Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

AI อาจไม่ได้ฆ่ามนุษย์ แต่กำลังฆ่า ‘ความเป็นมนุษย์บางส่วน’ | มอง AI ผ่าน Cyborg Psychology

AI อาจไม่ได้ฆ่ามนุษย์ แต่กำลังฆ่า 'ความเป็นมนุษย์บางส่วน' | มอง AI ผ่าน Cyborg Psychology

ภาพของ AI ที่น่ากลัวในความคิดของคนจำนวนมากอาจเป็นหุ่นยนต์แบบ Terminator ที่ฉลาดเหนือมนุษย์และพร้อมหันกลับมาทำลายผู้สร้าง แต่ ดร.พัทน์ ภัทรนุธาพร จาก MIT Media Lab ชวนมองความเสี่ยงที่อยู่ใกล้ตัวกว่านั้น เพราะ AI ที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือและถูกใช้งานทุกวันกำลังเข้าไปมีบทบาทกับการคิด การเรียนรู้ การตัดสินใจ สุขภาพจิต และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์

เด็กที่ให้ AI ทำการบ้านแทนอาจเกิด Cognitive Offloading จากเดิมที่ต้องคิดด้วยตัวเองกลับส่งกระบวนการคิดให้ AI ทำแทน จนการเรียนรู้ลดลง ขณะที่การพูดคุยกับ AI และโซเชียลมีเดียก็มีกรณีที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชน ดร.พัทน์จึงตั้งคำถามว่า AI ที่อยู่ใกล้ตัวเราอาจน่ากังวลกว่า AI ในภาพยนตร์เสียด้วยซ้ำ เพราะอย่างหนึ่งอาจฆ่ามนุษย์ แต่อีกอย่างอาจกำลัง “ฆ่าจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์”

“AI อาจจะฆ่ามนุษย์ คือทำลายเราไป แต่ถ้าเกิดเราไม่ระวัง AI ที่เราใช้ทุกวันก็อาจจะทำให้เราไม่เหลือความเป็นมนุษย์ ไม่มีความรัก ไม่มีการตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่มีการเรียนรู้ด้วยตัวเอง”

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า AI จะฉลาดกว่ามนุษย์เมื่อไร แต่อยู่ที่ระหว่างทางก่อนจะถึงวันนั้น AI กำลังทำอะไรกับมนุษย์ที่ใช้มันอยู่ทุกวัน และเราจะออกแบบเทคโนโลยีอย่างไรให้ความฉลาดของเครื่องจักรกลับมาช่วยเพิ่มศักยภาพของมนุษย์ แทนที่จะค่อย ๆ ลดทอนความสามารถที่มนุษย์เคยมี

จาก AI สู่ IA เมื่อเป้าหมายไม่ใช่ทำให้เครื่องจักรฉลาดขึ้น

คำถามนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานในกลุ่มวิจัย Cyborg Psychology ที่ MIT ซึ่ง ดร.พัทน์ก่อตั้งขึ้นเพื่อศึกษาว่า เมื่อมนุษย์รวมเข้ากับเทคโนโลยีจนกลายเป็น Cyborg จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายและมนุษย์ งานวิจัยจึงไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเทคโนโลยี แต่พยายามเปลี่ยนมุมจาก AI หรือ Artificial Intelligence ไปสู่ IA หรือ Intelligence Augmentation

แทนที่จะมุ่งทำให้เทคโนโลยีเก่งขึ้นและฉลาดขึ้นเพียงอย่างเดียว คำถามถูกกลับด้านว่า จะทำอย่างไรให้เทคโนโลยีช่วยให้มนุษย์ฉลาดขึ้นและเก่งขึ้น จนนำไปสู่ AI for Human Flourishing หรือการใช้ AI เพื่อทำให้มนุษย์เติบโตและงอกงามในหลายมิติ

ภายใต้แนวคิดนี้ งานของ Cyborg Psychology เดินไปพร้อมกันทั้งการศึกษาผลกระทบของ AI ต่อจิตวิทยามนุษย์ และการนำความเข้าใจที่ได้กลับมาออกแบบ AI รูปแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ ดร.พัทน์นำเสนอผ่านงานวิจัย 3 เรื่อง ได้แก่ AI-Generated Virtual Human, Psychology of Human-AI Interaction และการทำให้มนุษย์เข้าใจ AI ได้ลึกขึ้น หรือ Augmenting Human Comprehension of AI

AI-Generated Virtual Human สร้างตัวตนเสมือนเพื่อขยายอนาคตของมนุษย์

AI-Generated Virtual Human เริ่มจากแนวคิดที่ต่างจากการสร้าง AI เพื่อโคลนหรือทดแทนมนุษย์ เป้าหมายคือใช้ตัวแทนเสมือนของคนคนนั้น กลับมาช่วยให้มนุษย์จริงตัดสินใจและเรียนรู้ได้ดีขึ้น หนึ่งในงานที่สะท้อนแนวคิดนี้คือ Future Self ซึ่งทำร่วมกับ KBTG และได้รับแรงบันดาลใจจากโดราเอมอนที่พาโนบิตะนั่งไทม์แมชชีนไปพบตัวเองในอนาคต

ทีมวิจัยตั้งคำถามว่า หาก AI ทำให้คนพูดคุยกับตัวเองในอนาคตได้ คนจะมองผลกระทบระยะยาวจากการตัดสินใจในวันนี้ต่างออกไปหรือไม่ ระบบจึงนำข้อมูลของบุคคลมาสร้าง Memories ที่จะมีในอนาคตและสร้าง Virtual Avatar เพื่อให้ผู้ใช้สนทนากับตัวเองในอนาคต

ผลจากการทดลองและงานวิจัยพบว่า เทคโนโลยีนี้สามารถลดความวิตกกังวล เพิ่มการคิดระยะยาว และเพิ่ม Future Self Continuity หรือความเชื่อมโยงระหว่างตัวตนในปัจจุบันกับอนาคต เครื่องมือดังกล่าวถูกใช้มากกว่า 190 ประเทศทั่วโลกและได้รับรางวัล Fast Company World Changing Idea Award

งานถูกพัฒนาต่อจากการสร้างอนาคตเพียงแบบเดียว ไปสู่การสร้างตัวตนหลายแบบคู่ขนานกัน เพราะงานวิจัยพบว่า หาก AI แสดงเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งเพียงด้านเดียว คนมีแนวโน้มตัดสินใจไปในทิศทางนั้น การแสดงหลายทางเลือกพร้อมกัน รวมถึงทางเลือกที่ผู้ใช้อาจไม่เคยนึกถึง จึงช่วยขยายความเป็นไปได้ในชีวิต แทนที่จะปล่อยให้ AI ทำให้ทางเลือกของมนุษย์แคบลง

แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้กับเด็กที่ขาดแคลนทรัพยากรในประเทศไทย เพื่อให้เด็กมองเห็นตัวเองในอนาคตได้ไกลกว่าจินตนาการตั้งต้นของตนเอง ดร.พัทน์มองว่า ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยไม่ได้มีเพียงความเหลื่อมล้ำทางการเงินหรือความรู้ แต่มี “ความเหลื่อมล้ำทางจินตนาการ” เพราะคนบางกลุ่มสามารถจินตนาการถึงอนาคตได้กว้างไกลกว่าคนอื่น AI จึงถูกนำมาใช้เพื่อช่วยให้เด็กมองเห็นความเป็นไปได้ของชีวิตมากขึ้น

AI-Generated Virtual Human ยังถูกนำกลับมามองอดีตผ่านการทำงานร่วมกับ พิเชษฐ กลั่นชื่น ศิลปินแห่งชาติ เพื่อศึกษาว่าจะใช้ AI รักษาและพัฒนามรดกทางวัฒนธรรมได้อย่างไร แทนที่จะเก็บวัฒนธรรมไว้เพียงในรูปภาพหรือวิดีโอ โครงการนำวัตถุดิบทางวัฒนธรรมมาแปลงเป็นองค์ประกอบใน AI ก่อนนำกลับมาทำงานร่วมกับนักเต้นที่มีองค์ความรู้ทางนาฏศิลป์อยู่ในร่างกาย จนเกิดองค์ความรู้และท่าเต้นรูปแบบใหม่

โครงการได้รับรางวัล Creative Future Award ระดับ Grand Prix จากประเทศญี่ปุ่น และขยายการทำงานไปสู่นักเต้นจากหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อศึกษาการเคลื่อนไหวและความเชื่อมโยงของวัฒนธรรมในภูมิภาค เทคโนโลยีจึงไม่ได้เข้ามาทดแทนวัฒนธรรม แต่ช่วยให้มนุษย์มองเห็นวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านผ่านมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

Psychology of Human-AI Interaction เมื่อ AI เข้าไปอยู่ในความคิดและความสัมพันธ์

เมื่อ AI เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับประสิทธิภาพการทำงาน แต่เข้าไปถึงการเรียนรู้ ความจำ การตัดสินใจ สุขภาพจิต ความรัก และความสัมพันธ์ของมนุษย์ Cyborg Psychology จึงศึกษาจิตวิทยาของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI เพื่อทำความเข้าใจว่าผลกระทบเกิดขึ้นเมื่อใด และเกิดขึ้นในทางบวกหรือทางลบอย่างไร

งานวิจัยที่ทำร่วมกับ OpenAI เพื่อศึกษาผลกระทบของ AI ต่อสุขภาพจิตพบว่า เมื่อคนใช้ AI มีแนวโน้มที่จะมีความโดดเดี่ยวมากขึ้น และมีการใช้ AI ทดแทนความสัมพันธ์กับมนุษย์ แต่ AI ไม่ได้มีพฤติกรรมเหมือนกันทั้งหมด บางรูปแบบสามารถชวนให้ผู้ใช้กลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์และส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างคน ขณะที่บางรูปแบบอาจเข้ามาทดแทนความสัมพันธ์นั้น

โจทย์จึงไม่ใช่การบอกว่าควรแบน AI หรือให้ทุกคนใช้ AI แต่ต้องลงไปดูว่า “พฤติกรรมแบบไหนของ AI” ส่งผลเชิงบวกหรือเชิงลบต่อมนุษย์ เพราะเมื่อ AI สามารถพูดคุย ตอบสนอง และสร้างความผูกพันทางอารมณ์กับคนได้ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยีก็เริ่มมีรูปแบบที่ซับซ้อนกว่าเดิม

งานวิจัยเกี่ยวกับกลุ่มคนที่มีแฟนเป็น AI พบว่า บางคนเริ่มต้นใช้ AI เพื่อเพิ่ม Productivity แต่ค่อย ๆ เข้าสู่ความสัมพันธ์กับ AI โดยไม่ได้ตั้งใจตั้งแต่แรก บางกรณีพัฒนาไปจนถึงการมอง AI เป็นคู่รักหรือแต่งงานกับ AI ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดคำถามว่า หากมนุษย์มีความสัมพันธ์กับ AI ลึกขึ้นเรื่อย ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ความเข้าใจผลกระทบเหล่านี้นำไปสู่การพัฒนา Open Benchmark และแนวคิด Nutrition Label สำหรับ AI เพื่อให้ผู้ใช้มองเห็นว่า AI แต่ละระบบส่งผลต่อมนุษย์อย่างไร ไม่ได้ประเมินเพียงว่า AI เก่งแค่ไหน แต่ดูพฤติกรรมและผลกระทบในด้าน Psychological, Physical และ Societal Impact

หากเด็กใช้ AI ช่วยทำการบ้าน คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า AI ให้คำตอบถูกหรือไม่ แต่ต้องดูว่า AI ช่วยให้เด็กตั้งคำถามและคิดลึกขึ้น หรือทำการบ้านให้เสร็จจนเด็กไม่ต้องคิด Open Benchmark ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อวัดความแตกต่างเหล่านี้ ก่อนแปลงผลออกมาเป็น Nutrition Label ที่ครู ผู้ปกครอง และผู้ใช้สามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น

Augmenting Human Comprehension of AI ทำให้มนุษย์เข้าใจ AI

เมื่อ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมากขึ้น มนุษย์จำเป็นต้องเข้าใจเทคโนโลยีที่กำลังมีอิทธิพลต่อการคิดและการตัดสินใจของตัวเองให้ลึกกว่าเดิม การอ่านฉลากผลกระทบจึงเป็นเพียงระดับหนึ่ง ส่วน Augmenting Human Comprehension of AI พยายามพามนุษย์มองลึกเข้าไปถึงระบบภายในของ AI และขยายความเข้าใจต่อองค์ความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคนกับ AI

งาน Neural Transparency ใช้เทคนิค Mechanistic Interpretability วิเคราะห์ Neural Network เพื่อค้นหา Pattern ของพฤติกรรมที่ซ่อนอยู่ภายในระบบ แทนที่จะดูเฉพาะผลลัพธ์หลังจาก Prompt แล้วรอว่า AI จะตอบอะไร นักวิจัยวิเคราะห์ Neural Activation เปรียบเหมือนการใช้ fMRI อ่านการทำงานของสมองมนุษย์ แต่เปลี่ยนมาอ่านการทำงานภายใน AI

การวิเคราะห์ลักษณะนี้ช่วยให้ศึกษาว่า AI มีแนวโน้มจะโกหกหรือไม่ จะเกิด Sycophancy หรือประจบสอพลอผู้ใช้จนละเลยความจริงหรือไม่ และในกรณีของ AI Agent อาจนำไปใช้วิเคราะห์แนวโน้มที่ระบบจะ Hack Server ก่อนที่ AI จะลงมือทำงานจริง เป้าหมายคือทำให้ AI ไม่ใช่กล่องดำที่มนุษย์เห็นเพียงคำตอบปลายทาง แต่สามารถมองเข้าไปและเข้าใจพฤติกรรมที่กำลังก่อตัวอยู่ภายในได้มากขึ้น

ในทิศทางที่มองภาพกว้างขึ้น กลุ่มวิจัยพัฒนา Atlas of Human-AI Interaction เพื่อรับมือกับงานวิจัยด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นจนเกินกว่าที่นักวิจัยคนหนึ่งจะอ่านได้ทั้งหมด ระบบใช้ AI วิเคราะห์ Research Literature เพื่อค้นหา Pattern และความเชื่อมโยง เช่น ปัจจัยใดทำให้มนุษย์ Trust AI มากขึ้น หรือปัจจัยใดสัมพันธ์กับผลลัพธ์ด้านการเรียนรู้ของเด็ก ก่อนสังเคราะห์ออกมาเป็น Insight ที่ช่วยให้มนุษย์เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคนกับ AI ได้ชัดขึ้น

ทั้ง Neural Transparency และ Atlas of Human-AI Interaction จึงเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน แม้ว่างานหนึ่งจะมองลึกเข้าไปใน Neural Network และอีกงานจะถอยออกมามององค์ความรู้จำนวนมหาศาล นั่นคือการเพิ่มความสามารถของมนุษย์ในการทำความเข้าใจ AI ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้นทุกวัน

ใช้ AI ทำให้มนุษย์ “เป็นมนุษย์มากขึ้น”

งานวิจัยทั้ง 3 เรื่องกลับมาที่คำถามเดียวกันว่า เราจะออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI อย่างไร AI-Generated Virtual Human พยายามใช้ AI ช่วยให้มนุษย์ตัดสินใจดีขึ้น คิดระยะยาวและมองเห็นความเป็นไปได้ของชีวิตกว้างขึ้น Psychology of Human-AI Interaction ทำให้เข้าใจว่า AI เปลี่ยนการเรียนรู้ ความคิด สุขภาพจิตและความสัมพันธ์อย่างไร ส่วน Augmenting Human Comprehension of AI พยายามทำให้มนุษย์เข้าใจเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามามีอิทธิพลต่อตัวเองมากขึ้น

ความเสี่ยงของ AI จึงไม่จำเป็นต้องรอวันที่เครื่องจักรลุกขึ้นมาทำลายมนุษยชาติ สิ่งที่ควรตั้งคำถามตั้งแต่วันนี้คือ AI กำลังทำให้เราคิดน้อยลงหรือไม่ กำลังทำให้ความรักและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เปลี่ยนไปหรือไม่ และกำลังเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ของเราอย่างไร

“AI อาจจะไม่ได้ฆ่ามนุษยชาติ แต่กำลังฆ่าความเป็นมนุษย์ของเราบางส่วนอยู่”

เทคโนโลยีไม่จำเป็นต้องเดินไปในทิศทางนั้น หากเปลี่ยนเป้าหมายจากการพยายามทำให้เครื่องจักรฉลาดและเหมือนมนุษย์มากขึ้น กลับมาเป็นการใช้ความสามารถของเครื่องจักรเพื่อขยายความสามารถของมนุษย์ แนวคิด AI for Human Flourishing จึงไม่ได้มองเพียงว่าจะสร้าง AI ที่เป็นมิตรกับมนุษย์อย่างไร แต่พาไปถึงคำถามที่ใหญ่กว่าว่า เราจะสร้างสังคมที่เป็นมิตรกับมนุษย์ได้อย่างไร

ดร.พัทน์ทิ้งคำถามไว้ว่า ในโลกที่มนุษย์กำลังถูกกดให้กลายเป็นเครื่องจักร ขณะที่เรากำลังพยายามทำให้เครื่องจักรมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น นี่คืออนาคตที่ต้องการจริงหรือไม่

“แทนที่จะ Make ให้หุ่นยนต์กลายไปเป็นคน แล้วคนกลายไปเป็นหุ่นยนต์ เราควรจะใช้เทคโนโลยีอย่าง AI หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ทำให้มนุษย์มีความเป็นมนุษย์มากขึ้นหรือเปล่า”

เพราะท้ายที่สุด คำถามของยุค AI อาจไม่ได้อยู่เพียงว่าเราจะสร้างเครื่องจักรที่ฉลาดได้มากแค่ไหน แต่อยู่ที่เราจะใช้ความฉลาดของเครื่องจักรอย่างไร เพื่อให้มนุษย์ยังคิด เรียนรู้ ตัดสินใจ รัก และเติบโตได้ด้วยความเป็นมนุษย์ของตัวเอง

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

MIT Media Lab แต่งตั้ง ดร.พัทน์ ภัทรนุธาพร เป็น Assistant Professor of Media Arts and Sciences

ความมั่นคงยุค AI เริ่มที่ ‘ข้อมูล’ ทลาย Data Silo ก่อนใช้ AI

AI at Scale บทเรียน KBTG ใช้ AI Governance สร้าง Value จาก AI

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar