ภาพจำของสุนัขที่นอนเฝ้าหน้าบ้าน หรือแมวที่มีหน้าที่จับหนู ได้กลายเป็นเพียงภาพสะท้อนของอดีตไปแล้ว เพราะวันนี้พวกเขาถูกยกระดับสถานะขึ้นเป็น “ลูกรัก” ที่ได้รับการดูแลทะนุถนอมในฐานะสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว ความรักที่ไร้เงื่อนไขนี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Pet Economy” หรือเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าในประเทศไทยทะลุ 100,000 ล้านบาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่งเฉลี่ยถึง 13% ในทุก ๆ ปี
วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปนี้ตอกย้ำให้เห็นชัดเจนผ่านกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า “Pet Parent” หรือพ่อแม่สัตว์เลี้ยง ซึ่งพร้อมทุ่มเทและยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินเพื่อดูแลลูกสี่ขาเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 50,000 บาทต่อตัวต่อปี เม็ดเงินมหาศาลและความต้องการที่จริงจังเหล่านี้ ไม่ได้หยุดผลลัพธ์ไว้แค่ความเฟื่องฟูของธุรกิจอาหารสัตว์หรือของเล่นอีกต่อไป แต่กำลังท้าทายให้อุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ ตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ เทคโนโลยีล้ำสมัย การแพทย์ ไปจนถึงผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเมือง ต้องเร่งปรับตัวและบูรณาการร่วมกัน เพื่อสร้างสังคมที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตรูปแบบใหม่นี้อย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อ “ที่อยู่อาศัย” ต้องคิดเผื่อสมาชิกสี่ขา
ข้อจำกัดเดิม ๆ ของการแอบเลี้ยงสัตว์ในคอนโดมิเนียมกำลังหมดไป เมื่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เริ่มปรับโครงสร้างการออกแบบเพื่อรองรับสัตว์เลี้ยงอย่างเป็นทางการ

อภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ระบุว่า ปัจจุบันบริษัทมีการพัฒนาโครงการที่รองรับสัตว์เลี้ยงถึง 25 โครงการ หรือราว 4,900 ยูนิต โดยหลักการพัฒนาที่อยู่อาศัยต้องคำนึงถึงสัดส่วนการใช้ชีวิตร่วมกัน ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุภายในห้องที่ปลอดภัยต่อสัตว์เลี้ยง การเตรียมปลั๊กไฟให้เพียงพอสำหรับอุปกรณ์ Gadget ต่าง ๆ ไปจนถึงการจัดสรรพื้นที่ส่วนกลาง เช่น Cat Room หรือ Dog Room นอกจากนี้ พนักงานนิติบุคคลยังต้องผ่านการอบรมจากโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ เพื่อให้มีความเข้าใจในการบริหารจัดการพื้นที่ที่มีสัตว์เลี้ยงร่วมอาศัย แม้ในภาวะเศรษฐกิจผันผวน ปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อในกลุ่มลูกค้านี้ค่อนข้างน้อย (ไม่ถึง 5%) เนื่องจากผู้ที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยจริงยังคงตัดสินใจซื้อตามปกติ
“สถานการณ์เศรษฐกิจและน้ำมัน ส่งผลกระทบน้อยมากต่อออริจิ้น เพราะมีแบ็กล็อกรออยู่แล้ว”
ในส่วนของโครงการแนวราบ กฤษณ์ เตชะสัมมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า การออกแบบพื้นที่ส่วนกลางต้องเน้นความปลอดภัยและสร้างสมดุลระหว่างผู้ที่เลี้ยงและไม่ได้เลี้ยงสัตว์ รวมถึงมีการจัดกิจกรรมส่วนกลาง เช่น งานวิ่งมาราธอนกับสัตว์เลี้ยง และ Puppy Yoga เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลเชิงวิเคราะห์ที่พบว่า ผู้ที่เลี้ยงสัตว์และมีไลฟ์สไตล์การทำกิจกรรมร่วมกัน มีอัตราเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจลดลงถึง 31%
ท้ายที่สุด ชนารัญช์ ขันติสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มองว่า เป้าหมายของการพัฒนาโครงการในรูปแบบนี้ คือการทำให้ “เจ้าของห้องตัวจริง” ซึ่งหมายถึงสัตว์เลี้ยง ได้รับประโยชน์และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปพร้อมกับผู้เลี้ยง
เทคโนโลยี IoT: ผู้ช่วยดูแลสัตว์เลี้ยงเมื่ออยู่ลำพัง
การใช้ชีวิตในเมืองที่เร่งรีบทำให้ผู้เลี้ยงต้องเผชิญกับความกังวลเมื่อต้องทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้ที่บ้าน ฐานพล มานะวุฒิเวช Chief Home Connectivity Officer บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หยิบยกสถิติที่น่าสนใจว่า ในแต่ละวันมีสัตว์เลี้ยงสูญหายถึง 13 ตัว และสามารถตามกลับมาได้เพียง 1 ใน 3 เท่านั้น นอกจากนี้ สัตว์เลี้ยงยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะฮีทสโตรก (Heat Stroke) สูงกว่ามนุษย์ถึง 10 เท่า
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว พชร แหวนทองคำ Head of Digital Home (TrueX) ได้นำเสนอการใช้เทคโนโลยี IoT ผ่านแอปพลิเคชัน โดยมีอุปกรณ์หลัก ได้แก่
- Smart Pet Tracker: อุปกรณ์ติดตามตัวที่ทำงานร่วมกับระบบเครือข่ายโทรศัพท์ (Cellular) ทำให้ครอบคลุมพื้นที่ 99% ทั่วประเทศ ทลายข้อจำกัดเรื่องระยะสัญญาณของ Tracker ทั่วไป ตัวอุปกรณ์มีแบตเตอรี่ใช้งานได้ 3 วัน ใช้ระบบชาร์จแบบแม่เหล็ก สามารถกำหนดรัศมีแจ้งเตือน (Virtual Fencing) และดูประวัติเส้นทางเพื่อประเมินความผิดปกติของการเคลื่อนไหวในแต่ละวันได้
- AI Camera: กล้องวงจรปิดที่มีระบบ Pet Motion Detection ตรวจจับและแจ้งเตือนเฉพาะความเคลื่อนไหวของสัตว์เลี้ยง สามารถกำหนดพื้นที่หวงห้าม (Activity Zone) และมีระบบ AI Album บันทึกช่วงเวลาสำคัญของสัตว์เลี้ยงในแต่ละวัน โดยข้อมูลจะถูกจัดเก็บบนระบบ Cloud ทำให้สามารถดูย้อนหลังได้แม้กล้องจะถูกโจรกรรม
- ระบบ Smart Home Automation: การเชื่อมต่ออุปกรณ์เพื่อสั่งงานอัตโนมัติ เช่น หากเซนเซอร์ตรวจพบว่าอุณหภูมิสูงเกินเกณฑ์ ระบบจะสั่งเปิดเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมระบายอากาศ เพื่อลดความเสี่ยงภาวะฮีทสโตรก
ทั้งนี้ ทรูเตรียมเดินหน้าขยายบริการเพื่อตอบรับเทรนด์ครอบครัวยุคใหม่และตลาดที่กำลังเติบโตสูง โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสมาชิกทุกชีวิตในบ้านอย่างครอบคลุม ทั้งการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยระบบเทคโนโลยีสำหรับดูแลผู้สูงวัย และการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ด้วยโซลูชันอัจฉริยะสำหรับดูแลสัตว์เลี้ยงแสนรัก
สุขภาพสัตว์เลี้ยง: เน้นป้องกันเพื่อยืดอายุขัย
ในมิติของสุขภาพ สัตวแพทย์หญิง นวพร ชวนปรีชา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ อธิบายว่า เทรนด์การแพทย์สำหรับสัตว์เลี้ยงในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่ความมีอายุยืนยาว (Longevity) ไม่ต่างจากการดูแลสุขภาพของมนุษย์ โดยชี้ว่ากว่า 60% ของโรคในสัตว์เลี้ยงเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้
แนวคิดที่กำลังได้รับความสำคัญคือ การฟื้นฟูเตรียมความพร้อมก่อนเกิดโรค (Prehab) เช่น การจัดการโภชนาการเพื่อป้องกันความอ้วน การดูแลหินปูนในช่องปาก หรือการทำกายภาพและออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อในสุนัขสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงโรคข้อสะโพกเสื่อม ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการรอให้ป่วยแล้วเข้าสู่กระบวนการทำกายภาพบำบัด (Rehab)
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือปัญหาป่วยใจ (Mental Health) สัตว์เลี้ยงสามารถเกิดความเครียดจากการถูกจำกัดพื้นที่หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ซึ่งความเครียดนี้ส่งผลให้เกิดอาการป่วยทางกายตามมาได้ เช่น ภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบจนปัสสาวะไม่ออก หรือการเลียขนตัวเองจนร่วง ในจุดนี้ เทคโนโลยีอย่างกล้องวงจรปิดมีส่วนช่วยอย่างมากในการเป็นหลักฐานให้สัตวแพทย์ดูพฤติกรรมย้อนหลัง เช่น อาการชัก หรือพฤติกรรมการขับถ่ายที่เปลี่ยนไป เพื่อประกอบการวินิจฉัยโรคได้แม่นยำขึ้น
ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานสู่ “Pet Friendly City”
แม้ภาคอสังหาริมทรัพย์และเทคโนโลยีจะปรับตัวเพื่อรองรับภายในพื้นที่อยู่อาศัยแล้ว แต่การผลักดันให้เกิดเมืองที่เป็นมิตรต่อสัตว์เลี้ยง (Pet Friendly City) อย่างแท้จริงนั้น จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ
ลีฬภัทร กสานติกุล บรรณาธิการบ้านและสวน Pets ระบุว่า เมืองที่ดีจะต้องมีการออกแบบเชิงกายภาพ (Physical Design) โดยเฉพาะทางเท้าที่ต้องเอื้อให้สัตว์เลี้ยงสามารถเดินใช้งานได้อย่างปลอดภัยและใช้งานได้จริง รวมถึงต้องมีนโยบายระดับเมืองที่มารองรับ
สอดคล้องกับแนวคิดของ ธาวิน ทวีกิจวาที Co-Founder BKK Dog Society ที่มองว่าการมีระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ขนส่งสาธารณะบางประเภท หรือสวนสาธารณะที่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าได้ เป็นสิ่งจำเป็น อย่างไรก็ตาม ผู้เลี้ยงสัตว์ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและให้ความเคารพต่อผู้ที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์ เพื่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน
ในส่วนของอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ผศ.ดร.วัชรวิชญ์ วิยาภรณ์ Brand Director (PANDO) ได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ทั้งในพื้นที่ปิด (Indoor) ด้วยการออกแบบอุปกรณ์ให้กลมกลืนกับเฟอร์นิเจอร์ภายในห้อง เช่น เครื่องให้อาหาร หรือห้องน้ำแมว และพื้นที่เปิด (Outdoor) ผ่านอุปกรณ์สนับสนุนการเดินทาง เช่น รถเข็นสัตว์เลี้ยง พัดลมไร้สาย และกระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิ เพื่อรักษาความสะอาดและอำนวยความสะดวกเมื่อต้องพาสัตว์เลี้ยงออกสู่พื้นที่สาธารณะ
ปรากฏการณ์ “Pet Economy” จึงไม่ใช่เพียงกระแสแฟชั่น แต่เป็นตัวแปรสำคัญที่กำลังบังคับให้ทุกภาคส่วนต้องประเมินและปรับกลยุทธ์ใหม่ เพื่อตอบโจทย์ประชากรกลุ่ม Pet Parent ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมีกำลังซื้อสูงอย่างมีนัยสำคัญ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
14 ปีฟื้นอ่าวบ้านดอน: ซีพีแรมดัน ‘ปูม้า พุมเรียง’ สู่ GI ยันตรึงราคาฝ่าต้นทุนพุ่ง
วิกฤติโภชนาการแมวไทย: ‘รักสวนทางความรู้’ ในตลาดพันล้านเหรียญ



