บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ประกาศกลยุทธ์ “RelationSHIFT” ในวาระก้าวสู่ปีที่ 144 วางเป้าหมายเปลี่ยนผ่านจากผู้ให้บริการขนส่งไปรษณีย์และโลจิสติกส์ สู่การเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ โดยใช้จุดแข็งจากเครือข่ายบริการกว่า 50,000 จุดทั่วประเทศ
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) วางเป้าหมายยกระดับเครือข่ายไปรษณีย์ไทยเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ (Digital Public Infrastructure: DPI) เพราะนอกจากจะรองรับการขนส่งและการสื่อสารตามภารกิจเดิม ยังต่อยอดเป็นโครงข่ายที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้เข้าถึงตลาดดิจิทัล บริการภาครัฐ และโอกาสทางเศรษฐกิจได้กว้างขวางขึ้น
แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังก้าวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และแพลตฟอร์ม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ต้องเชื่อมโยงประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ เพื่อผลักดันประเทศไทยไปสู่การเป็น “ประเทศแห่งโอกาส” ที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการ ความรู้ ตลาด และโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างเท่าเทียมกัน
กระทรวงดีอี นำความคุ้นเคยในพื้นที่ของบุรุษไปรษณีย์มาใช้เป็นปัจจัยกระจายรายได้สู่ชุมชน พร้อมร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งเสริมผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดผ่านแพลตฟอร์ม Thailandpostmart ผลักดันสินค้า Made in Thailand และสินค้าเอสเอ็มอี ควบคู่กับการจัดกิจกรรม “Thailand Post EMS Run” ในวันที่ 18 ตุลาคม 2569
กลยุทธ์ RelationSHIFT: จากปริมาณขนส่งสู่คุณค่าจากข้อมูล
หากมองจากมุมของผู้บริหารไปรษณีย์ไทย โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่การรักษาเครือข่ายที่มีอยู่ แต่คือการเปลี่ยนวิธีวัดความสำเร็จขององค์กรทั้งระบบ
ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด อธิบายว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้ใช้บริการที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไปรษณีย์ไทยจึงกำหนดกลยุทธ์ RelationSHIFT ขึ้นมาเพื่อปรับรูปแบบการสร้างการเติบโตขององค์กร จากเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยปริมาณการขนส่ง หรือ Volume-Based Growth ไปสู่การสร้างคุณค่าจากข้อมูล ความเข้าใจผู้ใช้บริการ และความร่วมมือกับพันธมิตร หรือ Value-Based Growth

เครื่องมือที่จะพาไปถึงเป้าหมายนั้นคือระบบ CRM ข้อมูล และทุกจุดสัมผัสกับลูกค้า ซึ่งไปรษณีย์ไทยจะนำมาต่อยอดเป็นบริการโซลูชันใหม่และโมเดลธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการได้อย่างแม่นยำมากขึ้น โดยวางแผนขับเคลื่อนองค์กรในช่วงปี 2569 ถึง 2570 ไว้ 3 แนวทางหลัก ได้แก่
- การยกระดับศักยภาพองค์กรด้วยข้อมูล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และระบบการดำเนินงานภายใต้แนวทาง Trusted Data-Driven Infrastructure
- การต่อยอดข้อมูลและความเข้าใจผู้ใช้บริการ เพื่อพัฒนาบริการและสร้างการเติบโตร่วมกับลูกค้า ผู้ประกอบการ และพันธมิตร ภายใต้แนวทาง Customer-Centric Growth Enabler
- การยกระดับเครือข่ายและความเชื่อมั่นสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสังคม ที่เชื่อมโยงประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ ภายใต้แนวทาง National Trust-Based Social Infrastructure
ในทางปฏิบัติ แนวคิดนี้แปลงเป็นรูปธรรมได้ผ่านการใช้จุดแข็งด้านเส้นทางและฐานข้อมูลของไปรษณีย์ไทยเป็นช่องทางกระจายสินค้าให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การจัดส่งน้ำแร่หรืออาหารเสริมสุขภาพไปยังบ้านของกลุ่มคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ แทนที่จะกระจายสินค้าแบบเดียวกันไปยังทุกครัวเรือนโดยไม่แยกแยะความต้องการ
POSTsible Next: เมื่อไปรษณีย์เปลี่ยนบทบาทจากผู้ส่งเป็นผู้สร้าง
ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล กรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กำลังเปลี่ยนโจทย์การเติบโตขององค์กร จากเดิมที่แข่งขันด้วยประสิทธิภาพและขนาดธุรกิจ ไปสู่การสร้างคุณค่าที่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ และการพัฒนาความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจรูปแบบใหม่
ในปีนี้ ไปรษณีย์ไทยยกระดับทิศทางองค์กรภายใต้แนวคิด POSTsible Next มุ่งเปลี่ยนวิกฤติความท้าทายในการก้าวสู่ปีที่ 144 ให้กลายเป็นความสำเร็จ ผ่าน 4 แนวทางที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่
- POSTsible Productivity – เน้นเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและใช้ศักยภาพของเครือข่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด
- POSTsible People – มุ่งสร้างโอกาสและยกระดับการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพให้กับประชาชน
- POSTsible Planet – ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ดังตัวอย่างการใช้ไปรษณียบัตรดิจิทัลทายผลฟุตบอลเพื่อลดการใช้กระดาษ
- POSTsible Positive Impact – ต่อยอดศักยภาพขององค์กรเพื่อสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม
ผศ.ดร.เอกก์ ย้ำว่า POSTsible Next ไม่ใช่เพียงแนวคิดในการพัฒนาองค์กร แต่เป็นกรอบการสร้างการเติบโตในระยะยาว ที่ต่อยอดจากบทบาทของไปรษณีย์ไทยในฐานะ Companionship Navigator ซึ่งมุ่งอยู่เคียงข้างผู้ใช้บริการในทุกช่วงของชีวิตและการดำเนินธุรกิจ ผ่านเครือข่ายที่เข้าถึงทุกชุมชนทั่วประเทศ ตั้งแต่การส่งสิ่งของ การเชื่อมโยงผู้ประกอบการสู่ตลาด การอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการภาครัฐ ไปจนถึงการพัฒนาบริการและโซลูชันใหม่ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตในยุคดิจิทัล
ความเปลี่ยนแปลงนี้ยังสะท้อนผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของผู้ใช้บริการ อย่างระบบ Postal ID ซึ่งเป็นรหัสตัวอักษรผสมตัวเลข 6 หลักที่พัฒนาขึ้นใช้แทนการเขียนที่อยู่แบบเต็มบนหน้าซอง ช่วยปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับ และลดช่องทางที่มิจฉาชีพจะนำที่อยู่ไปแอบอ้างสร้างความเสียหาย ผศ.ดร.เอกก์ ยืนยันด้วยว่าผลประกอบการขององค์กรพลิกกลับมามีกำไรแล้วในปัจจุบัน
รายได้ครึ่งปีแรก 2569 กว่า 1.1 หมื่นล้านบาท
คำยืนยันเรื่องผลกำไรมีตัวเลขรองรับ ดร.ดนันท์ เปิดเผยว่า ปี 2568 ไปรษณีย์ไทยมีรายได้รวม 22,172.57 ล้านบาท ขณะที่ผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 มีรายได้รวม 11,368.25 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ในสัดส่วน 51.33% รองลงมาคือบริการไปรษณียภัณฑ์ 34.92% และบริการระหว่างประเทศอีก 7.86%
ในบรรดาบริการทั้งหมด บริการส่งด่วน EMS ซึ่งครบรอบ 40 ปีในปีนี้ ยังคงเป็นบริการหลักที่สร้างรายได้ให้องค์กรมากที่สุด โดยปี 2568 ทำรายได้ 9,570.82 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรกของปี 2569 รายได้เติบโตขึ้น 2.98% และปริมาณชิ้นงานเพิ่มขึ้น 1.90% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตัวเลขนี้สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการที่มีต่อบริการ EMS และการเติบโตต่อเนื่องของตลาดอีคอมเมิร์ซ โดยไปรษณีย์ไทยประเมินว่ารายได้ EMS ตลอดทั้งปี 2569 จะสูงกว่า 1 หมื่นล้านบาท
นอกเหนือจากตัวเลขทางบัญชี ไปรษณีย์ไทยยังระบุว่าสามารถสร้างมูลค่าผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม หรือ Positive Impact Value ได้สูงถึง 3,653 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่องค์กรใช้ประกอบคู่กับผลประกอบการทางการเงิน
บริการใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น: จากเอกสารดิจิทัลถึงหน้าบ้าน
ตัวเลขและกลยุทธ์ระดับองค์กรจะไม่มีความหมายหากไม่ถูกแปลงเป็นบริการที่จับต้องได้ และนี่คือสิ่งที่ไปรษณีย์ไทยเตรียมทยอยเปิดตัวในช่วงเดือนถัดจากนี้ บริการแรกคือ “Document as a Service” ซึ่งมี Document Wallet เป็นพื้นที่จัดเก็บและส่งมอบเอกสารสำคัญในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เอกสารสมัครงาน ช่วยลดการใช้กระดาษและลดขั้นตอนดำเนินการของผู้ใช้บริการ โดยจะเริ่มให้บริการวันที่ 14 สิงหาคม 2569
นอกจากบริการด้านเอกสาร ไปรษณีย์ไทยยังขยายไปสู่บริการอำนวยความสะดวกอื่นถึงหน้าบ้านผู้ใช้บริการโดยตรง ตัวอย่างหนึ่งคือการรับประเมินสภาพโทรศัพท์มือถือเก่าเพื่อนำไปแลกเครื่องใหม่ ซึ่งเป็นบริการที่อาศัยความเชื่อใจที่ประชาชนมีต่อบุรุษไปรษณีย์เป็นฐานสำคัญในการให้บริการ

“Lifestyle Logistics Brand คือเป้าหมายการเติบโตระยะต่อไปของไปรษณีย์ไทย ที่มุ่งยกระดับบทบาทจากผู้ให้บริการโลจิสติกส์ สู่ผู้เชื่อมโยงสินค้า บริการ ข้อมูล และโอกาสทางธุรกิจ ผ่านเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตและการดำเนินธุรกิจของคนไทย พร้อมสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ผู้ใช้บริการ ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน” ดร.ดนันท์ กล่าวสรุป
จากเครือข่าย 50,000 จุดที่เคยทำหน้าที่หลักในการส่งจดหมายและพัสดุ วันนี้ไปรษณีย์ไทยกำลังทดลองบทบาทใหม่ในฐานะจุดเชื่อมต่อของข้อมูล บริการภาครัฐ และเศรษฐกิจฐานราก ส่วนผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเป็นไปตามที่วางแผนไว้หรือไม่ คงต้องรอดูความคืบหน้าตลอดช่วงปี 2569 ถึง 2570 ตามกรอบเวลาที่องค์กรกำหนดไว้เอง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Google Cloud ชู ‘AI Ready’ ผสานความปลอดภัย ดัน Agentic AI ลุยงานจริงในองค์กร
เอปสันยกระดับประกัน EcoTank 5 ปี รายแรกในไทย เปิดตัว 8 รุ่นใหม่ ลุยตลาดโฮมยูสและ SOHO



