Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

เบ่งบานใต้เงาไม้ใหญ่ ชีวิตและความคิดของ ชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล

เบ่งบานใต้เงาไม้ใหญ่ ชีวิตและความคิดของ ชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล

ถ้าคุณเดินทางไปเมืองดูไบ แล้วมีโอกาสไปนั่งคุยกับ ชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล ในห้องทำงานของเขา สิ่งที่คุณจะได้เห็นจนชินตาคือสมุดโน้ตเล่มเล็ก ๆ ที่เขามักพกติดตัวไว้จดความคิดต่าง ๆ อยู่เสมอ ชายหนุ่มคนนี้ใช้ชีวิตท่องไปในสองโลกแห่งงานที่เขารัก โลกใบหนึ่งเขาคือข้าราชการตำแหน่งกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ คอยดูแลสารทุกข์สุกดิบของคนไทยในต่างแดน ส่วนโลกอีกใบเขาคือนักเขียนเจ้าของนามปากกา “ชาครีย์นรทิพย์” ที่รักการเขียนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

ชาครีย์นรทิพย์ หรือ กอล์ฟ เกิดในครอบครัวนักเขียน จึงโตมากับกองหนังสือ ภาษา และงานวรรณกรรมตั้งแต่เด็ก คุณพ่อของเขาคือ ประภัสสร เสวิกุล หนึ่งในนักประพันธ์คนสำคัญของไทยผู้เป็นทั้งศิลปินแห่งชาติและนักการทูตชื่อดัง ส่วนคุณแม่คือ ชุติมา เสวิกุล นักเขียนสารคดีท่องเที่ยวและอาหาร แต่แทนที่จะอาศัยชื่อเสียงของพ่อแม่ปูทางสู่ความสำเร็จ ชาครีย์นรทิพย์เลือกสร้างเส้นทางของตัวเองผ่านสี่บทบาทที่สอดประสานกันได้อย่างละเมียดละไมคือ นักการทูต นักอ่าน นักเขียนและนักแปล

วิถีชีวิตครอบครัวนักการทูตทำให้ต้องเก็บกระเป๋าเดินทางย้ายที่อยู่ตามคุณพ่อไปประจำการในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก ๆ ทำให้เขามีโอกาสได้เห็นโลกกว้าง สัมผัสประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และผู้คนจากหลากหลายภูมิภาคมาตั้งแต่เริ่มจำความได้ ประสบการณ์เหล่านี้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่หล่อหลอมตัวตนของเขาและสะท้อนออกมาในมุมมองของงานเขียนที่กว้างไกลและลุ่มลึกในเวลาต่อมา

เมื่อนึกย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของตัวเอง ภาพชีวิตในวัยเด็กก็แจ่มชัดขึ้นมา ชาครีย์นรทิพย์เป็นนักเดินทางตัวน้อยที่เติบโตท่ามกลางฉากหลังที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทางงานนักการทูตของคุณพ่อที่ต้องเดินทางข้ามซีกโลกเป็นว่าเล่น   แต่ไม่ว่าบ้านหลังใหม่จะตั้งอยู่ที่เมืองไหน สิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ เข็มทิศที่คุณพ่อคุณแม่ตั้งใจทิ้งไว้ให้ในบ้าน ซึ่งเขาเปรียบมันเสมือน “เศษขนมปัง”

หนังสือมุมบ้าน ภาษากายที่ตุรกี และ ก-ข ใหม่ในวัย 14

ความผูกพันระหว่างเขากับหนังสือไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความเข้มงวดของครอบครัว แต่เริ่มต้นจากสิ่งแวดล้อมที่ปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติ ชาครีย์นรทิพย์เล่าว่า ที่บ้านไม่เคยมีใครเดินมาบอกว่าลูกต้องอ่านหนังสือเล่มไหน แต่คุณพ่อคุณแม่ใช้วิธีนำหนังสือที่น่าสนใจไปวางไว้ตามมุมต่าง ๆ ของบ้าน เหมือนเศษขนมปังที่ทิ้งร่องรอยไว้ให้เขาเดินไปพบเจอเอง เล่มไหนที่เขาสนใจก็จะหยิบขึ้นมาอ่าน เล่มไหนไม่สนใจก็วางไว้ บรรยากาศรอบตัวที่มีแต่แผ่นหลังของคุณพ่อคุณแม่นั่งอ่านหนังสือให้เห็นจนชินตา และความใส่ใจที่พร้อมจะชวนกันออกไปซื้อหนังสือทุกครั้งที่เขาบอกว่าสนใจ บรรยากาศเหล่านี้ค่อย ๆ บ่มเพาะนิสัยรักการอ่านชอบการเขียนขึ้นในใจของเด็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ

ความรักการอ่านนี้ติดตามเขาไปทุกที่ แม้กระทั่งตอนย้ายไปอยู่ประเทศตุรกีเมื่ออายุ 10 ขวบ เขาจำได้ดีถึงวันที่เดินเข้าไปในห้องทำงานของคุณพ่อแล้วสะดุดตากับหนังสือภาษาอังกฤษเล่มหนาเรื่อง Mythology ของ Edith Hamilton แม้ภาษามันจะยากมากสำหรับเด็กวัยนั้น แต่ด้วยความสนใจและอยากรู้ เขาจึงค่อย ๆ เปิดพจนานุกรมแกะอ่านไปทีละคำ เวลาเจอนักเขียนที่ชอบหรือสำนวนที่ถูกใจ ก็จะจดบันทึกไว้เสมอจนกลายเป็นนิสัย

สำหรับเขาแล้ว การอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ คิดตาม วิเคราะห์ และจดบันทึกสิ่งเหล่านั้นออกมา คือโรงเรียนฝึกสมาธิที่ทำให้เขาได้หยุดคิดท่ามกลางความวุ่นวาย และเป็นประสบการณ์ขั้นแรกที่ทำให้เขาได้เรียนรู้และจินตนาการตามเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างเข้าใจ

โลกของเด็กชายไม่ได้หยุดอยู่แค่ชั้นหนังสือในห้องทำงานของคุณพ่อเท่านั้น เมื่อก้าวพ้นประตูบ้านออกมา ชาครีย์นรทิพย์ในวัยสิบกว่าขวบก็ได้สัมผัสกับโลกกว้างที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาบนท้องถนนของประเทศตุรกี ในยุคที่เด็กท้องถิ่นยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เขากับน้องชายคือ วรุตม์ชัย ก็ยังพูดภาษาตุรกีไม่คล่อง เด็ก ๆ ทั้งสองฝ่ายจึงใช้วิธีลงไปวิ่งเล่นไล่จับ เล่นซ่อนหา และเตะฟุตบอลร่วมกันกลางถนน มิตรภาพเริ่มต้นขึ้นง่าย ๆ ผ่านภาษากายและการใช้ชีวิตร่วมกัน การลงไปคลุกคลีกับผู้คนบนท้องถนนและตลาดในต่างจังหวัด ทำให้เขาซึมซับภาษาตุรกีจนพูดสื่อสารได้คล่องแคล่วจากบริบทของการใช้ชีวิตจริงโดยไม่เคยเข้าเรียนในห้องเรียน ประสบการณ์บนท้องถนนเหล่านี้เองที่ค่อย ๆ กล่อมเกลาให้เด็กน้อยมีความช่างสังเกตและละเอียดอ่อน สัมผัสความรู้สึกและเข้าอกเข้าใจอารมณ์ของผู้คนรอบข้างได้ดียิ่งขึ้น

เมื่ออายุ 14 ปี ชีวิตที่ราบรื่นสนุกสนานของเขาบนท้องถนนตุรกีก็สิ้นสุดลง โลกใบเดิมหมุนกลับด้านเมื่อครอบครัวต้องย้ายกลับไทย ชาครีย์นรทิพย์กลายเป็นเด็กที่พูดภาษาไทยพอได้ แต่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ความคุ้นเคยกับภาษาต่างประเทศทำให้เวลาที่เขากับน้องชายมีความลับของเด็ก ๆ ที่ไม่อยากให้พ่อแม่หรือคนอื่นรู้ สองพี่น้องก็จะสลับไปคุยกันเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาตุรกีทันทีเพื่อไม่ให้ใครเข้าใจ

ความอึดอัดเกิดขึ้นเมื่อเขาต้องไปอยู่ในห้องเรียนที่เพื่อน ๆ ร่วมรุ่นอ่านเขียนภาษาไทยกันอย่างคล่องแคล่ว แต่เด็กหนุ่มวัย 14 ปีอย่างเขากลับต้องมานั่งก้มหน้านับหนึ่งเรียน ก-ข ใหม่จากนิทานภาพเล่มเล็ก ๆ สำหรับเด็กอายุห้าหกขวบ เขาเล่าว่าไม่ได้รู้สึกอายที่ต้องเริ่มหัดเรียนภาษาไทยจากหนังสือสำหรับเด็ก แต่อุปสรรคทางภาษาทำให้เทอมแรกในโรงเรียนไทย เขาสอบตกทุกวิชา มีเพียงภาษาอังกฤษวิชาเดียวเท่านั้นที่เขาผ่านและได้คะแนนสูงสุดของห้อง

ความจริงตรงหน้าที่ต้องยอมรับ กลายเป็นแรงฮึดให้เขาเริ่มพยายามฝึกและเรียนรู้ให้เร็วกว่าคนอื่นเป็น 2 เท่า โดยพาตัวเองไปซึมซับภาษาไทยผ่านการอ่านหนังสือของคุณพ่อและงานของนักเขียนไทยอีกหลายท่าน จดจำสำนวนและวิธีเปรียบเทียบที่ชอบแล้วจดบันทึกไว้จนภาษาไทยค่อย ๆ ซึมซ่านสู่จิตใจอย่างเป็นธรรมชาติ และกลายเป็นภาษาหลักที่เขาใช้ถ่ายทอดความเป็นตัวตนออกมาได้ดีที่สุดในเวลาต่อมา

จากประสบการณ์ในโลกข่าวสาร สู่เส้นทางนักการทูต

หลังจากผ่านช่วงเวลาหักโหมเรียนภาษาแม่ในวัยเยาว์ เส้นทางการเติบโตของเขาก็ดำเนินไปตามจังหวะชีวิต ชาครีย์นรทิพย์เดินทางไปศึกษาต่อที่นิวซีแลนด์นานเกือบ 8 ปีตั้งแต่มัธยมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัย โดยเลือกเรียนทางด้านรัฐศาสตร์การทูตและภาษาญี่ปุ่นเพื่อสานต่อความฝันในวัยเด็ก ก่อนตัดสินใจกลับมาเรียนต่อปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์การเงินระหว่างประเทศที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เหตุผลที่เขาเบนเข็มมาเลือกเรียนในศาสตร์ที่ต่างออกไปอย่างเศรษฐศาสตร์ เพราะเริ่มมองเห็นว่าโลกของการทูตยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเจรจาเรื่องการเมืองระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป มิติด้านเศรษฐกิจและการเงินได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระดับโลกอย่างไม่อาจปฏิเสธ การเข้าใจเรื่องเศรษฐศาสตร์และการเงินระหว่างประเทศ จึงเป็นการเติมอาวุธทางปัญญาที่ช่วยให้เข้าใจและเท่าทันภาพรวมของโลกได้รอบด้านและเป็นรูปธรรมที่สุด

ชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล
ชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล

เมื่อเรียนจบ ชาครีย์นรทิพย์ก็ก้าวตามความใฝ่ฝันในวัยเด็กโดยมุ่งหน้าไปสมัครสอบเข้ากระทรวงการต่างประเทศทันที แต่ผลลัพธ์ครั้งแรกลงเอยด้วยความผิดหวังเมื่อสอบไม่ติด ความล้มเหลวครั้งนั้นทำให้เขามองหาพื้นที่เยียวยาจิตใจ ควบคู่ไปกับการหาประสบการณ์การทำงานจริงระหว่างรอสอบใหม่ ประตูบานแรกที่เปิดต้อนรับในช่วงจังหวะชีวิตนั้นคือ บทบาทนักข่าวและผู้ประสานงาน (โปรดิวเซอร์) ให้สำนักข่าวทีวีอาซาฮีของญี่ปุ่น ซึ่งเขาได้ใช้เวลาช่วงนี้เรียนรู้โลกแห่งความเป็นจริงอยู่ประมาณ 9 เดือน

งานหนักเริ่มทดสอบเขาตั้งแต่วันแรก เขาต้องวิ่งวุ่นไปทำข่าวกลุ่มก๊อดอาร์มียึดโรงพยาบาลที่ราชบุรี ต้องนอนค้างคืนเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลังจากนั้นก็ต้องทำงานเกาะติดข่าวสารเคมีโคบอลต์ที่ปนเปื้อนยาวนานเกือบปี คอยตามไปดูและรายงานอาการผู้ป่วยและซาเล้งถึงที่บ้านทุกสองเดือน

การทำหน้าที่ในโลกสื่อมวลชนกลายเป็นกระจกบานใหญ่ที่ทำให้เขาได้ทบทวนและรู้จักเนื้อแท้ในใจของตัวเองอย่างลึกซึ้ง ธรรมชาติของงานข่าวภาคสนามยุคนั้น โดยเฉพาะข่าวสถานการณ์ฉุกเฉินและคดีความเดือดร้อนของชาวบ้าน มักต้องอาศัยความดุดัน การยิงคำถามที่ตรงไปตรงมา และการซักไซ้เจาะลึกเพื่อคั้นเอาข้อเท็จจริงที่รวดเร็ว แต่ตัวตนที่เป็นเนื้อแท้ของชาครีย์นรทิพย์เป็นคนมีความประนีประนอมสูงมาก ขี้สงสารและเกรงใจคนรอบข้าง เมื่อได้เห็นแววตาชาวบ้านที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก ความเห็นอกเห็นใจจึงกลายเป็นความไม่สบายใจทุกครั้งที่ต้องถามจี้เพื่อเอาข้อมูล แม้เขาจะพยายามทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถในฐานะผู้สื่อข่าวด้วยความเป็นมืออาชีพ แต่ลึก ๆ แล้วเขารู้ดีว่าความรู้สึกไม่สบายใจนี้ยิ่งทำให้หัวใจของเขาหนักอึ้งมากขึ้นทุกที

เจ้านายชาวญี่ปุ่นมองเห็นความจริงนี้ จึงให้คำแนะนำที่เปลี่ยนชีวิตของเขาว่า “ยูลาออกไปเป็นนักการทูตดีกว่า  ยูอาจจะเหมาะกับการเป็นนักการทูตมากกว่านักข่าว” คำแนะนำที่ชี้ลึกถึงตัวตนของเขานั้นทำให้เขาตัดสินใจลาออกทันที มุ่งมั่นอ่านหนังสืออยู่ครึ่งปีจนสอบผ่านเข้าเป็นนักการทูตได้สำเร็จในครั้งที่สองเมื่ออายุประมาณ 24 ปี

เมื่อได้ก้าวเข้ามาทำงานทูตอย่างที่ตั้งใจ ชาครีย์นรทิพย์เปรียบเทียบวิชาชีพนี้ว่าไม่ต่างจาก “เป็ด” คือต้องมีความยืดหยุ่นสูง รู้รอบ และมองเห็นภาพกว้างในทุกมิติ

ชาครีย์นรทิพย์รับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ มีโอกาสไปปฏิบัติหน้าที่ในประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ  ทั้งบาห์เรน อิหร่าน และตุรกี เคยดำรงตำแหน่งอัครราชทูตที่ปรึกษา ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงอังการา งานทูตสำหรับเขาจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการเมือง แต่ต้องประสานงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า กฎหมาย วัฒนธรรม และชุมชนไทยในต่างแดน

คำว่า “มืออาชีพ” คือการทำงานบนหลักการที่ถูกต้อง ยึดมั่นในแนวทางปฏิบัติอย่างเท่าเทียม และแยกแยะความรู้สึกส่วนตัวออกจากหน้าที่งานอย่างเด็ดขาด

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ย่อมมีบางครั้งที่ต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญนอกตำราเรียน เหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งที่เขาไปประจำการในต่างประเทศครั้งแรก กลางดึกคืนหนึ่งมีคนไทยประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจนบาดเจ็บสาหัสและจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉินด่วนภายในเวลาเพียง 45 นาทีเพื่อรักษาชีวิต แต่ด้วยเงื่อนไขเวลาที่ต่างกันเพราะอยู่คนละซีกโลกและความเร่งด่วนของสถานการณ์ ทำให้ไม่สามารถติดต่อญาติของผู้บาดเจ็บเพื่อให้มารับทราบและให้คำยินยอมได้ทันท่วงที

ภายใต้ความกดดันที่มีชีวิตของประชาชนเป็นเดิมพัน ทุกวินาทีที่ผ่านไปคือความเป็นความตาย วินาทีนั้นชาครีย์นรทิพย์เลือกใช้หลักมนุษยธรรมและความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์เป็นแสงนำทาง เขารีบโทรศัพท์ขอคำชี้แนะจากผู้บังคับบัญชาเท่าที่จะทำได้ในสถานการณ์สุดบีบคั้นด้วยข้อจำกัดของเวลา ก่อนตัดสินใจลงนามยินยอมให้แพทย์ดำเนินการผ่าตัดรักษาชีวิตทันที การตัดสินใจนั้นได้ช่วยช่วงชิงชีวิตของผู้บาดเจ็บรายนั้นจากมฤตยูได้อย่างปลอดภัย  เหตุการณ์ครั้งนั้นกลายเป็นบทเรียนล้ำค่าในชีวิตการทำงานที่สอนเขาว่า นอกเหนือจากตัวอักษรและข้อบังคับแล้ว หัวใจสำคัญที่สุดของนักการทูตคือ ความรับผิดชอบต่อสวัสดิภาพของประชาชน

วันที่ทิ้งปากกา และเสาหลักของหัวใจ

ขณะที่โลกแห่งความเป็นจริงในบทบาทข้าราชการต่างประเทศหล่อหลอมให้เขาแกร่งกล้าขึ้น ในอีกโลกหนึ่งควบคู่กัน เส้นทางตัวอักษรของชายหนุ่มผู้ใช้นามปากกา “ชาครีย์นรทิพย์” กลับต้องเผชิญพายุทางอารมณ์และแรงกดดันที่ซ่อนลึกอยู่ใต้ร่มเงาของครอบครัวมาตั้งแต่จำความได้

การเกิดมาเป็นลูกของนักเขียนระดับศิลปินแห่งชาติ คล้ายเป็นกำแพงสูงลิ่วที่เขาต้องก้าวข้าม ก้าวแรกบนเส้นทางสายนี้ของเขาเริ่มขึ้นตอนเป็นวัยรุ่น งานเขียนชิ้นแรก ๆ ของเขาเป็นพวกบทกวี แล้วค่อย ๆ พัฒนาไปสู่การเขียนเรื่องสั้น ผลงานเรื่องสั้นชิ้นแรก ๆ ของเขามักถูกวิจารณ์และเปรียบเทียบกับผลงานของคุณพ่อ  “เรื่องสั้นของเธอไม่คม ไม่กระชับ ภาษาไม่สวยเท่าคุณพ่อ” คำพูดเหล่านั้นทำลายความมั่นใจและบาดลึกในใจของเด็กหนุ่มจนเกิดความผิดหวังและท้อแท้มาก ถึงขั้นตัดสินใจทิ้งปากกาและไม่ยอมเขียนหนังสือเลยยาวนานถึง 6 เดือน

ช่วงนั้นเขาประชดชีวิตด้วยการหยุดอ่านงานเขียนของคุณพ่อทั้งหมด เพราะกลัวว่ากลิ่นอายของงานเขียนเหล่านั้นจะซึมซับสู่ใจจนสลัดเงางานเขียนของคุณพ่อไม่หลุด และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาหันมาใช้นามปากกา “ชาครีย์นรทิพย์” เพื่อมุ่งมั่นค้นหาแนวทางและตัวตนที่แท้จริงของตัวเองโดยไม่พึ่งพานามสกุล เขาใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์อยู่เกือบสิบปีจึงค้นพบตัวเองว่าไม่ได้ชอบเขียนนวนิยายเหมือนคุณพ่อ แต่มีความสุขและหลงรักการค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการร้อยเรียงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ออกมาเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทสารคดีและบทความที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนมีผลงานตีพิมพ์ในนิตยสารชั้นนำของไทย และขยับไปสู่งานเขียนประเภทนวนิยาย บทความสารคดี รวมถึงการแปลหนังสือ ทำให้เขาเป็นนักเขียน นักแปลที่มีผลงานหลากหลายอย่างต่อเนื่องทั้งด้านรูปแบบและเนื้อหา

งานเขียนของเขา ไม่ได้มุ่งเน้นการสร้างตัวละครในโลกที่รังสรรค์ขึ้น แต่เป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ร่องรอยทางวัฒนธรรมจากหลากหลายมุมโลกที่เขาได้พบในชีวิตนักการทูต นำมาถอดรหัสและเล่าใหม่ด้วยมุมมองที่ลุ่มลึก ละเอียดอ่อน และเข้าใจเพื่อนมนุษย์ วินาทีที่เขาแยกไปทำสิ่งที่ต่างออกไปและได้พบเส้นทางของตัวเองอย่างชัดเจนผ่านงานเขียนสารคดีเชิงวัฒนธรรม ความกดดันที่หนักอึ้งในหัวใจก็สลายไป กลายเป็นความภาคภูมิใจในรากเหง้าของครอบครัวอย่างเต็มที่ คุณพ่อเองก็คอยบอกและย้ำกับเขาเสมอว่า “พ่อไม่ได้อยากให้ลูกเป็นประภัสสรคนที่สอง แต่อยากให้เป็นชาครีย์นรทิพย์ คนที่หนึ่ง”

แม้ผู้คนจะรู้จักเขาในฐานะ “ลูกชายของประภัสสร เสวิกุล” แต่ชาครีย์นรทิพย์มักมองว่าความเป็นนักเขียนไม่ใช่มรดกที่สืบทอดกันได้ หากเป็นผลจากการอ่าน การเรียนรู้ และการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ คุณพ่อของเขาไม่เคยบังคับให้เดินตามรอย แต่เปิดพื้นที่ให้ค้นหาแนวทางของตัวเอง พร้อมปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน การคิดอย่างอิสระ และการเคารพในคุณค่าของผู้คน ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญทั้งในฐานะนักการทูตและนักเขียน

ชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล
ชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล

ผลงานของเขาครอบคลุมทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย และหนังสือสารคดี รวมถึงงานแปลหนังสือประวัติศาสตร์และโบราณคดี เช่น ประวัติศาสตร์ตุรกี และ X Marks the Spot: โบราณคดีมหัศจรรย์ 8 เรื่องราวการค้นพบบันลือโลก ซึ่งช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้จากต่างประเทศสู่ผู้อ่านไทยด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายโดยยังคงรักษาสาระสำคัญของต้นฉบับไว้ครบถ้วน

นอกจากงานแปลแล้ว เขายังมีผลงานเขียนของตนเอง เช่น ประวัติศาสตร์แมว หนังสือที่นำเรื่องราวของแมวในประวัติศาสตร์โลกมาร้อยเรียงเป็นสารคดีที่อ่านสนุก สะท้อนความสามารถในการหยิบยกประเด็นเฉพาะมาถ่ายทอดในรูปแบบที่เข้าถึงผู้อ่านวงกว้างได้ ในแวดวงวรรณกรรมชาครีย์นรทิพย์ได้รับการยอมรับจากผลงานเรื่องสั้น โดยได้รับรางวัลชมเชยประเภทเรื่องสั้นจากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำปี 2560 จากผลงานเรื่อง ตุ่น และล่าสุด หนังสือ ประวัติศาสตร์เปอร์เซีย ยุคอะคีเมนิด ได้รับรางวัลหนังสือมุสลิมดีเด่น “รางวัลจรัสแสง” (The Nur Award) ปี 2569 ประเภทมนุษยธรรมจารึกแห่งอิสลาม ซึ่งนับเป็นเครื่องยืนยันคุณภาพงานเขียนที่เขาสั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง

บนเส้นทางตัวอักษรที่เขาตั้งใจพิสูจน์ตัวเองในฐานะ “ชาครีย์นรทิพย์” คนที่หนึ่งนี้เอง ผู้ที่เป็นเสาหลักสำคัญคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังงานเขียนทุกชิ้นคือ บังอร หรือต่าย ภรรรยาของเขาเอง ทั้งคู่พบกันตอนเรียนปริญญาโทที่จุฬาฯ ชาครีย์นรทิพย์มักพูดถึงคู่ชีวิตด้วยรอยยิ้มเสมอว่า “สิ่งเดียวที่ผมได้จากการเรียนปริญญาโทคือภรรยา และผมโชคดีจริง ๆ”

เธอทำหน้าที่เป็น “บรรณาธิการต้นฉบับ” คนแรกในชีวิตของเขา งานเขียนทุกชิ้นจะผ่านสายตาของภรรยาก่อนเสมอ เธอจะคอยตรวจทานและช่วยขัดเกลารายละเอียดเพื่อให้งานเขียนออกมาราบรื่น ลื่นไหล และสมบูรณ์แบบที่สุดทุกครั้ง

คุณค่าของตัวอักษร และชีวิตในปัจจุบันขณะ

เมื่อบทสนทนาหมุนมาถึงกระแสความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในยุคนี้ ชาครีย์นรทิพย์มีมุมมองต่อการมาถึงของ AI อย่างลึกซึ้งและน่าคิดด้วยสายตาของคนที่เข้าใจโลกตามความเป็นจริงว่า เราคงปฏิเสธหรือต้านทาน AI ไม่ได้ และต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมันอย่างเท่าทัน แต่สิ่งสำคัญที่เขาอยากชวนให้คนทำงานสร้างสรรค์ตั้งคำถามกับตัวเองคือ “เราอยากเป็นนักเขียน หรือเป็นแค่นักสั่งการคอมพิวเตอร์ (นักพรอมต์)”

สำหรับเขา เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของภาษาไทยคือความลึกซึ้งและยืดหยุ่นในตัวเองอย่างมหาศาล แค่คำว่า “กิน” คำเดียว เราก็เลือกใช้ถ้อยคำแทนได้มากมายตามความเหมาะสมของบริบทและอารมณ์ ลายเซ็นและคุณค่าที่แท้จริงของนักเขียนจึงไม่ได้อยู่เพียงแค่ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว แต่อยู่ที่การทุ่มเทเวลา หัวใจ และจิตวิญญาณในการคัดสรรคำ เลือกเฟ้นทีละประโยค รวมถึงการวางเครื่องหมายวรรคตอนอย่างประณีต เพื่อสร้างแรงกระทบที่หยั่งลึกเข้าถึงใจคนอ่าน สิ่งเหล่านี้คือจิตวิญญาณมนุษย์และความทุ่มเทที่ AI ไม่มีวันทำแทนได้เพราะมันไม่มีความรู้สึก การปล่อยให้เทคโนโลยีเขียนหนังสือแทนทั้งหมดจึงไม่ต่างจากการเอาเปรียบผู้อ่าน และทำให้งานสร้างสรรค์กลายเป็นเรื่องฉาบฉวยเกินไป

“ปากกามีอานุภาพเหนือกว่าดาบ เพราะมันเปลี่ยนความคิดของคนได้ นักเขียนจึงต้องรับผิดชอบต่อทุกคำที่ตัวเองเขียนออกไป” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงและแววตาที่จริงจัง

เขาย้ำด้วยว่า การสร้างผลงานด้วยสมองและสองมือของเราเอง แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่มันคือสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ทำให้เราสามารถ “มองเงาสะท้อนตัวเองในกระจกทุกเช้าได้อย่างภาคภูมิใจ” โดยไม่ต้องรู้สึกละอายใจต่อสิ่งใด

ความเชื่อในการทุ่มเททำสิ่งตรงหน้าด้วยตัวเองอย่างซื่อสัตย์นี้ยังเห็นได้ชัดเจนผ่านวิถีชีวิตและการทำงานของเขา  เมื่อเราถามถึงเป้าหมายสูงสุดในสายอาชีพ เขาส่ายหน้าช้า ๆ แล้วตอบด้วยรอยยิ้มจริงใจว่า เขาไม่มีเป้าหมายระยะยาวหรือการวางแผนอนาคตที่สร้างความกดดันให้ตัวเองเลย สิ่งที่เขายึดมั่นและเชื่อมั่นมาตลอดคือการใช้ชีวิตอยู่กับ “ปัจจุบันขณะ” การทำหน้าที่ที่อยู่ตรงหน้าในแต่ละวันให้ดีที่สุดและมีความสุขที่สุด ไม่ว่าจะในบทบาทของสามี คุณพ่อ นักการทูต หรือนักเขียนนักแปล ถือเป็นรางวัลที่สมบูรณ์แบบในตัวของมันเองอยู่แล้วโดยไม่ต้องรออนาคต และเพื่อรักษาความสงบในใจและมีสมาธิท่ามกลางโลกที่หมุนไปอย่างวุ่นวายและรวดเร็ว ทุกวันนี้เขายังคงรักษาวินัยเล็ก ๆ ในการอ่านหนังสือให้ได้วันละ 20-30 หน้า เพื่อให้ตัวเองมีช่วงเวลาที่ใจนิ่งและตกตะกอนทางความคิด

ก่อนจบบทสนทนาในวันนั้น ชาครีย์นรทิพย์นิ่งคิดครู่หนึ่ง แววตาสะท้อนความผูกพันลึกซึ้งต่อเรื่องราวของตัวอักษร เขาฝากข้อคิดสั้น ๆ ที่งดงามเกี่ยวกับหนังสือว่า หนังสือไม่ใช่ของหรูหราฟุ่มเฟือยที่ทำมาเพื่อเก็บไว้บนหิ้งสะอาด ๆ เท่านั้น แต่มันคือสิ่งที่มีคุณค่าอย่างแท้จริงเมื่อถูกส่งต่อ แบ่งปัน และสร้างการเรียนรู้ให้ผู้คน

“สำหรับผม หนังสือที่ดีคือหนังสือที่ผ่านมือคนมาเยอะ ๆ หนังสือที่มีรอยยับ ปกงอ หรือมีคราบร่องรอยจากการแบ่งปันกันอ่าน นั่นแหละคือคุณค่าและความสุขที่แท้จริงของหนังสือครับ”

ชีวิตที่ก้าวเดินไปบนสองเส้นทางที่แนบเคียงกันไปนี้ คุณชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุลได้ผสานศาสตร์สองแขนงเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ด้านหนึ่งคือโลกของการทูตที่ต้องอาศัยความเข้าใจระหว่างประเทศ วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน อีกด้านหนึ่งคือโลกของวรรณกรรมที่ต้องอาศัยจินตนาการ ความละเอียดอ่อน และศิลปะการใช้ภาษา ประสบการณ์ทั้งสองด้านของชีวิตต่างหล่อหลอมกันและกัน ทำให้งานเขียนของเขามีทั้งความรู้ ความลึก และมุมมองที่กว้างไกลกว่าการเล่าเรื่องเพียงอย่างเดียว เขาเรียนรู้ที่จะโอบกอดรากเหง้าของครอบครัว กล้าเผชิญหน้า เรียนรู้และก้าวข้ามความผิดพลาดในอดีต ค้นพบเส้นทางของตัวเอง และเติบโตเบ่งบานในแบบของตัวเองอย่างสง่างาม และที่สำคัญคือ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทุกปัจจุบันขณะ

บทสัมภาษณ์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ

กัปตัน นพ.กรพรหม แสงอร่าม กับภารกิจเหนือผืนฟ้าของเครื่องบินพยาบาล AirAMB เมื่อทุกวินาทีคือความหวังของผู้ป่วย

ถอดวิธีคิด ณัชชาวีณ์ โกศลพิศิษฐ์ จากเจ้าของวลี ‘ดูปากณัชชานะคะ’ สู่ทักษะการปรับตัวในโลกที่หมุนไว

โลกภายใน ขับเคลื่อนโลกภายนอก: วิธีคิดของ Eureka Global

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar