Share on
×

Share

ลงทุน AI การแพทย์ต้องพิสูจน์รายได้ และการใช้งานจริง

ลงทุน AI การแพทย์ต้องพิสูจน์รายได้ และการใช้งานจริง

นักลงทุนในงาน Global Medical AI Summit 2026 ชี้เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ ธุรกิจต้องแก้ปัญหาสุขภาพ สร้างรายได้ และรักษาความได้เปรียบได้ พร้อมมองโอกาสไทยต่อยอดโรงพยาบาล ข้อมูลสุขภาพ และการทดลองทางคลินิก

AI ทำให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และการเริ่มต้นธุรกิจง่ายขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้การระดมทุนง่ายขึ้นตามไปด้วย เมื่อนักพัฒนาจำนวนมากเข้าถึงเทคโนโลยีได้ใกล้เคียงกัน สิ่งที่นักลงทุนต้องการเห็นจึงไม่ใช่เพียงแบบจำลองที่ทำงานได้หรือโครงการทดลองกับโรงพยาบาล แต่เป็นหลักฐานว่า เทคโนโลยีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง มีผู้ยอมจ่าย และสามารถพัฒนาเป็นธุรกิจที่เติบโตต่อเนื่องได้ ขณะที่การนำ AI เข้าสู่ระบบสุขภาพยังต้องผ่านการพิสูจน์ทางคลินิก การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับ และการปรับให้เข้ากับการทำงานของบุคลากร ตลอดจนเงื่อนไขการจ่ายค่ารักษาของแต่ละตลาด

มุมมองดังกล่าวเป็นประเด็นสำคัญของเวที “Funding the Future of Health: Navigating Early-Stage HealthTech & Medical AI Investment in Southeast Asia” ภายในงาน Global Medical AI Summit 2026 โดยมี Joseph Mocanu ผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วนผู้จัดการ Verge HealthTech Fund, Dr.Thomas Lanyi หุ้นส่วนผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายการลงทุนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ CDH Investments และ นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร RISE และหุ้นส่วนผู้จัดการ SeaX Ventures ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ดำเนินรายการโดย สถาพน พัฒนะคูหา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Guardian AI Lab ผู้ร่วมเสวนาครอบคลุมทั้งการลงทุนในเทคโนโลยีระยะเริ่มต้นและกิจการที่พิสูจน์ธุรกิจแล้วซึ่งต้องการเงินทุนเพื่อขยายตัว ทำให้เห็นทั้งโอกาสของนวัตกรรมและเงื่อนไขที่ต้องผ่านก่อนเข้าถึงเงินลงทุน

รายได้และความต้องการใช้จริงคือเงื่อนไขรับเงินลงทุน

Joseph มองว่า AI ทำให้การเริ่มธุรกิจง่ายขึ้นจนความสามารถทางเทคนิคเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ข้อได้เปรียบที่รักษาไว้ได้นาน นักลงทุนจึงต้องรอดูมากขึ้นว่าผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ตลาดจริงหรือไม่ การมีลูกค้าจ่ายเงินเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะต้องพิจารณาคุณภาพของรายได้และความยั่งยืนของความต้องการด้วย ด้าน นพ.ศุภชัยเห็นสอดคล้องกันว่า ต่อให้บริษัทสร้างแบบจำลอง ผลิตภัณฑ์ หรือบริการได้รวดเร็วเพียงใด หากไม่สามารถสร้างรายได้ก็ยากที่จะอยู่รอด สตาร์ตอัปจึงควรใช้ AI ช่วยสร้างความได้เปรียบและทำให้เกิดรายได้เร็วขึ้น เพื่อให้ธุรกิจมีหลักฐานที่ชัดเจนสำหรับการพิจารณาลงทุน

สำหรับ Thomas ซึ่งมุ่งลงทุนในธุรกิจที่ผ่านการพิสูจน์เชิงพาณิชย์แล้ว การมีโครงการทดลองไม่กี่โครงการยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันความแข็งแรงของบริษัท เขาให้ความสนใจกับกิจการสุขภาพที่นำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพและทำให้ธุรกิจดีขึ้น โดยเริ่มจากปัญหาของกิจการและประโยชน์ที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยี เมื่อพิจารณาเงินลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ คำถามจึงก้าวพ้นเรื่องผลิตภัณฑ์ทำงานได้หรือมีผู้ยอมจ่ายหรือไม่ ไปสู่ความสามารถในการเติบโตในขนาดใหญ่ บริษัทต้องเตรียมทั้งคน ระบบงาน โครงสร้างพื้นฐาน นโยบาย และความสามารถภายในให้รองรับกิจการที่ใหญ่กว่าปัจจุบัน รวมถึงแสดงให้เห็นว่าจะรักษาความสำเร็จเมื่อออกนอกตลาดเดิมได้อย่างไร

AI เปลี่ยนการแข่งขันธุรกิจต้องรักษาความต่างให้ได้

Thomas ชี้ว่า AI กำลังเปลี่ยนความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจสุขภาพ บริษัทที่นำ AI มาใช้ได้ดีอาจไล่ตามคู่แข่งหรือสร้างความได้เปรียบขึ้นใหม่ ขณะเดียวกัน สิ่งที่เคยทำให้ธุรกิจโดดเด่นอาจกลายเป็นความสามารถทั่วไปเมื่อทุกบริษัทเข้าถึงเครื่องมือเดียวกันได้ นักลงทุนจึงต้องทบทวนว่าความแตกต่างของกิจการจะอยู่ตรงไหนในอนาคต และมีเหตุผลอะไรที่ทำให้ลูกค้ายังเลือกบริษัทนั้นต่อไป ประเด็นนี้ทำให้การประเมินธุรกิจ AI การแพทย์ต้องพิจารณาทั้งประโยชน์ที่เกิดขึ้นในวันนี้และความสามารถในการรับมือกับการแข่งขันที่เปลี่ยนเร็ว

ตัวอย่างที่ Thomas ยกขึ้นมาคือการใช้ AI จัดการสินค้าคงคลังของร้านขายยาในเวียดนาม ซึ่งมีการแบ่งขายยาตามจำนวนที่ลูกค้าต้องการ การตัดแผงยาอาจทำให้ข้อมูลวันหมดอายุขาดหาย และทำให้ร้านติดตามยาที่เหลือได้ยาก ผู้ประกอบการบางรายจึงใช้เครื่องมือช่วยระบุเม็ดยา หรือแคปซูลจากการสแกนด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ แล้วเชื่อมกับข้อมูลสินค้าคงคลัง เพื่อช่วยจัดการข้อมูลชนิดยา ชุดสินค้า และวันหมดอายุ สำหรับนักลงทุนที่กำลังเปรียบเทียบเครือข่ายร้านขายยาหลายแห่ง ความสามารถในการแก้ปัญหานี้อาจมีผลต่อการตัดสินใจ เพราะเป็นการใช้ AI ที่เชื่อมกับประสิทธิภาพของกิจการโดยตรง

อีกโอกาสหนึ่ง คือการแก้ปัญหาข้อมูลสุขภาพที่กระจัดกระจาย และระบบที่เชื่อมต่อกันได้ยาก Joseph เล่าว่า สตาร์ตอัปแห่งหนึ่งที่เขาลงทุนมีแนวโน้มทำผลงานได้สูงกว่าประมาณการ จากการแก้ปัญหานี้ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างต้นทุนสูง ขณะเดียวกัน เขายังสนใจเซนเซอร์ที่เก็บสัญญาณทางชีวภาพ ซึ่งมีประโยชน์ทางคลินิกได้โดยไม่ต้องเจาะร่างกาย เช่น การตรวจจับด้วยแสงหลายช่วงความยาวคลื่น เพื่อช่วยวิเคราะห์สิ่งที่อยู่ในเลือดและของเหลวระหว่างเซลล์ อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจของเทคโนโลยีต้องพิจารณาควบคู่กับมูลค่าบริษัท เพราะหากตั้งมูลค่าสูงตั้งแต่ต้นจนเหลือโอกาสสร้างผลตอบแทนไม่เพียงพอ นักลงทุนก็อาจไม่สามารถลงทุนได้

ไทยมีโอกาสจากโรงพยาบาลข้อมูลและการทดลองทางคลินิก

นพ.ศุภชัยมองว่า ไทยมีฐานพร้อมสำหรับการพัฒนาธุรกิจสุขภาพ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ ระบบหลักประกันสุขภาพ และความสามารถด้านบริการของโรงพยาบาล แต่การเติบโตไม่ควรหยุดอยู่ที่การให้บริการและเก็บค่ารักษาแบบเดิม การนำ AI มาใช้ต้องช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีขึ้น รักษาได้เร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และมีค่าใช้จ่ายลดลง เพื่อสร้างความแตกต่างให้บริการทางการแพทย์และเพิ่มโอกาสดึงดูดผู้ป่วย การมีคำว่า AI อยู่ในเอกสารนำเสนอธุรกิจจึงไม่เพียงพอ ผู้ประกอบการต้องแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีมีบทบาทต่อคุณภาพบริการและการเติบโตของกิจการอย่างไร

Thomas เสริมว่า อุตสาหกรรมโรงพยาบาลที่พัฒนามานานของไทยน่าจะทำให้มีข้อมูลสุขภาพจำนวนมาก ซึ่งเป็นศักยภาพสำคัญต่อการสร้างนวัตกรรม แต่เขายังไม่ได้มีข้อมูลว่าประเทศไทยจัดเก็บ เข้าถึง และนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ได้มากเพียงใด ส่วน Joseph มองว่าไทยยังมีฐานบริการส่งเสริมสุขภาพ ทั้งสปา การนวด การพักผ่อนเพื่อดูแลสุขภาพจิต และอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งสามารถนำมาประกอบกับบริการทางการแพทย์ได้ เพราะผลลัพธ์ด้านสุขภาพเกี่ยวข้องกับทั้งการรักษา สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรม จุดแข็งจึงอยู่ที่การมีองค์ประกอบหลายด้านสำหรับการดูแลสุขภาพ ไม่ได้จำกัดเฉพาะบริการในโรงพยาบาล

Joseph มองว่า การรับผู้เข้าร่วมการทดลองทางคลินิกได้รวดเร็วเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ เพราะช่วยให้สตาร์ตอัปพิสูจน์เทคโนโลยีได้ทันกับเงินทุนและเวลาที่มีจำกัด หากขั้นตอนนี้ล่าช้า บริษัทอาจหมดเงินก่อนแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีใช้ได้ผล ความสามารถในการสนับสนุนการทดลองให้ดำเนินไปได้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพ และมีต้นทุนต่ำลง จึงเป็นโอกาสทางธุรกิจที่แข่งขันได้ในระดับโลก โดยผู้ประกอบการอาจสร้างความได้เปรียบจากการช่วยให้บริษัทอื่นทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีได้สำเร็จ แม้ไม่ได้เป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีนั้นเอง

AI การแพทย์จะไปตลาดโลกได้แค่ไหนขึ้นอยู่กับรูปแบบธุรกิจ

การมีตลาดในประเทศทำให้สตาร์ตอัปไทยมีพื้นที่เริ่มต้น แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทควรใช้เส้นทางขยายตลาดแบบเดียวกัน Joseph อธิบายว่า เทคโนโลยีที่ใกล้กับชีววิทยาของมนุษย์ เช่น เซนเซอร์และการวินิจฉัย มีโอกาสนำไปใช้ข้ามประเทศได้มากกว่า ขณะที่บริการซึ่งผูกกับระบบสุขภาพ เช่น การติดตามผู้ป่วยทางไกลหรือการเปลี่ยนระบบบริการเป็นดิจิทัล ต้องอาศัยบริบทและช่องทางเข้าถึงผู้ใช้ในแต่ละพื้นที่ ด้าน นพ.ศุภชัยเห็นว่า หากบริษัทมีผลิตภัณฑ์ AI ที่โดดเด่นและมีรูปแบบธุรกิจรองรับลูกค้าทั่วโลก ก็อาจขยายตลาดได้ตั้งแต่ระยะแรก ส่วนบริษัทในไทยที่มีตลาดภายในรองรับอยู่แล้ว สามารถเริ่มพิสูจน์ธุรกิจในประเทศได้ โดยต้องพิจารณาลักษณะผลิตภัณฑ์และเป้าหมายของบริษัทประกอบกัน

Thomas แนะนำให้เตรียมความพร้อมสำหรับการขยายสู่ภูมิภาคตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การจัดการข้อมูล ระบบกำกับดูแล แนวทางขออนุมัติ และหลักฐานทางคลินิก เพื่อลดอุปสรรคในอนาคต แต่ในด้านการหารายได้ บริษัทที่มีทรัพยากรจำกัดควรทำให้ธุรกิจในตลาดหลักเดินได้ก่อน โดยเฉพาะบริการที่ต้องเชื่อมกับระบบสุขภาพ เพราะผู้ซื้อ ผู้จ่ายเงิน และผู้รับประโยชน์อาจเป็นคนละฝ่าย อีกทั้งยังมีเงื่อนไขเรื่องการทดลองทางคลินิก การอนุมัติ การทำงานร่วมกับบุคลากร การเบิกจ่าย ความเชื่อมั่น และช่องทางเข้าถึงลูกค้า กระบวนการเหล่านี้ใช้เวลาและเงิน การพยายามชนะหลายตลาดพร้อมกันจึงเพิ่มภาระและทำให้ความผิดพลาดมีต้นทุนสูง

เงินทุนต้องเหมาะกับธุรกิจคนต้องพร้อมใช้เทคโนโลยี

Joseph ย้ำว่า ผู้ประกอบการต้องแยกให้ออกระหว่างธุรกิจที่ดีและธุรกิจที่เหมาะกับเงินลงทุนจากกองทุนร่วมลงทุน หรือ VC เพราะกิจการที่ให้บริการตลาดท้องถิ่นอาจดำเนินงานได้ดี แต่ไม่ได้มีรูปแบบการเติบโตที่สอดคล้องกับการลงทุนประเภทนี้เสมอไป แหล่งทุนที่เหมาะสมอาจเป็นนักลงทุนบุคคล พันธมิตรธุรกิจ หรือสินเชื่อธนาคาร ขณะเดียวกัน เขาเสนอให้นักลงทุนเชื่อมบริษัทนวัตกรรมเข้ากับกิจการในพอร์ต เพื่อให้เทคโนโลยีได้พิสูจน์ประโยชน์ผ่านการใช้งานจริง หากเครื่องมือไม่ตอบโจทย์ก็ยากที่จะได้รับการยอมรับ แต่หากใช้งานได้ผล นักลงทุนจะมีข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นสำหรับการตัดสินใจลงทุนต่อ

นพ.ศุภชัยให้ความสำคัญกับการลงทุนในคนและการสร้างความสามารถของภูมิภาค ควบคู่กับการใช้โครงสร้างพื้นฐานทางคลินิกที่มีอยู่ เพราะเงินทุนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้พัฒนาเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพได้ ขณะที่ Joseph มองว่าความจำเป็นในการใช้เทคโนโลยีจะยิ่งเพิ่มขึ้นตามประชากรสูงวัย ภาระโรค และข้อจำกัดด้านบุคลากร ระบบสุขภาพจึงต้องค้นหาความผิดปกติให้เร็วขึ้นและให้ความสำคัญกับการป้องกันมากขึ้น โอกาสของ AI การแพทย์อยู่ที่การตอบโจทย์เหล่านี้ให้เกิดผลจริง โดยมีทั้งผู้พัฒนา บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ลงทุนร่วมกันทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นบริการที่ใช้งานได้และมีธุรกิจรองรับ

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

AI การแพทย์รุกโรงพยาบาล ช่วยเลือกยามะเร็ง อ่านภาพสมอง ลดงานเอกสาร

ไทยดัน Medical AI สู่ตลาด ตั้งเป้า 20 ผลิตภัณฑ์ภายในปี 2571

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar