ตลอดระยะเวลา 14 ปี โครงการฟื้นฟูทรัพยากรปูม้าในอ่าวบ้านดอนไม่เพียงสร้างความสมดุลให้ระบบนิเวศทางทะเลและช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของภาคใต้ แต่ยังเชื่อมโยงถึงการจัดการห่วงโซ่อุปทานอาหารและการผลักดันวัตถุดิบท้องถิ่นสู่มาตรฐานสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)
ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤติต้นทุนพลังงานและบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น บริษัท ซีพีแรม จำกัด ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมอาหารพร้อมรับประทาน ยังคงเดินหน้าบริหารจัดการเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการประกาศจุดยืนขอเป็นผู้ผลิตรายสุดท้ายที่ปรับขึ้นราคาสินค้า เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน
คืนสมดุลทรัพยากรสู่อ่าวบ้านดอน
ท้องทะเลบริเวณเกาะเสร็จ บ้านพุมเรียง ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีสภาพภูมิศาสตร์ที่เอื้อต่อการอนุบาลสัตว์น้ำ เนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์ของหญ้าทะเลและระดับความเค็มของน้ำที่เหมาะสม พื้นที่แห่งนี้จึงเป็นสถานที่จัดกิจกรรมปล่อยลูกพันธุ์ปูม้าระยะ Young Crab จำนวน 200,000 ตัวลงสู่ธรรมชาติ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นระยะลูกปูม้าที่เหมาะกับการปล่อยลงสู่ทะเลเพราะมีโอกาสรอดสูง กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย” ที่ดำเนินงานต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 14 และมียอดสะสมการปล่อยลูกปูม้าตลอดโครงการกว่า 1.8 ล้านตัว
การฟื้นฟูระบบนิเวศในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมประมงโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 3 (สุราษฎร์ธานี) บริษัท วิยะเครป โปรดักส์ จำกัด กลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ปูม้า (ธนาคารปู) และชาวประมงพื้นบ้าน

บันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี อธิบายว่า ปูม้าคือทรัพยากรสำคัญที่มีบทบาทอย่างมากต่อระบบนิเวศชายฝั่งและเป็นทรัพยากรสำคัญของชาวประมงท้องถิ่น การร่วมกันปล่อยลูกพันธุ์ปูม้าจำนวน 200,000 ตัวในวันนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการรักษาความสมดุลและความยั่งยืนของทะเลอ่าวบ้านดอน รวมถึงช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะยาว เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติยังคงอุดมสมบูรณ์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทะเลไทย
บริหารห่วงโซ่อุปทานและดัน “ปูม้า พุมเรียง” สู่ GI
ในมุมมองของการบริหารจัดการ วิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ระบุว่า โครงการนี้เป็นกรณีศึกษาของการจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) โดยผู้เกี่ยวข้องเริ่มต้นจากต้นน้ำคือชาวประมง ส่งต่อผลผลิตไปยังบริษัท วิยะเครปโปรดักส์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ส่งมอบเนื้อปู สู่ปลายน้ำคือบริษัท ซีพีแรม จำกัด ในฐานะผู้ผลิตอาหาร และไปถึงผู้บริโภค กระบวนการทั้งหมดนี้ยังมีศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 3 (สุราษฎร์ธานี) เป็นผู้สนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อให้การจัดการอนุรักษ์คุ้มครองและการพัฒนาการประมงปูม้าบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหารตามปณิธาน Food 3S ขององค์กร อันประกอบด้วย ความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety) ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และความยั่งยืนทางอาหาร (Food Sustainability) ตลอดจนสะท้อนถึงหลักธรรมาภิบาลและการสร้างคุณค่าให้กับสังคมรอบด้าน ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญา 3 ประโยชน์ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่มุ่งสร้างสรรค์ประโยชน์แก่ประเทศชาติ ประชาชน และองค์กร
นอกจากมิติของการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับจังหวัดสุราษฎร์ธานีอยู่ระหว่างการผลักดันให้ “ปูม้า พุมเรียง” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI เพื่อยกระดับสู่การรับรองเชิงพาณิชย์ ขั้นตอนการเสนอขอ GI จะดำเนินการ 3 ขั้นตอน เริ่มจากระดับพื้นที่หรือประมง ระดับจังหวัด และระดับกระทรวง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ในการเข้าสู่วาระพิจารณาของคณะกรรมการ นายวิเศษกล่าวว่า สำหรับซีพีแรมนั้นไม่ต้องปรับตัวในเรื่องนี้ เนื่องจากบริษัทใช้วัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพอยู่แล้ว
รับมือแรงกดดันยืนยันตรึงราคาเป็นรายสุดท้าย
ขณะที่โครงการอนุรักษ์ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ซีพีแรมกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางต้นทุนอีกด้าน คุณวิเศษชี้แจงว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบโลจิสติกส์และค่าขนส่งสินค้าอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างข้าวสาร เนื้อสัตว์ ผัก ไปจนถึงอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน สถานการณ์นี้ทำให้คาดการณ์ได้ว่าในช่วงไตรมาสที่ 2 จะเห็นราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน
เพื่อสู้กับปัญหาเฉพาะหน้า นโยบายของบริษัทจะไม่มุ่งไปที่การปรับขึ้นราคาสินค้าเป็นอันดับแรก แต่จะเน้นไปที่การลดค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนการผลิตภายในองค์กรก่อน ซีพีแรมยืนยันว่าจะเป็นรายสุดท้ายที่จะปรับขึ้นราคา เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชนให้มีอาหารดี ๆ รับประทานในราคาที่ไม่แพงเกินไป และจะปรับราคาขึ้นก็ต่อเมื่อถึงจุดที่ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้แล้วจริง ๆ
สำหรับบรรจุภัณฑ์พลาสติกซึ่งผลิตมาจากปิโตรเลียม ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน โดยปัญหาหลักในขณะนี้คือซัพพลายเออร์กังวลเรื่องภาวะสินค้าขาดแคลนมากกว่าเรื่องราคาที่สูงขึ้น ซีพีแรมประเมินว่าสต็อกบรรจุภัณฑ์ในประเทศจะยังเพียงพอไปจนถึงเดือนพฤษภาคม และกำลังเตรียมแผนรับมือร่วมกับผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อย่างใกล้ชิดเพื่อรองรับสถานการณ์หลังจากนั้น
ในส่วนของมาตรการ Work from Home คุณวิเศษกล่าวว่าจะช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทางจากราคาน้ำมันได้ แต่ในส่วนของกระบวนการผลิตและการจัดหาสินค้าของบริษัทนั้นยังคงต้องดำเนินการตามปกติเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้า ส่วนแนวโน้มในไตรมาส 3 ผู้บริหารซีพีแรมระบุว่ายังประเมินได้ยาก เนื่องจากมีความไม่แน่นอนจากผู้นำประเทศมหาอำนาจของโลก
ตลอดระยะเวลา 14 ปีของโครงการ “ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย” สะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติสามารถทำได้ผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ขณะเดียวกัน ต้นทุนที่สูงขึ้นกำลังเป็นโจทย์ที่ผู้ผลิตอาหารต้องบริหารจัดการ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางอาหารและภาระค่าครองชีพของประชาชน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
กรุงศรีชู 3GO เสริมแกร่ง SME ไทย สู้เศรษฐกิจผันผวน



