Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

SME ไทย 99.5% แต่รายได้แค่ 34.8% โจทย์ใหญ่ปฏิรูปกติกาการค้า

SME ไทย 99.5% แต่รายได้แค่ 34.8% โจทย์ใหญ่ปฏิรูปกติกาการค้า

โลกที่เปลี่ยนจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงโครงสร้างประชากร กำลังเปลี่ยนเงื่อนไขของการค้าและการแข่งขันอย่างรวดเร็ว การทำธุรกิจโดยมุ่งลดต้นทุนให้ต่ำที่สุดจึงไม่เพียงพออีกต่อไป ธุรกิจต้องคำนึงถึงความมั่นคง ความยั่งยืน และความน่าเชื่อถือ รวมถึงความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวให้ทันตลาด ภาครัฐเองก็ต้องเปลี่ยนวิธีกำกับดูแล เมื่อรูปแบบธุรกิจและปัญหาการแข่งขันไม่ได้อยู่ในกรอบเดิมอีกแล้ว

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศขนาดใหญ่ และธุรกิจจำนวนมากก็ไม่ใช่ธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ขนาดไม่ได้หมายความว่าจะแข่งขันไม่ได้ ความเร็วในการเรียนรู้ การมองเห็นทิศทางของตลาด และการปรับตัวต่างหากที่มีความสำคัญมากขึ้น การขายสินค้าและบริการแบบเดิมก็อาจไม่เพียงพอ ธุรกิจต้องเพิ่มมูลค่าและสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคให้มากขึ้น

SME 99.5% สร้างรายได้แค่ 34.8%

เมื่อกลับมามองตลาดในประเทศ ช่องว่างระหว่างผู้ประกอบการแต่ละขนาดยังเห็นได้ชัด SME มีสัดส่วนถึง 99.5% ของนิติบุคคลทั้งหมด แต่สร้างรายได้เพียง 34.8% และตัวเลขนี้แทบไม่เปลี่ยนแปลงตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจขนาดเล็กเกิดใหม่จำนวนมาก แต่ก็มีธุรกิจขนาดเล็กที่เลิกกิจการไม่น้อย โจทย์จึงอยู่ที่การทำให้ธุรกิจที่เกิดใหม่เข้าสู่ระบบได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งมีความรู้และทักษะเพียงพอที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้

ช่องว่างเดียวกันปรากฏในภาคส่งออก เศรษฐกิจไทยในไตรมาสล่าสุดเติบโต 1.9% โดยมีการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ปีที่ผ่านมาการส่งออกของไทยมีมูลค่า 11.2 ล้านล้านบาท แต่ผู้ส่งออกรายเล็กมีสัดส่วนไม่ถึง 20% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด รายได้จากกิจกรรมเศรษฐกิจสำคัญจึงยังกระจายไปไม่ถึงผู้ประกอบการรายเล็กในสัดส่วนที่สอดคล้องกับจำนวนของธุรกิจกลุ่มนี้

รมว.พาณิชย์มองว่า นโยบายการแข่งขันทางการค้าต้องถูกยกระดับให้เป็นเสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ บทบาทของหน่วยงานกำกับดูแลจึงต้องไปไกลกว่าการบังคับใช้กติกา โดยต้องทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลางสามารถแข่งขัน และเปิดทางให้รายได้กระจายไปยังผู้ประกอบการทุกขนาดมากขึ้น

เปลี่ยน Regulator จากตั้งรับเป็นเชิงรุก

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ปัญหาการแข่งขันหลายเรื่องไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่สะสมมาเป็นเวลานาน การรอจนปัญหาเกิดขึ้นแล้วจึงเข้าไปจัดการทำให้ต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณมากขึ้น ขณะที่ผลลัพธ์อาจไม่เต็มที่ คุณศุภจีจึงเสนอให้หน่วยงานกำกับดูแลเปลี่ยนไปทำงานเชิงรุก ลงไปทำความเข้าใจตลาดและพื้นที่ ใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงมาประกอบการออกแบบนโยบาย เพื่อวางแนวทางจัดการตั้งแต่ก่อนปัญหาจะขยายตัว

วิธีคิดเรื่องการคุ้มครองก็ต้องเปลี่ยนตาม จากเดิมที่มองการคุ้มครองผู้ประกอบการจากการแข่งขัน มาเป็นการคุ้มครองโอกาสในการแข่งขัน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าสู่ตลาดภายใต้เงื่อนไขที่เป็นธรรม แนวทางนี้ถูกนำมาใช้กับการดูแลปัญหาล้งผลไม้ รวมถึงปัญหานอมินี ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า

ปัญหาเหล่านี้เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน การทำงานแยกกันจึงทำให้การจัดการไม่มีพลังเพียงพอ รมว.พาณิชย์ ระบุถึงการเชื่อมการทำงานระหว่างหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์กับตลาดหลักทรัพย์ สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าไทย ภาคอุตสาหกรรม กรมสรรพากร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกัน ทั้งการส่งเสริมผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและจัดการผู้ที่กระทำผิด

ปรับกติกาให้ทันตลาด เปิดทางรายเล็กแข่งขัน

การทำงานเชิงรุกจะเกิดผลได้ยาก หากกติกายังตามหลังรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนไป ตลาดในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลมีข้อมูลและ AI เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจตามเทคโนโลยี หน่วยงานกำกับดูแลจึงต้องปรับวิธีทำงานให้ทันกับตลาดเช่นกัน กติกาที่ออกมาจะต้องช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาด เติบโต และเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับธุรกิจขนาดเล็กได้อย่างเป็นธรรม

หนึ่งในเรื่องที่สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าดำเนินการคือ Credit Term โดยกำหนดระยะเวลาชำระเงินแก่ผู้ประกอบการรายเล็กไม่เกิน 30 วันสำหรับสินค้าเกษตร และไม่เกิน 45 วันสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เพื่อลดปัญหาเงินทุนหมุนเวียนของรายเล็กที่อาจเกิดจากอำนาจต่อรองที่แตกต่างกันระหว่างคู่ค้า

ตลาดแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นอีกเรื่องที่ถูกนำเข้ามาอยู่ในการกำกับดูแล มีการทำหนังสือถึงแพลตฟอร์มหลัก 6 แห่ง ขอให้ยังไม่ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเป็นเวลา 6 เดือน ช่วงเวลาดังกล่าวจะมีการขอข้อมูลจากแพลตฟอร์มมาพิจารณาและหารือถึงที่มาของค่าธรรมเนียม โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คุณศุภจีระบุว่า การดำเนินการอาจไม่ทันใจผู้ประกอบการ แต่ต้องทำอย่างเป็นธรรมและอยู่ภายใต้กฎระเบียบ

ดันการแข่งขันเป็นนโยบายเศรษฐกิจ

จากมาตรการรายเรื่องไปจนถึงการจัดการปัญหาในแต่ละตลาด ทิศทางต่อไปคือการนำนโยบายการแข่งขันเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล รมว.พาณิชย์ระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าจะไม่ทำงานอย่างโดดเดี่ยว แต่จะเชื่อมกับกลไกของรัฐบาล เพื่อให้สามารถทำงานได้ทันท่วงที เชิงรุก และเป็นธรรมทั่วถึง

โจทย์นี้กลับมาเชื่อมกับตัวเลข SME ตั้งแต่ต้น เมื่อผู้ประกอบการรายเล็กคิดเป็น 99.5% ของนิติบุคคล แต่สร้างรายได้ 34.8% และยังมีสัดส่วนในมูลค่าการส่งออกไม่ถึง 20% การเพิ่มจำนวนธุรกิจเพียงอย่างเดียวจึงไม่ตอบโจทย์ หากธุรกิจเหล่านั้นยังเข้าไม่ถึงโอกาสในการแข่งขันและไม่สามารถเติบโตจนมีส่วนสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจได้มากขึ้น

การปฏิรูปการแข่งขันทางการค้า ในมุมของรมว.พาณิชย์จึงเริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนวิธีทำงานของหน่วยงานกำกับดูแลให้เข้าไปจัดการก่อนปัญหาขยายตัว เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการแต่ละขนาดแข่งขันภายใต้กติกาที่เป็นธรรม เชื่อมการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทำให้กติกาเคลื่อนไปพร้อมกับตลาด เพื่อไปสู่เป้าหมายที่เธอระบุไว้ว่า เศรษฐกิจไทยต้อง “เปิดกว้าง เป็นธรรม แข่งขันได้ และพร้อมสำหรับอนาคต”

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

อุตสาหกรรมดิจิทัลไทยโต 22.66% แตะ 3.87 ล้านล้าน รับคลื่น AI–ดาต้าเซ็นเตอร์

SCGD เปิดเกมรุก 5 ปี ปั้นเวียดนามฮับภูมิภาค ดัน EBITDA สู่ 4,500 ล้านบาท

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar