแบบค่อยเป็นค่อยไป ไปสู่วิกฤติอความปลอดภัยเร่งด่วนระดับสาธารณะที่ต้องรีบหนีภัยได้อย่างกะทันหัน

ความท้าทายหลักมาจากการที่นักวิจัยนำระบบ AI มาช่วยประมวลผลการโจมตีทางคณิตศาสตร์ ทำให้สามารถร่นระยะเวลาในการเจาะระบบรหัสลับแบบ Elliptic Curve Cryptography (ECC) ที่เราใช้งานกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน จากที่คอมพิวเตอร์แบบเดิมทำไม่ได้เลย ให้เหลือเพียงแค่ 4 ถึง 9 นาทีเท่านั้น เป็นผลให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาประกาศเลื่อนกำหนดความพร้อมรับมือระดับชาติของหน่วยงานรัฐบาลกลางให้เร็วขึ้นถึง 5 ปี เป็นภายในปี 2030 และ 2031 ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง IBM และ Google ต่างตั้งเป้าหมายเตรียมระบบให้พร้อมสมบูรณ์ภายในปี 2029

คุณไมเคิลอธิบายว่า ความเข้าใจผิดทั่วไปคือคิดว่าการทำระบบ Quantum-safe เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนสูตรอัลกอริทึมการเข้ารหัสลับ แต่ในความเป็นจริง หัวใจสำคัญคือ “การปรับปรุงระบบประมวลผลทั้งหมด (Updating systems)” ที่กระจัดกระจายและเชื่อมต่อถึงกัน ซึ่งมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง โดยมีปัจจัยความท้าทายหลัก 3 ประการ คือ

  1. รอบการซ่อมบำรุงและเปลี่ยนอุปกรณ์ (Tech Refresh Cycle): ระบบควบคุมสำคัญของโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงผลิตไฟฟ้า ระบบประปา หรือธนาคาร มีรอบอายุการใช้งานยาวนาน 10 ถึง 20 ปี หากต้องบังคับให้เปลี่ยนก่อนกำหนดจะทำได้ยาก มีค่าใช้จ่ายสูง และเสี่ยงทำให้ระบบหยุดทำงาน
  2. หนี้ทางเทคโนโลยี (Technical Debt): ตัวอย่างเช่น แอปพลิเคชันจำนวนมากยังคงทำงานบนระบบภาษา Java รุ่นเก่า (Java 8) แต่ระบบความปลอดภัยยุคควอนตัมต้องการ Java รุ่นใหม่ (Java 23) ซึ่งการทำงานเพื่อเคลียร์หนี้ทางเทคนิคนี้ใช้เวลาและต้นทุนมากกว่าตัวการเข้ารหัสลับเองเสียอีก
  3. ความเสี่ยงจากการย้ายระบบ (Migration Risk): การปรับปรุงระบบที่ไม่พร้อมเพรียงกันอาจทำให้การสื่อสารของระบบขาดช่วงและหยุดทำงานได้ทันที

ดังนั้น ไมเคิลจึงให้คำแนะนำว่า ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Quantum-safe องค์กรไม่ได้ต้องการนักเข้ารหัสลับ (Cryptographers) มาเป็นตัวหลัก แต่ต้องการคนที่มีทักษะการโยกย้ายระบบขนาดใหญ่ ผู้บริหารจัดการความเสี่ยง และฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างที่เข้าใจวิธีการระบุเงื่อนไขมาตรฐานความปลอดภัยควอนตัมในสัญญาจัดซื้อซอฟต์แวร์ใหม่ พร้อมเสนอแนะให้จัดตั้ง “ศูนย์ความเป็นเลิศ” (Center of Competency) เพื่อทำหน้าที่ประสานงานภาพรวม และส่งเสริมการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายระบบนิเวศชุมชนเพื่อแชร์บทเรียนและใช้เทมเพลตวิธีแก้ปัญหาร่วมกันแทนที่จะต่างคนต่างทำ

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ไปรษณีย์ไทย ปักธง RelationSHIFT ดันเครือข่าย 50,000 จุด เชื่อมรัฐ-ธุรกิจ-ประชาชน

ดิจิทัล-AI ไทยสู่เวทีสากล: ยุทธศาสตร์รัฐ-เอกชน ดันผู้ประกอบการชิงเค้กตลาดไอทีโลก

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar