Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ประธานธนาคารกลางยุโรปเตือนสงครามดันเงินเฟ้อ จับตาค่าจ้างก่อนตัดสินใจดอกเบี้ย

ประธานธนาคารกลางยุโรป เตือนสงครามดันเงินเฟ้อ จับตาค่าจ้างก่อนตัดสินใจดอกเบี้ย

สงครามในตะวันออกกลาง กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อของยุโรป จากราคาพลังงานที่สูงขึ้นและความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ทำให้ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank: ECB) ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะส่งผลต่อเนื่องไปยังการปรับค่าจ้าง แม้ปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่ ECB เห็นว่าจำเป็นต้องเฝ้าระวังตั้งแต่ระยะแรก พร้อมยืนยันว่าจะพิจารณานโยบายดอกเบี้ยตามข้อมูลเศรษฐกิจที่ได้รับ โดยยังคงเป้าหมายเงินเฟ้อระยะปานกลางที่ 2%

คริสติน ลาการ์ด (Christine Lagarde) ประธานธนาคารกลางยุโรป กล่าวระหว่างการสนทนากับ ริชาร์ดเควสต์ (Richard Quest) บรรณาธิการด้านธุรกิจของ CNN ในงาน CNN Global Perspectives ที่กรุงเทพฯ ว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีสาเหตุหลักจากราคาพลังงาน ทำให้ ECB ต้องติดตามข้อมูลและประเมินผลกระทบทางอ้อมที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะสัญญาณเริ่มต้นของผลกระทบรอบสองจากเงินเฟ้อ เพื่อประกอบการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงิน

ECB จับตาค่าจ้างเฝ้าระวังผลกระทบจากเงินเฟ้อ

คริสติน กล่าวว่า สิ่งที่ ECB ให้ความสำคัญในสถานการณ์ปัจจุบันคือการติดตามผลกระทบรอบสองของเงินเฟ้อ (Second-round Effects) โดยเฉพาะการปรับค่าจ้าง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ธนาคารกลางต้องเฝ้าระวัง แม้ขณะนี้ยังไม่พบผลกระทบดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่จำเป็นต้องติดตามสัญญาณเริ่มต้น เพราะหากรอจนผลกระทบปรากฏเต็มที่ อาจสายเกินไปที่จะดำเนินการรับมือ

สำหรับยุโรป การเจรจาค่าจ้างระหว่างสหภาพแรงงานและสมาคมนายจ้างเป็นช่องทางสำคัญที่ ECB ใช้ติดตามแนวโน้มการปรับค่าจ้าง โดยคริสตินยกตัวอย่างว่า สหภาพแรงงานอาจเริ่มต้นเจรจาด้วยข้อเรียกร้องให้ปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้น 5% ก่อนจะตกลงกันได้ที่ประมาณ 3% ซึ่งเป็นระดับที่สอดคล้องกับเป้าหมายเงินเฟ้อระยะปานกลางที่ 2% ของ ECB

คริสติน กล่าวว่า ECB จึงต้องติดตามทั้งข้อมูลเศรษฐกิจ และสัญญาณที่อาจบ่งชี้ถึงผลกระทบรอบสองอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่า แรงกดดันเงินเฟ้อกำลังส่งผ่านไปยังส่วนอื่นของระบบเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด และควรดำเนินนโยบายการเงินอย่างไร ภายใต้สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง

สงครามตะวันออกกลางเพิ่มแรงกดดันด้านพลังงาน

คริสติน กล่าวว่า สถานการณ์เงินเฟ้อที่ยุโรปกำลังเผชิญในปัจจุบัน แตกต่างจากช่วงหลังการระบาดของโควิด-19 ซึ่งในเวลานั้นความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นหลังการยกเลิกมาตรการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่สงครามรัสเซียและยูเครน ส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านพลังงาน โดยสถานการณ์แต่ละครั้งมีลักษณะแตกต่างกัน และจำเป็นต้องประเมินตามปัจจัยที่เกิดขึ้นจริง

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน สงครามรัสเซียและยูเครนยังคงดำเนินต่อไป และสร้างแรงกดดันต่อกำลังการกลั่นน้ำมัน ขณะที่สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ได้เพิ่มแรงกดดันอย่างมากต่ออุปทานและการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

คริสติน กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ คือราคาพลังงานและความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดแคลนพลังงาน รวมถึงปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อความต้องการสินค้าและบริการ ตลอดจนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ ECB ต้องพิจารณาสถานการณ์ปัจจุบันตามลักษณะของปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งแตกต่างจากวิกฤติเงินเฟ้อในอดีต

ECB ย้ำเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ไม่ส่งสัญญาณดอกเบี้ยล่วงหน้า

เมื่อถูกถามถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ย คริสตินไม่ได้ระบุว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ แต่ยืนยันว่านโยบายการเงินของ ECB ขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ และจะพิจารณาตัดสินใจเป็นรายครั้งในการประชุมแต่ละครั้ง โดยให้ความสำคัญกับการรักษาเงินเฟ้อให้อยู่ที่เป้าหมายระยะปานกลาง 2%

คริสติน กล่าวว่า เป้าหมายดังกล่าวยังคงมีความเป็นไปได้ โดยประมาณการเงินเฟ้อในปี 2028 อยู่ที่ 2.1% ตามดัชนีราคาผู้บริโภคที่ใช้เปรียบเทียบระหว่างประเทศในยุโรป (Harmonised Index of Consumer Prices: HICP) ซึ่ง ECB จะติดตามข้อมูลเศรษฐกิจที่ได้รับอย่างใกล้ชิดต่อไป

สำหรับการส่งสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินล่วงหน้า หรือ Forward Guidance คริสตินมองว่าแนวทางดังกล่าวไม่มีประโยชน์มากนักในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยอ้างถึงการทบทวนกรอบนโยบายการเงินของ ECB ในปี 2021 และ 2025 ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน โดยในช่วงการทบทวนปี 2021 อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับติดลบ ขณะที่สถานการณ์ในปี 2025 เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

คริสติน กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยยังคงเป็นเครื่องมือหลักของ ECB ในการดำเนินนโยบายการเงิน ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารกลางกับตลาดการเงินนั้น ทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีหน้าที่ของตนเอง โดย ECB นำการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของตลาดมาใช้ประกอบการจัดทำประมาณการเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้หมายความว่าตลาดการเงินเป็นผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลาง

หนี้สาธารณะฝรั่งเศส ต้องแก้ด้วยนโยบายการคลัง

นอกจากเงินเฟ้อและราคาพลังงานแล้ว การปรับตัวสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลยังเป็นประเด็นที่สร้างแรงกดดันต่อหลายประเทศ โดยเฉพาะฝรั่งเศส ซึ่งถูกตั้งคำถามถึงความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะและความเป็นไปได้ที่ ECB อาจต้องเข้ามาช่วยเหลือหากประเทศเผชิญปัญหาในตลาดพันธบัตร

คริสติน กล่าวว่า การปรับตัวสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในยุโรปหรือฝรั่งเศส แต่เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศมีปัจจัยเฉพาะที่ทำให้ได้รับผลกระทบแตกต่างกัน โดยฝรั่งเศสเป็นตัวอย่างของประเทศที่กำลังเผชิญแรงกดดันดังกล่าว

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาของฝรั่งเศส คริสตินระบุว่า ต้องเริ่มจากภายในประเทศ โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายการคลัง ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะของฝรั่งเศส แต่ยังเป็นความท้าทายของประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง

เมื่อถูกถามถึงความเสี่ยงที่เศรษฐกิจยุโรปอาจชะลอตัว จากการดำเนินนโยบายการเงิน และข้อจำกัดด้านการคลัง คริสตินไม่เห็นด้วยกับการประเมินว่า เศรษฐกิจยุโรปกำลังชะลอตัวทั้งหมด โดยชี้ว่าประมาณการการเติบโตของหลายประเทศได้รับการปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเยอรมนี ที่เพิ่มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการทหารอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และมีแนวโน้มดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027

คริสติน กล่าวว่า การเติบโตของเศรษฐกิจยุโรปที่ 1.1% ในปี 2026 แม้ไม่ใช่อัตราการเติบโตที่สูงมาก แต่ก็ไม่ได้เป็นผลลัพธ์ที่เลวร้าย อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่ายังมีความเสี่ยงด้านลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ และ ECB จะติดตามข้อมูลที่ได้รับ เพื่อประกอบการตัดสินใจนโยบายการเงินต่อไป

เสถียรภาพราคาสำคัญต่อการลงทุน AI และพลังงานหมุนเวียน

คริสติน กล่าวว่า ภารกิจหลักของ ECB ตามสนธิสัญญายุโรป คือการรักษาเสถียรภาพราคา ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารกลางสามารถดำเนินการเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจได้ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมด้านราคาให้แก่ผู้ที่กำลังพิจารณาลงทุนในโครงการขนาดใหญ่

การลงทุนที่คริสตินกล่าวถึงครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน อุปกรณ์ทางทหาร ปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์ข้อมูล และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งผู้ลงทุนจำเป็นต้องทราบสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแนวโน้มด้านราคา เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน

คริสตินยังกล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างศูนย์ข้อมูลกับพลังงานหมุนเวียน โดยระบุว่า หากต้องการเดินหน้าพัฒนาศูนย์ข้อมูลอย่างจริงจัง พลังงานหมุนเวียนจะเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง สะท้อนถึงความสำคัญของพลังงานต่อการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้น

ภายใต้สถานการณ์ที่ราคาพลังงาน และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ กำลังสร้างแรงกดดันต่อยุโรป ECB จึงยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพราคา และเป้าหมายเงินเฟ้อระยะปานกลางที่ 2% ขณะที่การตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย จะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ และการประเมินสถานการณ์ในการประชุมแต่ละครั้ง

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ประธานาธิบดีสิงคโปร์ เตือน AI เพิ่มผลิตภาพ แต่การจ้างงานอาจไม่โตตาม

‘เอกนิติ’ ชู 3 แนวทาง AI ไทย ดึงลงทุนเทคโนโลยี สร้างงาน ลดต้นทุนเข้าถึง AI

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar