เอสซีจีวางทิศทางเติบโตปี 2570 ผ่านแผนรวมธุรกิจปิโตรเคมีของ SCGC และ GC เพื่อเพิ่มความสามารถแข่งขัน ควบคู่กับเร่งโครงการใช้ก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ในเวียดนาม ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี พร้อมขยายธุรกิจในอาเซียนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วย AI และระบบอัตโนมัติ โดยมุ่งลดต้นทุน ความซ้ำซ้อน และธุรกิจที่แข่งขันไม่ได้ ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลก
ผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2569 เอสซีจีมีกำไร 20,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% และ Adjusted Cash EBITDA 57,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่หนี้สินสุทธิลดลง 42,656 ล้านบาทจากสิ้นปี 2568 ทำให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA เหลือ 3.6 เท่า ใกล้เป้าหมาย 3.5 เท่าตลอดวัฏจักรธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจเคมิคอลส์ยังขาดทุนในไตรมาส 3 บริษัทจึงต้องบริหารต้นทุนและรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน ระหว่างเดินหน้าโครงการที่คาดว่าจะเพิ่มความสามารถทำกำไรในระยะต่อไป
SCG ปรับโครงสร้าง เพิ่มธุรกิจที่แข่งขันได้
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งระยะยาวผ่านโครงการสำคัญ ควบคู่กับติดตามผลประกอบการรายไตรมาส โดยการปรับตัวครอบคลุมทั้งการรวมธุรกิจที่มีจุดแข็งเสริมกัน การเปลี่ยนวัตถุดิบเพื่อลดต้นทุน การลดหนี้ และการเพิ่มประสิทธิภาพฐานผลิตทั่วอาเซียน เพื่อให้ธุรกิจรับมือกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ราคาพลังงานผันผวน และเศรษฐกิจโลกชะลอตัวได้ดีขึ้น
การปรับโครงสร้างยังรวมถึงการปิดหรือถอนตัวจากธุรกิจที่แข่งขันไม่ได้ ซึ่งดำเนินการไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ ขณะเดียวกัน เอสซีจีปรับฐานผลิตในอาเซียนด้วยการลดโรงงานขนาดเล็กและรวมการผลิตในโรงงานขนาดใหญ่ พร้อมนำ AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ส่วนการขยายธุรกิจจะให้ความสำคัญกับตลาดที่ยังมีโอกาสเติบโต โดยมองว่าอาเซียนได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ และยังมีความต้องการสินค้าในหลายประเทศ
SCGC–GC ตั้งบริษัทร่วมทุน เป้า 10 อันดับโลก
แผนสำคัญของธุรกิจปิโตรเคมี คือการนำธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยของ SCGC และ GC มารวมกันผ่านบริษัทร่วมทุน โดย SCGC จะถือหุ้น 44% และ GC ถือหุ้น 56% ตั้งเป้าเป็น 1 ใน 10 ผู้ผลิตพอลิโอเลฟินส์รายใหญ่ที่สุดของโลก บริษัทคาดว่าจะสร้างประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจร่วมกันประมาณ 150–200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีเมื่อดำเนินงานได้เต็มที่ โดยประโยชน์จะทยอยเกิดขึ้นตามความคืบหน้าของการรวมการดำเนินงาน และประเมินว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 3 ปีจึงได้รับประโยชน์เต็มที่ตามเป้าหมาย
สิ่งที่ทั้ง 2 ฝ่ายต้องการเพิ่ม คือความยืดหยุ่นในการจัดหาวัตถุดิบและวางแผนผลิต รวมถึงความสามารถพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง ส่วนที่ต้องการลดคือต้นทุนและการดำเนินงานซ้ำซ้อน เช่น การผลิตสินค้าที่ใกล้เคียงกันในหลายโรงงาน การเปลี่ยนเกรดสินค้าบ่อยครั้ง และการสำรองอะไหล่ โดยสามารถเลือกใช้วัตถุดิบให้เหมาะกับต้นทุนและความต้องการสินค้าในแต่ละช่วง พร้อมนำเทคโนโลยี งานวิจัย และเครือข่ายลูกค้าของทั้ง 2 ฝ่ายมาใช้ร่วมกัน
เอสซีจีคาดว่า การรวมความสามารถดังกล่าว จะช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับลูกค้าได้มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องใช้เทคโนโลยีและมีความแตกต่าง ซึ่งจะสนับสนุนผู้ประกอบการกลางน้ำและปลายน้ำให้เพิ่มความสามารถแข่งขันและขยายธุรกิจต่อไป แผนจัดตั้งบริษัทร่วมทุนยังต้องผ่านการขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นและกระบวนการพิจารณาด้านการแข่งขันทางการค้า รวมถึงการจัดโครงสร้างสินทรัพย์และระบบงาน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2570
ทั้งนี้ ประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นปีละ 150–200 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นประมาณการของบริษัทร่วมทุนทั้งก้อน ขณะที่เอสซีจีจะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรตามสัดส่วนถือหุ้น 44% หลังดำเนินการ ธุรกิจที่นำไปร่วมทุนจะเปลี่ยนจากการรวมรายได้และ EBITDA ในงบการเงินของเอสซีจี มาเป็นการรับรู้ส่วนแบ่งกำไร ส่วนเงินสดจะได้รับผ่านเงินปันผลจากบริษัทร่วมทุน ซึ่งกำหนดนโยบายจ่ายขั้นต่ำ 60% ของกำไร และพิจารณาจ่ายเพิ่มเติมหลังประเมินแผนการใช้เงิน
LSP เร่งใช้อีเทน ลดต้นทุนกว่า 250 ล้านดอลลาร์ต่อปี
อีกโครงการที่เอสซีจีคาดว่าจะเพิ่มความสามารถทำกำไร คือการปรับโรงงาน LSP ในเวียดนามให้ใช้ก๊าซอีเทนเป็นวัตถุดิบได้มากขึ้น โดยคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี บริษัทใช้ช่วงหยุดเดินเครื่องเร่งปรับปรุงเครื่องจักร ก่อสร้างถังจัดเก็บ และเตรียมระบบขนส่งวัตถุดิบ สามารถเร่งกำหนดการได้ประมาณ 3 เดือน และตั้งเป้าแล้วเสร็จพร้อมกลับมาเดินเครื่องกลางปี 2570 โดยเตรียมจัดหาอีเทนสำหรับทดสอบระบบในช่วงแรก เพื่อให้เพิ่มกำลังผลิตได้ตามแผนเมื่อระบบขนส่งของโครงการพร้อมใช้งาน
การลดต้นทุนวัตถุดิบมีความสำคัญต่อธุรกิจเคมิคอลส์ ซึ่งยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังการผลิตส่วนเกิน การแข่งขันด้านราคา และความผันผวนของส่วนต่างราคาสินค้ากับวัตถุดิบ โดยไตรมาส 3 ปี 2569 เอสซีจีซีขาดทุนสำหรับงวด 1,738 ล้านบาท เนื่องจากการหยุดโรงงานระยองโอเลฟินส์ หรือ ROC ชั่วคราว และการปรับปรุงโรงงาน LSP ขณะที่ Adjusted EBITDA ซึ่งไม่รวม LSP อยู่ที่ 2,756 ล้านบาท ส่วนโรงงาน ROC กลับมาเดินเครื่องตั้งแต่กลางเดือนกันยายนแล้ว
แม้ไตรมาส 3 ยังขาดทุน แต่ผลประกอบการ 9 เดือนของเอสซีจีซีมีกำไร 4,160 ล้านบาท และ Adjusted EBITDA ไม่รวม LSP อยู่ที่ 14,441 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน บริษัทยังให้ความสำคัญกับการบริหารวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน พร้อมติดตามต้นทุนการผลิตและการขายอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับการดำเนินงานให้ทันกับราคาที่เปลี่ยนแปลง ระหว่างรอผลจากโครงการอีเทนและแผนร่วมทุน ซึ่งยังเป็นปัจจัยสนับสนุนในอนาคต
ซีเมนต์–แพคเกจจิ้งเพิ่มกำไร ขยายตลาดอาเซียน
ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มุ่งเพิ่มยอดขายด้วยสินค้าที่ครอบคลุมความต้องการแต่ละกลุ่มตลาด ควบคู่กับลดต้นทุนผ่านแนวทาง One CBM ซึ่งเชื่อมการขายและใช้ทรัพยากรร่วมกัน บริษัทระบุว่ายอดขายข้ามกลุ่มสินค้าเพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อน และสามารถลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้กว่า 1,000 ล้านบาทภายในปี 2569 รวมถึงใช้เชื้อเพลิงทดแทนในสัดส่วน 25–35% เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นด้านต้นทุนพลังงาน โดย 9 เดือนแรกธุรกิจนี้มีกำไร 7,459 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53% และ Adjusted Cash EBITDA 16,018 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7%
สำหรับการเติบโตระยะต่อไป เอสซีจีให้ความสำคัญกับตลาดเวียดนาม ซึ่งมีการลงทุนภาครัฐและเอกชนสนับสนุนความต้องการวัสดุก่อสร้าง โดยเอสซีจี เดคคอร์เดินหน้าเพิ่มกำลังผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนที่โรงงาน Dai Loc อีกประมาณ 6 ล้านตารางเมตร คาดแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ปี 2569 เพื่อรองรับตลาดในประเทศและส่งออก หลังยอดขายสินค้ากลุ่มนี้เติบโตกว่า 32% ขณะเดียวกันยังเพิ่มกำลังผลิตกระเบื้อง Stone Plastic Composite หรือ SPC ในไทยเป็น 2 เท่า อยู่ที่ 2.88 ล้านตารางเมตรต่อปี พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและขยายตลาดส่งออก
ธุรกิจแพคเกจจิ้ง เป็นอีกส่วนที่สนับสนุนผลประกอบการ โดย 9 เดือนแรกมีกำไร 5,896 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106% และ Adjusted Cash EBITDA 15,725 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทิศทางต่อจากนี้คือการต่อยอดการฟื้นตัวในอินโดนีเซีย บริหารต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน และใช้เครือข่ายการผลิตในภูมิภาคร่วมกันให้มีประสิทธิภาพ พร้อมขยายโอกาสในเวียดนามและอินเดีย รวมถึงเพิ่มฐานผลิตกระดาษสำหรับแผ่นยิปซัมและกระดาษทำผิวกล่องลูกฟูกคุณภาพสูง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า
AI เพิ่มประสิทธิภาพ ลดความสูญเสียในการผลิต
ธรรมศักดิ์ กล่าวว่า เอสซีจีนำ AI มาใช้ในกระบวนการผลิต การจัดส่ง และการป้องกันความสูญเสีย โดยมีโครงการที่พนักงานพัฒนาขึ้นมากกว่า 400 โครงการ และรายงานประโยชน์ที่กระทบต่อกระแสเงินสดประมาณ 700 ล้านบาท เทียบกับค่าใช้จ่ายประมาณ 70 ล้านบาท ตัวเลขประโยชน์ดังกล่าวนับเฉพาะส่วนที่มีผลต่อกระแสเงินสด โดยยังไม่นับประโยชน์จากความสะดวกในการทำงาน บริษัทกำลังต่อยอดการใช้ AI ข้ามหน่วยงาน พร้อมทบทวนกระบวนการทำงานใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น
การใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของแผนลดต้นทุนทั่วอาเซียน ควบคู่กับการปรับฐานผลิตและใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างธุรกิจ โดยธรรมศักดิ์ระบุว่า ปี 2570 บริษัทจะต่อยอดการปรับโครงสร้างและโครงการสำคัญให้เกิดผลชัดเจน ทั้งบริษัทร่วมทุนปิโตรเคมี โครงการอีเทนที่ LSP และการขยายธุรกิจซีเมนต์คาร์บอนต่ำ เพื่อเพิ่มความสามารถแข่งขันและสร้างความแข็งแกร่งระยะยาว
ลดหนี้ใกล้เป้าหมาย คงงบลงทุน 30,000 ล้านบาท
ด้านฐานะการเงิน เอสซีจีมีหนี้สินสุทธิประมาณ 237,000 ล้านบาท และเงินสดคงเหลือ 75,147 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2569 หลังลดหนี้ลงต่อเนื่องจากสิ้นปีก่อน ธรรมศักดิ์ กล่าวว่า บริษัทติดตามอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA เพื่อดูความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยเมื่ออัตราส่วนลดลงถึงระดับที่เหมาะสม ก็สามารถพิจารณาลงทุนเพิ่มเติมเพื่อสร้างการเติบโตได้ ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายและสภาพคล่อง เพื่อเตรียมพร้อมรับความไม่แน่นอน
ช่วง 9 เดือนแรกปี 2569 เอสซีจีใช้เงินลงทุนประมาณ 18,000 ล้านบาท และคงกรอบทั้งปีไว้ประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีการใช้เงินเพิ่มเติมในไตรมาส 4 สำหรับโครงการสำคัญ เช่น โครงการอีเทนที่ LSP และการลงทุนของธุรกิจแพคเกจจิ้ง ส่วนงบลงทุนปี 2570 ยังอยู่ระหว่างจัดทำแผน สำหรับผลประกอบการรวม บริษัทมีรายได้จากการขาย 9 เดือนแรก 382,236 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% และมี Adjusted Profit ซึ่งไม่รวมการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือและรายการปรับปรุงอื่น ๆ อยู่ที่ 14,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,831 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 3 มีรายได้จากการขาย 122,666 ล้านบาท กำไรสำหรับงวด 2,385 ล้านบาท และ Adjusted Cash EBITDA 14,444 ล้านบาท
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
GC x SCGC เปิดดีลยักษ์ตั้งบริษัทร่วมทุนปิโตรเคมี เสริมศักยภาพทำกำไร
ธนาคารโลกชี้ไทยต้องโต 5.4% ต่อปีถึงเป้ารายได้สูง เร่งเปิดการแข่งขัน–หนุนธุรกิจเล็กขยายตัว
เมื่อ AI ใช้ง่ายขึ้น โจทย์นักการตลาดคือเปลี่ยนให้เป็นผลลัพธ์ธุรกิจ



