การตื่นนอนขึ้นมาพบข่าวความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แล้วพบว่าราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทันทีภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ชะงักลงจากความเสี่ยงภัยต่อสายเคเบิลใต้ทะเล ควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องราวในภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ หากแต่คือความเป็นจริงของโลกยุคปัจจุบัน ที่ความผันผวนไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง แต่ซ้อนทับและส่งผลกระทบรุนแรงถึงกันอย่างต่อเนื่อง
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองแห่งเอเชีย (APRC) อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “อนาคตประเทศไทยภายใต้โลกแห่งความผันผวน” ในวาระการเปิดหลักสูตร บยสส. รุ่นที่ 5 ของสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย โดยชี้ให้เห็นว่า ทุกวันนี้วิถีชีวิตของคนทั่วโลกผูกติดอยู่กับแนวคิดและนโยบายของผู้นำประเทศมหาอำนาจ สถานการณ์โลกได้ก้าวเข้าสู่สภาวะ “No Peace No War” หรือการไม่ได้รบพุ่งเต็มรูปแบบจนเป็นสงครามโลก แต่ก็ไร้ซึ่งสันติภาพที่แท้จริง นับเป็นวิกฤตที่ยืดเยื้อยาวนาน (Longer Lasting Crisis) จนกลายเป็นความปกติใหม่ (New Normal) ซึ่งเมื่อพิจารณาโครงสร้างความปั่นป่วนเหล่านี้ จะพบมิติแห่งการเปลี่ยนแปลงของโลก 8 ประการ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
1. ความปั่นป่วนทางเทคโนโลยี (Technology Disruption)
ในช่วงสามปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีมีการพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่สังคมพูดถึงยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 หรือการพัฒนาทักษะดิจิทัล (Digital Skill) ได้ไม่นาน โลกก็เข้าสู่ยุคของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ที่มีผู้พัฒนาขึ้นมาอย่าง ChatGPT ซึ่งเข้ามามีบทบาทเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานและโครงสร้างอาชีพ
ทว่าในแท้ที่จริงแล้ว ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เข้ามาแย่งชิงอาชีพของมนุษย์โดยตรง หากแต่เกิดการแข่งขันกันระหว่าง “ผู้ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็น” ซึ่งจะเข้ามาทดแทนกลุ่ม “ผู้ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ไม่เป็น” ดังนั้น สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่ตัวเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ แต่คือสภาวะที่ประเทศไทยอาจมีจำนวนคนที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งนับเป็นประเด็นสำคัญที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวว่า ศักยภาพที่มนุษย์จำเป็นต้องมีเพื่อให้อยู่เหนือกว่าปัญญาประดิษฐ์นั้น ไม่ใช่เรื่องของการแข่งขันด้านความเร็วหรือปริมาณในการประมวลผล หากแต่อยู่ที่สองคุณลักษณะสำคัญซึ่งเทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้
ประการแรกคือ การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ซึ่งเป็นทักษะในการตั้งคำถามและการวิเคราะห์ประเด็นอย่างลุ่มลึก ในวันที่มนุษย์มีสติปัญญาแจ่มใสและป้อนคำถามได้อย่างชาญฉลาด ระบบก็จะประมวลผลคำตอบที่ดีกลับมาให้ แต่ในวันที่มนุษย์ป้อนคำถามอย่างมักง่าย ย่อมได้ผลลัพธ์ที่ไม่สมบูรณ์กลับมาเช่นเดียวกัน ปัญญาประดิษฐ์จึงเป็นเพียงเครื่องมือที่สะท้อนคุณภาพทางความคิดของผู้ใช้งาน
ประการต่อมาคือ มนุษยนิยม (Humanism) ซึ่งครอบคลุมมิติทางจิตวิญญาณ อารมณ์ และศักยภาพภายในอันเป็นเอกลักษณ์ของมนุษย์ อาทิ ความฝัน การตั้งข้อสันนิษฐาน การตัดสินใจ ความมุ่งมั่น (Determination) แพสชัน (Passion) ความรักในสิ่งที่ทำ ตลอดจนความเมตตากรุณา (Compassion) อันเป็นสิ่งที่ปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันยังไม่อาจสร้างขึ้นได้
ความเชื่อมโยงระหว่างมนุษยนิยมกับการขับเคลื่อนในโลกจริง ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ หยิบกรณีศึกษาของ โทนี เฟอร์นันเดส (Tony Fernandes) ผู้ก่อตั้งสายการบินแอร์เอเชีย (AirAsia) มาเล่าให้ฟังว่า “ถ้าในอดีตช่วงเริ่มต้นธุรกิจมี AI แล้วเขาเลือกตัดสินใจตาม AI สายการบินแอร์เอเชียย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เพราะจากข้อมูลและความเสี่ยงในขณะนั้น AI ย่อมประมวลผลและบอกให้หยุดทำเพราะมีความเสี่ยงสูงเกินไป”
ทว่าปัจจัยที่ขับเคลื่อนจนสายการบินแห่งนี้เติบโตขึ้นมาได้ กลับเกิดจากศักยภาพทางมนุษยนิยม นั่นคือความฝัน (Dream) ภายใต้สโลแกน “Everyone Can Fly” ร่วมกับการตั้งข้อสันนิษฐาน (Assumption) และความมุ่งมั่น (Determination) บนพื้นฐานความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ว่าผู้คนมีความต้องการเดินทางด้วยเครื่องบิน หรือแม้กระทั่งในช่วงเกิดภัยพิบัติแผ่นดินไหวในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งสายการบินอื่นประกาศยกเลิกเที่ยวบินเนื่องจากประเมินความเสี่ยงสูง แต่ด้วยความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภค เขาจึงตัดสินใจเปิดสิทธิ์ให้ประชาชนบินฟรีจำนวน 5,000 ที่นั่ง ส่งผลให้มีผู้สำรองที่นั่งเต็มภายในเวลาอันรวดเร็ว และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แจ้งเกิดสายการบินในภูมิภาคได้สำเร็จ ซึ่งหากสอบถามปัญญาประดิษฐ์ในสภาวะความเสี่ยงเช่นนั้น ระบบย่อมประมวลผลให้หยุดการทำการบินโดยสิ้นเชิง
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวว่า การที่มนุษย์จะเอาชนะหรือชี้นำเทคโนโลยีได้นั้นเกิดจากการใช้อารมณ์ความรู้สึก ความฝัน ความมุ่งมั่น และแพสชันของความเป็นมนุษย์ เข้ามาผสมผสานกับการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ นำไปสู่โจทย์สำคัญของภาครัฐในการส่งเสริมการใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างมีความรับผิดชอบ ควบคู่ไปกับการวางกรอบธรรมาภิบาล (Governance) กำกับดูแล เพื่อให้ปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ
2. ความปั่นป่วนทางประชากรศาสตร์ (Demographic Disruption)
มิติความผันผวนต่อมาคือความปั่นป่วนทางประชากรศาสตร์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างและขนาดทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อพิจารณาบริบทของภูมิภาคเอเชีย จะพบความแตกต่างของโครงสร้างประชากรอย่างชัดเจน กล่าวคือ ประเทศไทย สิงคโปร์ จีน และญี่ปุ่น ได้ก้าวเข้าสู่สภาวะสังคมสูงวัย (Aged Society) ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน อาทิ เมียนมา ลาว เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ยังคงเป็นสังคมของคนรุ่นหนุ่มสาว (Young Society) ที่มีสัดส่วนประชากรวัยทำงานจำนวนมหาศาล
ความแตกต่างทางโครงสร้างประชากรดังกล่าวย่อมส่งผลให้ประหยัดต่อขนาดทางเศรษฐกิจ (Economy of Scale) แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่น ประเทศเวียดนามซึ่งมีประชากรเกือบ 100 ล้านคน และส่วนใหญ่ราว 90 ล้านคนเป็นประชากรวัยหนุ่มสาวและวัยทำงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความกล้าในการลงทุน การเสี่ยง และการจับจ่ายใช้สอย แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างประชากรของประเทศไทย แม้ตัวเลขทางการจากแต่ละหน่วยงานจะระบุไว้ตั้งแต่ 60 ถึง 70 ล้านคน ทว่าโครงสร้างส่วนใหญ่ของประชากรไทยกลับเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งมีพฤติกรรมทางเศรษฐกิจที่เน้นการฝากเงินและชะลอการใช้จ่าย ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติประเมินว่า ประเทศไทยอาจไม่ใช่ตลาดที่มีขนาดการบริโภคจริง 70 ล้านคนตามตัวเลขประชากร แต่อาจมีกำลังซื้อแท้จริงเหลือเพียงราว 50 ล้านคนเท่านั้น การผลิตสินค้าในประเทศไทยจึงไม่อาจคาดหวังผลตอบแทนจากขนาดเศรษฐกิจตามจำนวนประชากรได้เหมือนประเทศเพื่อนบ้าน
นอกจากนี้ โจทย์ใหญ่เชิงโครงสร้างของประเทศไทยยังอยู่ที่ช่องว่างระหว่าง Lifespan (อายุขัย) และ Healthspan (ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพแข็งแรง) แม้ปัจจุบันคนไทยจะมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นจนถึง 90 ปี แต่ช่วงเวลาของการมีสุขภาพที่แข็งแรง ปราศจากภาวะติดเตียง หรือสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างสมบูรณ์กลับหยุดอยู่เพียงช่วงอายุ 70 กว่าปีเท่านั้น ทำให้เกิดช่องว่างของการเป็นผู้สูงอายุที่มีข้อจำกัดในการดูแลตัวเอง
ความท้าทายของประเทศไทยจึงเป็นการลดช่องว่างระหว่าง Lifespan และ Healthspan ลง เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรง มีสติปัญญา และยังมีศักยภาพ สามารถกลับเข้าสู่ระบบแรงงาน (Workforce) ได้อีกครั้ง ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาโมเดลการพัฒนาประชากรของประเทศสิงคโปร์ ที่เน้นการยกระดับและปรับเปลี่ยนทักษะ (Skill Retrain) ให้แก่ผู้สูงอายุและผู้เกษียณอายุ เช่น การฝึกทักษะด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) หรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการทำงานยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. ความปั่นป่วนจากโรคระบาด (Pandemic Disruption)

มิติความผันผวนประการต่อมาคือความปั่นป่วนจากโรคระบาด ซึ่งยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของโลกในอนาคต แม้ประชาคมโลกจะผ่านพ้นวิกฤตการณ์โควิด-19 มาแล้วก็ตาม แต่ยังคงมีรายงานถึงความเสี่ยงของโรคระบาดใหม่ๆ โดยองค์การสหประชาชาติเคยออกแถลงการณ์เตือนว่า ประเทศส่วนใหญ่ในโลกยังคงอยู่ในสภาวะ Dangerously Unpreparedหรือการขาดความพร้อมอย่างน่าสะพรึงกลัวในการรองรับโรคระบาดใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
สิ่งที่ทั่วโลกและประเทศไทยต้องเผชิญ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องความเสี่ยงจากเชื้อโรคใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข ซึ่งเห็นได้ตั้งแต่ระดับสากลที่ประเทศร่ำรวยเจรจาเหมาซื้อวัคซีนและเวชภัณฑ์ทั้งหมด ไปจนถึงระดับภายในประเทศที่กลุ่มคนซึ่งมีทรัพยากรหรือสายสัมพันธ์ (Connection) มากกว่า ย่อมสามารถเข้าถึงระบบการรักษาได้เหนือกว่าผู้อื่น
ด้วยเหตุนี้ แนวทางการบริหารจัดการระบบสาธารณสุขแห่งอนาคต จึงต้องเปลี่ยนผ่านจากความเสมอภาคเชิงระบบ (Health Equality) ไปสู่ Health Equity (ความเท่าเทียมเชิงธรรม)
ความแตกต่างสำคัญในเชิงสาธารณสุขคือ ความเสมอภาคเชิงระบบ (Health Equality) เป็นเพียงการจัดสรรทรัพยากรหรือสิทธิการบริการทางการแพทย์ในปริมาณที่เท่ากันให้แก่ประชาชนทุกคนโดยไม่คำนึงถึงความพร้อมเดิม ซึ่งไม่อาจลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำได้จริง เพราะผู้ที่มีกำลังทรัพย์หรือสายสัมพันธ์ย่อมมีความพร้อมในการเข้าถึงการรักษามากกว่าเป็นทุนเดิม
ในทางกลับกัน ความเท่าเทียมเชิงธรรม (Health Equity) มุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากร บุคลากรทางการแพทย์ และความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษหรือเป็นสองเท่าให้แก่กลุ่มเปราะบางที่ขาดความพร้อม อาทิ ผู้มีรายได้น้อย ประชาชนชายขอบ ผู้สูงอายุ และผู้ที่อาศัยในชนบทห่างไกล เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้รับโอกาสในการได้รับการรักษาพยาบาลและการปกป้องสุขภาพในระดับที่ทัดเทียมกับคนกลุ่มอื่น อันเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างระบบความมั่นคงทางสุขภาพ (Health Security) ที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับแรงกระแทกจากโรคระบาดใหม่ได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
4. ความปั่นป่วนทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Destruction)
มิติความผันผวนประการต่อมาคือความปั่นป่วนทางสิ่งแวดล้อม ทั้งในรูปของภัยพิบัติน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และปัญหามลพิษ PM 2.5 ปัจจุบันสภาพภูมิอากาศแปรปรวนได้ยกระดับเกินกว่าภาวะโลกร้อน (Global Warming) เข้าสู่ยุค “โลกเดือด” (Global Boiling) และเปลี่ยนผ่านจากวิกฤตภูมิอากาศ (Climate Crisis) ไปสู่สภาวะ Climate Catastrophe หรือความหายนะทางภูมิอากาศตามคำเตือนขององค์การสหประชาชาติ
ความท้าทายในอนาคตคือ รูปแบบของภัยพิบัติจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยมวลน้ำจะมาด้วยความเร็วและความรุนแรงสูงจนสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนและชีวิตประชาชนทันที ขณะเดียวกัน แม้เทคโนโลยีในปัจจุบันจะสามารถคาดการณ์ปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาล่วงหน้าได้ เช่น สภาวะที่ระดับน้ำทะเลในฝั่งอ่าวไทยและอันดามันยกขึ้นสูงพร้อมกัน หรือการคงตัวของแม่น้ำไอน้ำ (Atmospheric River) บนชั้นบรรยากาศซึ่งนำไปสู่ฝนตกหนักรุนแรง (Rain Bomb) แต่ความเสี่ยงสำคัญของประเทศไทยยังคงอยู่ที่ “การขาดประสิทธิภาพในการสื่อสารเตือนภัย” ทั้งการใช้ภาษาสำนักวิชาการที่ประชาชนไม่เข้าใจว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไร เช่น คำว่า ‘น้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลัน’ กลับเป็นภาษาที่ไม่สามารถสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจได้จริงว่าพื้นที่ใดจะเกิดภัยและต้องอพยพไปที่ใด หรือความผิดพลาดในระบบสัญญาณเตือนภัยของท้องถิ่น
การป้องกันและรับมือภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อมแห่งอนาคต (Adaptation) จึงจำเป็นต้องขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ 2 ประการ ได้แก่:
การบูรณาการองค์ความรู้แบบสหศาสตร์ (Multidisciplinary): การตั้งรับภัยพิบัติยุคใหม่ไม่อาจอาศัยศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งได้ แต่ต้องหลอมรวมผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาเข้ามาทำงานร่วมกัน ดังเช่นโมเดลความร่วมมือในการตั้งศูนย์วิจัยรับมือน้ำท่วม ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ดึงผู้เชี่ยวชาญมาร่วมมือกับสาขานิเทศศาสตร์ในการสื่อสารเตือนภัยภาษาชาวบ้าน, วิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในการคาดการณ์, บริหารธุรกิจและการประกันภัยในการรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ตลอดจนกฎหมายในการแก้ข้อติดขัดเรื่องหลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชน
การขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานป้องกันภัยระยะยาวผ่านภาควิชาการและสื่อมวลชน: โครงการขนาดใหญ่เพื่อปกป้องประเทศในอนาคต เช่น การสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร หรือการสร้างคันกั้นทะเล จะไม่อาจเกิดขึ้นได้เลยหากปล่อยให้ภาคการเมืองเป็นผู้เปิดประเด็น ทางออกยุทธศาสตร์จึงต้องเริ่มจากการให้ภาควิชาการจับมือกับสื่อมวลชน นำเสนอผลการศึกษา เหตุผล และแนวทางป้องกันที่ถูกต้องแก่สังคมให้เห็นพ้องร่วมกันก่อน แล้วจึงส่งต่อให้พรรคการเมืองนำไปรับลูกและขับเคลื่อนเป็นนโยบายสาธารณะต่อไป
5. ความปั่นป่วนทางการศึกษา (Education Disruption)
มิติความผันผวนประการต่อมาคือความปั่นป่วนทางการศึกษา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่มักถูกมองข้าม เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว วิถีชีวิตและการเรียนรู้ของมนุษย์ย่อมเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบเดิมที่เป็น 3 ขั้นตอน (Three-Stage Life) ได้แก่ ช่วงชีวิตก่อนปริญญาตรี การศึกษาระดับปริญญาตรี และการทำงานหรือศึกษาต่อหลังปริญญาตรี ไปสู่ระบบ Multi-Stage Life (หลายขั้นตอน) ที่ไร้ขอบเขตเรื่องอายุหรือลำดับเวลา
ในวิถีชีวิตแบบ Multi-Stage Life ผู้เรียนในยุคปัจจุบันอาจเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเพียงชั้นปีที่ 1 แล้วออกไปฝึกงานหรือทำงานจริง ควบคู่ไปกับการศึกษาระยะสั้น (Short Courses) เพื่อยกระดับทักษะ (Upskill/Reskill) ของตนเอง โดยสามารถนำผลการเรียนและประสบการณ์มาจัดเก็บไว้ในธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) จากนั้นจึงค่อยกลับเข้ามาศึกษาต่อในชั้นปีที่ 2 ในภายหลัง หรืออาจตัดสินใจไม่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยอีกเลย เนื่องจากได้รับความรู้และพัฒนาทักษะจนเพียงพอต่อการประกอบอาชีพแล้ว
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนำไปสู่โจทย์ใหญ่ของสถาบันอุดมศึกษาในการปรับตัวและทลายข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ดังคำกล่าวของอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore: NUS) ที่ระบุไว้ว่า “The World Has Problems, But University Has Departments” (โลกมีปัญหา แต่มหาวิทยาลัยมีคณะ)
คำกล่าวข้างต้นสะท้อนว่า วิกฤตและความท้าทายสำคัญของโลกยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภาวะโลกร้อนหรือความยั่งยืน (Sustainability) ล้วนเป็นประเด็นที่คาบเกี่ยวและต้องใช้องค์ความรู้ข้ามสาขาวิชา ทั้งวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ กฎหมาย และนิเทศศาสตร์ ทว่าสถาบันอุดมศึกษาส่วนใหญ่กลับยังคงทำงานแยกส่วนเป็นไซโล (Silo) ตามคณะและภาควิชา แม้แต่ละคณะจะมีความเชี่ยวชาญเป็นเลิศในสาขาของตนก็ตาม แต่ก็ไม่อาจตอบโจทย์การแก้ปัญหาที่ซับซ้อนของโลกได้อย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้ สถาบันการศึกษาจึงต้องเร่งปรับตัว เช่นเดียวกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ดำเนินการจัดตั้งวิทยาลัยการเรียนรู้ตลอดชีวิตขึ้น พร้อมทั้งดำเนินการปรับรูปแบบบัณฑิตวิทยาลัยเดิม ไปสู่การเป็น “วิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการ” เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถศึกษาสาขาวิชาที่มากกว่าหนึ่งสาขา หลอมรวมองค์ความรู้จากหลากหลายคณะและภาควิชาเข้ามาไว้ด้วยกัน เพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาจริงของสังคมและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ได้อย่างเท่าทัน
6. ความปั่นป่วนทางพลังงาน (Energy Disruption)
มิติความผันผวนประการต่อมาคือความปั่นป่วนทางพลังงาน ซึ่งเกิดขึ้นจากสภาวะที่ทิศทางพลังงานสะอาดของโลกถูกตีกลับลงอย่างรวดเร็ว เดิมทีประชาคมโลกมุ่งมั่นเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานสีเขียว (Green Transition) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ทว่ากระบวนการดังกล่าวต้องชะลอตัวลงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนและการคว่ำบาตรทางพลังงาน ส่งผลให้กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกซึ่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสีเขียวเกิดสภาวะขาดแคลนพลังงาน จนต้องหันกลับไปพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและจัดซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราคาแพงจากสหรัฐอเมริกาแทน ประกอบกับนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ชูนโยบายเร่งขุดเจาะน้ำมันฟอสซิล “Drill Baby Drill” เพื่อเอาใจกลุ่มทุนพลังงาน ยิ่งซ้ำเติมให้ทิศทางพลังงานสะอาดของโลกเกิดความผันผวนย้อนกลับอย่างรุนแรง
ทว่าเมื่อเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสภาวะความไม่สงบในเส้นทางขนส่งทางทะเลสำคัญ อย่างช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง ความผันผวนดังกล่าวก็ได้เปลี่ยนวิธีคิดของโลกทางด้านพลังงานอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่มุ่งเน้นเรื่อง “ต้นทุนต่ำ” (Cost) หรือการผลิตให้มีราคาถูกที่สุด เปลี่ยนไปสู่เรื่อง “ความมั่นคงทางพลังงาน” (Energy Security) ซึ่งครอบคลุมไปถึงความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น พลาสติก บรรจุภัณฑ์ และอาหาร กล่าวคือ ในโลกยุคปัจจุบันแม้พลังงานหรือวัตถุดิบจะมีราคาแพง ก็จำเป็นต้องจัดหามาสำรองไว้ให้เพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้อุตสาหกรรมและระบบเศรษฐกิจหยุดชะงักลง
สภาวะความเสี่ยงในเส้นทางขนส่งพลังงานโลกนี้ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยและกลุ่มประเทศในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูงมาก จนต้องตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดสรรงบประมาณ เพื่อกลับมาเร่งขับเคลื่อน Green Transition อีกครั้ง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและความพึ่งพาตนเองได้ทางพลังงานในระยะยาว
อย่างไรก็ดี แม้ประเทศไทยจะมีความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์และมีงบประมาณในการขับเคลื่อนพลังงานสีเขียว แต่การใช้งานจริงกลับติดขัด “คอขวด” จากข้อจำกัดทางกฎหมายและระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) ที่ยัง “ไม่ Green” อย่างแท้จริง ยกตัวอย่างเช่น ในระดับภาคประชาชน กฎหมายไม่อนุญาตให้ติดตั้งและส่งผ่านกระแสไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ข้ามถนนส่วนบุคคลเพื่อนำมาใช้ในอาคารพักอาศัยของตนเองได้ หรือในระดับสถาบันการศึกษา อย่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีพื้นที่ศูนย์การศึกษาวิชาการแม่เหียะกว่า 1,500 ไร่ และสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้เป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถส่งผ่านกระแสไฟฟ้าไปยังโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ (สวนดอก) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองและมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงได้โดยตรง เนื่องจากติดข้อจำกัดทางกฎหมายที่บังคับให้กระแสไฟฟ้าต้องส่งผ่านระบบโครงข่าย (Grid) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเท่านั้น
ดังนั้น การขับเคลื่อนพลังงานสีเขียวในประเทศไทยให้ประสบความสำเร็จ นอกเหนือจากการจัดสรรงบประมาณแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือภาครัฐต้องเร่งรื้อและแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างทางกฎหมาย เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคประชาชน เอกชน และสถาบันการศึกษา สามารถผลิตและส่งผ่านพลังงานสีเขียวได้อย่างเสรีอย่างแท้จริง
7. ภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจโลก (Geo-Economic Disruption)
มิติความผันผวนประการต่อมาคือภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งหากภาคส่วนใดมองว่าระบบและระเบียบเศรษฐกิจโลก (Economic Order) จะสามารถหมุนวนกลับไปสู่สภาวะเดิมในอดีตได้ ย่อมนำไปสู่ความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายและการลงทุนอย่างยิ่ง
ในมิติการค้าระหว่างประเทศ ระบบการค้าพหุภาคี (Multilateral System) ที่เพียรสร้างกันมาหลายทศวรรษภายใต้อุดมการณ์ขององค์การการค้าโลก (WTO) ได้ถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิง สหรัฐอเมริกาปฏิเสธการใช้องค์การการค้าโลกในการอ้างอิง และหันมาใช้นโยบายการขึ้นภาษีฝ่ายเดียว (Reciprocal Tariff) ผ่านกฎหมายภายใน อาทิ การอ้างมาตรา 301 และมาตรา 122 ขณะเดียวกัน ประเทศจีนและคู่ค้าอื่นๆ ก็ใช้มาตรการทางกฎหมายและนโยบายภายในในการขึ้นภาษีและตอบโต้กลับโดยไร้ซึ่งการอ้างอิงข้อตกลงพหุภาคีเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ ระบบการลงทุนและเทคโนโลยีโลกยังเกิดสภาวะการแยกห่วงโซ่อุปทานออกจากกันอย่างเด็ดขาด (Decoupling) เช่น มาตรการควบคุมการส่งออกชิปขั้นสูงของบริษัท NVIDIA ไปยังจีน ซึ่งจีนก็ได้ตอบโต้ด้วยการระงับการส่งออกแร่หายาก (Rare Earth) อันเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ สะท้อนถึงการใช้ขีดความสามารถทางการค้าและตลาดเป็นอำนาจต่อรองเชิงโครงสร้าง
ในมิติทางการเงินระหว่างประเทศ ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างสำคัญจากการที่ทั่วโลกเริ่มลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ (De-dollarization) และพยายามแสวงหาสกุลเงินทางเลือก (Alternative Currencies) ในการค้าและการเงินระหว่างประเทศ นำไปสู่การเกิดปรากฏการณ์ทางเศรษฐศาสตร์ใหม่ที่เรียกว่า “เพโทรหยวน” (Petroyuan) ขึ้นมามีบทบาทและลดทอนความสำคัญของเพโทรดอลลาร์ (Petrodollar) ที่เคยเป็นสกุลเงินหลักในตลาดพลังงานโลก
นอกจากนี้ ระบบการเงินโลกยังผันผวนจนนำไปสู่การถือครองสินทรัพย์ทางเลือกเพื่อความมั่นคงและการแลกเปลี่ยน ได้แก่ ทองคำ (Gold), แร่เงิน (Silver), แพลทินัม (Platinum) รวมถึงการศึกษาและพัฒนาเหรียญดิจิทัลที่มีสินทรัพย์อ้างอิง (Stable Coin) เพื่อนำมาใช้เป็นทางเลือกใหม่ในระบบการเงินและการค้าระหว่างประเทศในอนาคต
8. ภูมิรัฐศาสตร์การเมืองโลก (Geo-Political Disruption)
มิติความผันผวนประการสุดท้ายคือภูมิรัฐศาสตร์การเมือง ซึ่งการแข่งขันและการบังคับเลือกข้างระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีนยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทว่ารูปแบบและนโยบายต่างประเทศของมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ได้เปลี่ยนผ่านไปสู่นโยบายชาตินิยม (Nationalistic Foreign Policy) และการเจรจาต่อรองทางการทูตแบบเป็นธุรกรรมรายเรื่อง (Transactional Negotiation Policy)
ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือ การลดความสำคัญของความสัมพันธ์เชิงประวัติศาสตร์ (Play down historical relations) ในอดีตประเทศพันธมิตรที่เคยมีความสัมพันธ์อันดีหรือเคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่มายาวนาน ต่างประสบภาวะถูกกดดันทางเศรษฐกิจ ทั้งการขึ้นภาษีและการห้ามนำเข้าสินค้าเช่นเดียวกับประเทศอื่น แม้กระทั่งภายในพันธมิตรทางทหารอย่าง NATO หรือกลุ่ม G7 สหรัฐอเมริกาก็ดำเนินนโยบายข่มขู่และกดดันให้ประเทศสมาชิกในยุโรปตะวันตกต้องจัดสรรงบประมาณด้านอาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ นโยบายการค้า (Trade Policy) ยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองและความมั่นคงอย่างเปิดเผย ผ่านการเจรจาแลกเปลี่ยนข้ามภาคส่วน (Cross-Sectoral Negotiation) เช่น การนำมาตรการภาษี (Tariff) มาต่อรองและสร้างเงื่อนไขในประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ เช่น รัสเซีย-ยูเครน, อินเดีย-ปากีสถาน หรือกรณีไทย-กัมพูชา รวมทั้งการนำกฎหมายภายในมาบังคับใช้รอบด้าน ทั้งมาตรา 122 และมาตรา 301 ในกฎหมายการค้า ค.ศ. 1974 ตลอดจนมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาด (Anti-Dumping) และการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty)
นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวถึงท่าทีการแทรกแซงและอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญทั่วโลก เช่น กระแสข่าวเรื่องความต้องการพื้นที่กรีนแลนด์ หรือข้อเสนอเกี่ยวกับการบริหารช่องแคบปานามา ตลอดจนกรณีของเวเนซุเอลาและคิวบา
ขณะเดียวกัน เมื่อวิเคราะห์บทบาทและการวางตนของมหาอำนาจ จะพบข้อสังเกตถึง “การแบ่งพื้นที่ความรับผิดชอบต่อโลกของมหาอำนาจ” ระหว่างมหาอำนาจหลักอย่างเงียบๆ ดังนี้
ภูมิภาคเอเชีย: สหรัฐอเมริกาเริ่มผ่อนคลายความดุเดือดในการแทรกแซงประเด็นสิทธิมนุษยชน อุยกูร์ ซินเจียง ฮ่องกง หรือความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ และยอมชะลอการส่งมอบอาวุธให้แก่ไต้หวัน เสมือนเป็นการเปิดทางให้จีนเข้ามาดูแลภาพรวมในภูมิภาคเอเชีย
ภูมิภาคยุโรปตะวันออก: สหรัฐอเมริกามีท่าทีอลุ่มอล่วยต่อรัสเซียในกรณีสงครามยูเครนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งแตกต่างจากสมัยประธานาธิบดีไบเดน เสมือนเป็นการยอมรับเขตอิทธิพลของรัสเซียในพื้นที่ดังกล่าว
ภูมิภาคตะวันออกกลางและละตินอเมริกา: สหรัฐอเมริกายังคงเข้าควบคุมและมีบทบาทหลักในพื้นที่ตะวันออกกลางเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและกลุ่มทุน รวมทั้งการเข้าจัดการพื้นที่ละตินอเมริกาซึ่งเป็นบริเวณหลังบ้าน (My Backyard) ของตนเองอย่างเด็ดขาด โดยที่จีนและรัสเซียก็ไม่ได้เข้าไปคัดค้านหรือแทรกแซงเชิงลึกแต่อย่างใด
การเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกทางภูมิรัฐศาสตร์การเมืองในลักษณะนี้ ย่อมส่งผลให้ประเทศขนาดเล็กต้องเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น และจำเป็นต้องอ่านกลไกอำนาจใหม่ของมหาอำนาจให้ออกเพื่อวางยุทธศาสตร์การต่างประเทศได้อย่างเท่าทัน
ยุทธศาสตร์และทางออกของประเทศไทย
ท่ามกลางระเบียบโลกใหม่ที่มหาอำนาจบริหารความสัมพันธ์แบบเป็นธุรกรรมรายเรื่อง (Transactional) และเน้นผลประโยชน์ระยะสั้น คำถามสำคัญคือประเทศไทยจะวางจุดยืนอย่างไรในเวทีโลก ในฐานะผู้มีประสบการณ์บริหารงานการต่างประเทศและเศรษฐกิจ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ ได้นำเสนอ ยุทธศาสตร์ทางรอดเชิงรุก ที่ประเทศไทยจำต้องเร่งขับเคลื่อนอย่างมีเอกภาพ ดังนี้:
1. ทำความเข้าใจกลไกภายในสหรัฐฯ และการผูกพันประเด็นความมั่นคงเพื่อปกป้องการค้า
ประเทศไทยต้องเข้าใจโครงสร้างการตัดสินใจของสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระทรวงพาณิชย์หรือผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพียงลำพัง แต่ผ่านกลไกการประชุมร่วมระหว่างหน่วยงาน (Interagency Meeting) ซึ่งประกอบด้วยสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ NSC, กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงกลาโหม หรือ Pentagon, กระทรวงพาณิชย์ และ USTR
ยุทธศาสตร์สำคัญคือ ไทยต้องอ่านกลไกนี้ให้ออก แล้วนำประเด็นความร่วมมือด้านความมั่นคง การทูต หรือการให้ความช่วยเหลือที่ไทยเคยทำงานร่วมกับสหรัฐฯ เข้าไปผูกพันกับการเจรจาทางการค้า เพื่อให้ฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายการต่างประเทศของสหรัฐฯ ช่วยเปิดปากยกมือทัดทานฝ่ายการค้าในที่ประชุม Interagency แทนไทย ว่าไม่ควรลงโทษหรือขึ้นภาษีตอบโต้ไทย เนื่องจากไทยมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และความมั่นคงกับสหรัฐฯ
2. ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การทูตแบบมี “แตรวง”
สำหรับประเทศขนาดกลางหรือขนาดเล็ก การเดินไปเจรจากับมหาอำนาจโดยลำพังย่อมไร้พลังในการต่อรอง ยุทธศาสตร์ยุคนี้จึงต้องอาศัยการทูตแบบมี “แตรวง” หรือการสร้างบทบาทเชิงรุกในเรื่องใหญ่ที่สังคมโลกกำลังโหยหาและให้ความสนใจ เพื่อดึงดูดความสนใจ อาทิ การเสนอตัวเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยสร้างสันติภาพและแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ในประเทศเมียนมาอย่างจริงจัง ซึ่งนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาภัยความมั่นคงและมลพิษข้ามแดนตามแนวชายแดนไทยแล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ให้มหาอำนาจอื่นเข้ามาแทรกแซง การสร้างคุณค่าและทำเรื่องใหญ่ที่ประชาคมโลกให้ความสนใจ จะช่วยเพิ่มน้ำหนักและอำนาจต่อรองให้แก่ประเทศไทยในสายตามหาอำนาจได้อย่างมหาศาล
3. ส่งผู้แทนพิเศษ (Special Envoy) เจรจาตรงถึงระดับรัฐและฐานเสียงการเมือง
ประเทศไทยไม่ควรรอพึ่งพาเพียงช่องทางการทูตผ่านระบบราชการหรือระดับรัฐมนตรีตามกระทรวงปกติเท่านั้น แต่ควรแต่งตั้ง ผู้แทนพิเศษ (Special Envoy) จากภาคเอกชนและสื่อมวลชน เดินทางไปเจรจาโดยตรงกับกรรมาธิการในรัฐสภาสหรัฐฯ (Congress/Capitol Hill) ตลอดจนผู้ว่าการรัฐ (Governor) และวุฒิสมาชิกรัฐบาลท้องถิ่นในรัฐที่เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรครีพับลิกัน โดยเฉพาะรัฐที่ภาคเอกชนไทยเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานและสร้างงานให้แก่คนท้องถิ่น เพื่อชี้ให้เห็นว่าหากไทยถูกมาตรการทางการค้าจะกระทบต่อการจ้างงานและเศรษฐกิจในรัฐนั้น แล้วขอให้ผู้ว่าการรัฐช่วยต่อสายพูดคุยกับประธานาธิบดีโดยตรงแทนไทย ซึ่งจะมีน้ำหนักทางการเมืองและได้ผลลัพธ์ที่ตรงจุดกว่าการเจรจาผ่านช่องทางทางการทูตแบบเดิม
4. ใช้บริการบริษัทที่ปรึกษาทางการเมือง (Lobbyist)
ในระบบการเมืองของสหรัฐอเมริกา การใช้บริการบริษัทที่ปรึกษาทางการเมืองหรือ Lobbyist ถือเป็นกระบวนการที่เปิดเผย สว่าง และถูกต้องตามกฎหมาย (Registered Lobbyist) ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากระบบดังกล่าวอย่างมืออาชีพ เพื่อเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกว่าผู้ใดคือผู้มีอำนาจตัดสินใจตัวจริง (Who is Who) และให้ Lobbyist ทำหน้าที่เปิดประตู (Open Doors) ประสานงานให้ผู้แทนของไทยได้เข้าพบเพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์แก่ผู้กำหนดนโยบายระดับสูงได้อย่างทันท่วงที
5. วางตนเป็น “Trusted Connector” บนจุดแข็งของความเป็นไทย
ประเทศไทยต้องวางจุดยืนทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างชาญฉลาดโดยไม่เข้าไปเป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายใด (Not party to the conflict)พร้อมทั้งใช้จุดแข็งของอัตลักษณ์ไทยที่มีมิตรไมตรีอันดีกับทุกฝ่าย ทั้งสหรัฐอเมริกา จีน ยุโรป รัสเซีย และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ทำหน้าที่เป็น “Trusted Connector” หรือตัวเชื่อมที่ทุกฝ่ายให้ความไว้วางใจ (Connecting the Dots) รวมถึงการใช้พลังในการรวมตัว (Convening Power) ของไทย ในการเสนอตัวเป็นพื้นที่จัดเวทีหารือระดับสากลเพื่อร่วมกำหนดระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ขึ้นในประเทศไทย
6. ปรับทัศนคติมุ่งสู่ความมั่นคงในมิติต่าง ๆ
ประเทศไทยจำต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติจากการมุ่งเน้นเพียงเรื่องต้นทุนทางเศรษฐกิจ (Cost) ไปสู่เรื่องความมั่นคง (Security) ในมิติต่างๆ ได้แก่ ความมั่นคงด้านอาหาร (Food Security) การยกระดับห่วงโซ่อุปทานเกษตรและอาหารเพื่อเป็นคลังอาหารที่ปลอดภัยของโลก และ ความมั่นคงด้านสุขภาพ (Health Security) การพัฒนาระบบสาธารณสุขตามหลัก Health Equity เพื่อรองรับโรคระบาดใหม่
บทสรุปสำหรับประเทศไทย
วิกฤติและความผันผวนของโลกในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นแล้วจบลงในระยะเวลาอันสั้น แม้สงครามหรือความขัดแย้งในพื้นที่ต่าง ๆ จะหยุดลง แต่มรสุมและผลกระทบเชิงโครงสร้างจะยังคงตกทอดและอยู่กับสังคมโลกไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี ดังคำกล่าวที่ว่า “The end of the war is not the end of the problem”
วิกฤติโลกกำลังบังคับให้ทุกประเทศต้องเร่งปรับเปลี่ยนทิศทาง (Crisis dictates transition) จึงถึงเวลาแล้วที่ทุกองคาพยพ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ สื่อมวลชน และภาคประชาชน ต้องก้าวข้ามการมองปัญหาและการทำงานแบบแยกส่วน แล้วมาร่วมกันตอบคำถามสำคัญว่า “วันนี้เราทำใจรับ และมียุทธศาสตร์ต่อระเบียบโลกใหม่แล้วหรือยัง”



