ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าผลักดันงานวิจัยสมุนไพรสู่เชิงพาณิชย์ผ่านโครงการ “การสร้างคุณค่าผลิตภัณฑ์สมุนไพรสู่ตลาดใหม่มูลค่าสูง” เปิดตัว 3 นวัตกรรมจาก 3 พันธมิตรเอกชนที่ผ่านการทดสอบตลาดและรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ได้แก่ เม็ดฟู่จากอนุภาคขมิ้นชัน ผลิตภัณฑ์ลดเลือนฝ้าแดดจากสารสกัดรกสุกร และสเปรย์ต้านเชื้อราผิวหนังสัตว์เลี้ยงจากสารสกัดทองพันชั่งและซาโปนิน

ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการนาโนเทค สวทช. กล่าวว่า โครงการนี้เป็นกลไกเชื่อมต่องานวิจัยกับภาคธุรกิจ โดยพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ให้ผู้ประกอบการนำไปทดสอบกับกลุ่มลูกค้า ประเมินต้นทุน การผลิต แผนธุรกิจ และโอกาสทางการตลาดก่อนตัดสินใจรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งช่วยปิดช่องว่างระหว่างงานวิจัยและการผลิตเชิงอุตสาหกรรม สร้างความมั่นใจและลดความเสี่ยงในการลงทุนแก่เอกชน
3 นวัตกรรมนำร่องจาก 3 พันธมิตรภาคเอกชน
โครงการได้พัฒนาต้นแบบรวม 7 ผลงาน และมีเอกชน 3 รายที่รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ได้แก่
- บริษัท เอชซี แอนด์ พีอาร์ ฟาร์มาซูติคอล จำกัด: กระบวนการผลิตอนุภาคขมิ้นชันสำหรับผลิตภัณฑ์เม็ดฟู่
- บริษัท ไบโอ บลูม จำกัด (เครือสระบุรีฟาร์ม กรุ๊ป): สารสกัดโปรตีนจากรกสุกรสำหรับลดเลือนฝ้าแดด
- บริษัท เวทโปรดักส์ รีเซิร์ช แอนด์ อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด (VRI): สารสกัดทองพันชั่งและซาโปนินสำหรับต้านเชื้อราผิวหนังสัตว์เลี้ยง
นวัตกรรมที่ 1: เม็ดฟู่ขมิ้นชัน Encapsulated Curcuminoid ดูแลสุขภาพข้อ
ดร.ภก.บุญทวี พิทักษ์ตันสกุล CEO บริษัท เอชซี แอนด์ พีอาร์ ฟาร์มาซูติคอล จำกัด กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์เกิดจากความตั้งใจที่จะช่วยยกระดับพืชเกษตรและพืชสมุนไพรในพื้นที่ให้สามารถสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มแก่เกษตรกร จากเดิมที่ส่วนใหญ่จำหน่ายในรูปวัตถุดิบ โดยมองการพัฒนาอย่างครบวงจรตั้งแต่ “ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ” ตั้งแต่การคัดเลือกและพัฒนาพืช การนำองค์ความรู้และงานวิจัยมาศึกษาคุณประโยชน์และสารสำคัญ การใช้เทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีมาตรฐานและมีงานวิจัยรองรับ ไปจนถึงการทดสอบตลาดและสร้างช่องทางการจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายในการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงเกษตรกร นักวิจัย ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมให้สามารถทำงานร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า
บริษัทจึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ Encapsulated Curcuminoid Effervescent Tablets หรือเม็ดฟู่จากอนุภาคขมิ้นชัน โดยนำเทคโนโลยี Encapsulated Curcuminoid มาผสานรูปแบบเม็ดฟู่ ร่วมกับสารเสริมฤทธิ์ ได้แก่ Piperine และ UC-II เพื่อดูแลสุขภาพข้อและระบบการเคลื่อนไหว
ผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบกับอาสาสมัครและได้รับผลตอบรับดี โดยมุ่งยกระดับพืชเกษตรและสมุนไพรไทยจากวัตถุดิบสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมมูลค่าสูงในตลาดโลก
นวัตกรรมที่ 2: เวชสำอางลดเลือนฝ้าแดดจากสารสกัดรกสุกร
วรรณภา ชินชูศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอ บลูม จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดโลกให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ นวัตกรรมจากธรรมชาติ และการใช้ทรัพยากรทางการเกษตรอย่างคุ้มค่า จึงมองเห็นโอกาสในการนำวัตถุดิบที่เหลือจากกระบวนการผลิตในภาคปศุสัตว์ โดยเฉพาะรกสุกร ซึ่งเดิมต้องกำจัดและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำ มาพัฒนาต่อยอดด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
บริษัทได้ร่วมกับทีมนักวิจัยนาโนเทค ศึกษาคุณสมบัติของรกสุกร ก่อนพัฒนาเป็นสารสกัดสำหรับผลิตภัณฑ์เวชสำอาง คือ ผลิตภัณฑ์ลดเลือนฝ้าแดดจากสารสกัดจากรกสุกร (Porcine Placenta Extract) ซึ่งสารสกัดจากรกสุกรมีองค์ประกอบสำคัญ อาทิ กรดอะมิโน เปปไทด์ วิตามิน และแร่ธาตุ โดยมีจุดเด่นด้านการยับยั้งการสร้างเม็ดสีและเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเมลานิน รวมถึงคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ตอบความต้องการของตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เติบโตต่อเนื่อง
นวัตกรรมที่ 3: สเปรย์นาโนทองพันชั่ง ต้านเชื้อราผิวหนังสัตว์เลี้ยง
อรวรรณ อำนรรฆสรเดช ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนา บริษัท เวทโปรดักส์ รีเซิร์ช แอนด์ อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด (VRI) ในเครือ Vet Products Group กล่าวว่า อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยมีศักยภาพทั้งด้านการผลิต มาตรฐาน และการส่งออก ขณะที่ตลาดให้ความสำคัญกับสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัย และผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมากขึ้น จึงเป็นโอกาสสำคัญในการนำสมุนไพรไทยมาต่อยอดจากวัตถุดิบสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสร้างมาตรฐานและหลักฐานรองรับ ทั้งนี้ VRI ภายใต้ Vet Products Group จึงเข้าร่วมโครงการเพื่อผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของนาโนเทคกับความรู้ด้านสุขภาพสัตว์และตลาดของภาคเอกชน เพื่อผลักดันงานวิจัยให้สามารถนำไปใช้จริงและต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้
สำหรับผลงานของ VRI คือ ผลิตภัณฑ์ต้นแบบสเปรย์บำรุงผิวหนังสัตว์เลี้ยงจากสารสกัดทองพันชั่งในรูปแบบนาโน ซึ่งนำสมุนไพรไทยมาพัฒนาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้อยู่ในรูปแบบที่ใช้งานสะดวก โดยคาดหวังว่าจะสามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ในตลาด Pet Health & Pet Care และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสมุนไพรไทยได้ ขณะที่ความร่วมมือระหว่าง VRI และนาโนเทคได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสองฝ่าย ทำให้งานวิจัยมีโอกาสก้าวจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริง และต่อยอดความร่วมมือในโครงการอื่นในอนาคตได้
ผลักดันงานวิจัยไทยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
ความสำเร็จของการถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้ง 3 ผลงาน สะท้อนถึงประสิทธิภาพของกลไกการทดสอบตลาดก่อนการลงทุน ช่วยให้ภาคเอกชนลดความเสี่ยงในการนำงานวิจัยไปต่อยอด ผู้บริโภคได้ใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีมาตรฐานรองรับ และช่วยสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในการผลักดันสมุนไพรไทยสู่ตลาดโลก
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
‘เชียงรายโมเดล’ ใช้วิทยาศาสตร์แก้สารหนู ยกระดับน้ำประปาชุมชน
สวทช. ยกระดับ ‘ผำไทย’ จากฟาร์มอัจฉริยะสู่อุตสาหกรรมอาหาร



