ประเทศไทยมีน้ำมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ นี่คือข้อได้เปรียบที่สามารถเปลี่ยนเป็นทรัพยากรและสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจได้ แต่ในอีกสถานะหนึ่ง น้ำก็สามารถสร้างความเสียหาย ทำลายความเชื่อมั่น และทำให้ประเทศต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว หากไม่สามารถบริหารจัดการได้ดี
รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงแนวคิด Water Economy ว่า ประเทศไทยมีทางเลือกในการบริหารจัดการน้ำ ต่างจากประเทศที่ขาดแคลนน้ำจนแทบไม่มีทางเลือก สิ่งที่ต้องคิดต่อจึงไม่ใช่เพียงว่าจะจัดการน้ำอย่างไร แต่จะทำอย่างไรให้น้ำที่มีอยู่กลายเป็นสินทรัพย์ต่อเศรษฐกิจและประเทศ ขณะเดียวกันต้องลดความเสียหายเมื่อเกิดวิกฤติ
“น้ำที่ตกลงมาจากฟากฟ้า มันคือเงิน มันคือทรัพยากร อยู่ที่ว่าเราสามารถทำให้เป็นทรัพยากร เป็นสินทรัพย์กับตัวเรา กับเศรษฐกิจ กับประเทศไทยได้มากเท่าไหร่ แต่ถ้าเราบริหารจัดการไม่ดี น้ำนั้นก็กลับมาทำร้ายเรา”
โจทย์นี้ยิ่งสำคัญเมื่อพฤติกรรมของน้ำกำลังเปลี่ยนไปจากเดิม การบริหารจัดการด้วยวิธีที่เคยใช้จึงอาจไม่เพียงพอสำหรับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แนวคิด Water Economy จึงมองการจัดการน้ำแบบบูรณาการ ตั้งแต่ระดับผู้บริหารทรัพยากร การทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ไปจนถึงการรับฟังชุมชน และหาวิธีขยายผลไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ
Water Smart Community เสริมพลังชุมชนจัดการน้ำ
ข้อเสนอแรกคือการสร้าง Water Smart Community ด้วยการเพิ่มศักยภาพให้ชุมชนสามารถจัดการทรัพยากรน้ำของตนเองได้ เพราะประเทศไทยมีประวัติศาสตร์การอยู่ร่วมกับน้ำมายาวนานตั้งแต่สมัยอยุธยา หลายชุมชนมีปราชญ์ด้านน้ำและมีองค์ความรู้ที่เกิดจากการเข้าใจพื้นที่ของตนเอง
โจทย์จึงอยู่ที่การนำเครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่เข้าไปเสริมความรู้ที่มีอยู่ เพื่อให้ชุมชนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและจัดการน้ำได้ดีขึ้น โดยไม่ละทิ้งบริบทของพื้นที่ เพราะไม่มีใครเข้าใจธรรมชาติของชุมชนได้ดีเท่ากับคนที่อยู่ในชุมชนนั้นเอง
เมื่อชุมชนสามารถสร้างรูปแบบการจัดการที่เหมาะกับพื้นที่ได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการหาวิธีขยายผลจากชุมชนหนึ่งไปสู่ชุมชนอื่น จากระดับพื้นที่ไปสู่จังหวัด และขยายไปทั่วประเทศ เพื่อให้พลังจากฐานชุมชนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารจัดการน้ำในภาพใหญ่
Rainbomb โจทย์ใหม่ของการจัดการน้ำ
ความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หากย้อนกลับไปยังมหาอุทกภัยปี 2554 ประเทศไทยยังพอเข้าใจที่มาของน้ำและลำดับเวลาของสถานการณ์ แต่ปรากฏการณ์ Rainbomb ทำให้ความเสี่ยงเปลี่ยนไปอย่างมาก
รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา ยกเหตุการณ์ที่หาดใหญ่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งมีปริมาณฝนเกือบเท่าปริมาณฝนเฉลี่ยเกือบทั้งปี ตามมาด้วยเหตุการณ์ที่จังหวัดน่านในอีกประมาณ 7-8 เดือนต่อมา ซึ่งมีฝนตกในเวลาประมาณ 6 ชั่วโมง มากกว่าหนึ่งในสามของปริมาณฝนเกือบทั้งปีโดยประมาณ ปรากฏการณ์ลักษณะเดียวกันยังเกิดขึ้นในต่างประเทศ และสามารถเกิดขึ้นได้ในพื้นที่ที่ไม่คาดคิด
ความไม่แน่นอนเช่นนี้ทำให้การเตรียมรับมือมีความสำคัญมากขึ้น แม้ไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ได้ทันทีเมื่อมีความเสี่ยงเกิดขึ้น แต่สามารถเตรียมแผนอพยพ ระบุพื้นที่เปราะบาง ประสานโรงพยาบาล และวางแผนล่วงหน้าว่าจะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหรือประชาชนอย่างไรหากเกิดเหตุ
เชื่อมข้อมูลน้ำ จาก Data สู่ Action

ข้อเสนอที่สองจึงเป็นการ Integrate Water Data Platform เพื่อให้ข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ เชื่อมโยงกันและนำมาใช้จัดการน้ำเชิงรุก เป้าหมายไม่ควรหยุดอยู่เพียงการรวบรวม Data แต่ต้องทำให้ข้อมูลนำไปสู่ Action ได้จริง
ปัญหาแรก คือเครื่องมือที่ใช้อยู่ยังไม่สามารถทำนายพฤติกรรมของฝนแบบ Rainbomb ได้ดีพอ การจำลองที่ต้องการทั้งความละเอียดและความรวดเร็วมีข้อจำกัดด้านเวลาในการคำนวณ จึงมีแนวทางนำ AI มาใช้ในการ Down Scaling เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์และนำข้อมูลไปสู่การเตรียมรับมือได้เร็วขึ้น
สิ่งที่ต้องการจากระบบข้อมูลจึงไม่ใช่เพียงการรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ต้องเชื่อมต่อไปถึงการตัดสินใจว่า เมื่อเกิดเหตุแล้วชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ จะเคลื่อนตัวอย่างไรเพื่อลดความเสียหายให้ได้มากที่สุด
Blue Infrastructure รับมือความเสี่ยงน้ำระยะยาว
ข้อเสนอที่ 3 คือการสร้าง Blue Infrastructure ที่เหมาะสมกับประเทศไทย ครอบคลุมทั้ง Grey Infrastructure และ Nature Based Infrastructure พร้อมเปิดพื้นที่ให้เกิดการลงทุนร่วมกับภาคเอกชน ไม่พึ่งพางบประมาณภาครัฐเพียงด้านเดียว
เหตุผลคือความเสียหายจากอุทกภัยแต่ละครั้ง มีมูลค่าสูงและส่งผลต่อเศรษฐกิจเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเกิดจากน้ำเหนือ น้ำทะเล หรือฝนปริมาณมหาศาลในช่วงเวลาสั้น ๆ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการลดความเสียหาย สร้างความเชื่อมั่น และสร้างคุณภาพชีวิตในระยะยาว
การบริหารจัดการน้ำจึงต้องเชื่อมตั้งแต่ความรู้ของชุมชน ข้อมูล เทคโนโลยี ไปจนถึงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่แยกแต่ละเรื่องออกจากกัน เพราะความเสี่ยงที่ประเทศกำลังเผชิญไม่ได้เกิดขึ้นในมิติใดมิติหนึ่ง
ดันเรื่องน้ำสู่วาระแห่งชาติ
ข้อเสนอสุดท้ายคือการทำให้น้ำเป็นวาระแห่งชาติ เพราะปัญหาน้ำไม่สามารถฝากไว้กับรัฐบาลหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้อีกต่อไป ภาครัฐ ภาคเอกชน เทคโนโลยี ชุมชน และประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะการสร้าง Active Citizen ที่พร้อมลุกขึ้นมาจัดการและดูแลพื้นที่ของตัวเอง
รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา กล่าวถึงบทบาทของ Water Resilience Center ว่าต้องการใช้ Scientific Platform ในการบริหารจัดการน้ำ พร้อมสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน และทำหน้าที่เป็น Community for Change เพื่อเปิดพื้นที่ให้ชุมชน ผู้นำด้านน้ำ และคนรุ่นใหม่ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง
ปลายทางของ Water Economy จึงไม่ได้อยู่ที่การมีเทคโนโลยีใหม่หรือโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้ทุกส่วนของประเทศสามารถทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การตัดสินใจระดับนโยบายไปจนถึงคนในพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนน้ำจากทรัพยากรที่อาจสร้างความเสียหาย ให้กลายเป็นทรัพยากรที่สร้างความมั่นคงต่อเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และอนาคตของประเทศ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Water Smart Community เปลี่ยนจากรับมือน้ำท่วม สู่ป้องกันก่อนเกิดภัย
กรุงเทพฯ บริหารเมืองด้วย Data จาก PM 2.5 ถึง Climate Change



