โลกธุรกิจกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใช้ AI เป็นที่ปรึกษาหรือแชทบอทเพื่อตอบคำถาม แต่กำลังก้าวเข้าสู่แนวคิด Agentic Enterprise ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการใช้ AI ทำงานตามคำสั่งเฉพาะหน้า (Task-based) ไปสู่ระบบที่สามารถบริหารจัดการงานตามเป้าหมาย (Goal-based) ได้ด้วยตัวเอง AI ในรูปแบบนี้จะมีความสามารถในการทำความเข้าใจจุดประสงค์ วางแผนขั้นตอน เลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม และลงมือทำงานที่มีความซับซ้อนจนสำเร็จ ซึ่งจะส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรในอนาคต
แนวทางดังกล่าวถูกนำเสนอผ่านระบบ Virtual Briefing เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2026 โดย Thomas Kurian ประธานเจ้าหน้าที่บริหารแห่ง Google Cloud ซึ่งได้ระบุถึงทิศทางที่ Google มุ่งเน้นการเป็น Fully Integrated AI Stack ตั้งแต่ระดับฮาร์ดแวร์ไปจนถึงซอฟต์แวร์ เพื่อสร้างความคุ้มค่าในการลงทุน (ROI) ให้กับภาคธุรกิจ ท่ามกลางการติดตามจากพันธมิตรและลูกค้ากว่า 35,000 คนในสัปดาห์ของงาน Google Cloud Next นี้
การรักษาความปลอดภัยและจัดการข้อมูลข้ามคลาวด์
จุดสำคัญของการนำ Agent มาใช้ในองค์กรคือการจัดการเรื่องความปลอดภัยและความซับซ้อนของข้อมูล โดย Google ได้นำเสนอระบบการป้องกันเชิงรุกผ่านแนวทาง Security Agents 3 สี ที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีจาก Wiz และ Mandiant ประกอบด้วย Red Agent ที่ทำหน้าที่ทดสอบหาช่องโหว่ของระบบอย่างต่อเนื่อง Blue Agent ที่วิเคราะห์และคัดกรองภัยคุกคามด้วยความแม่นยำ 98% และ Green Agent ที่ทำหน้าที่แก้ไขช่องโหว่โดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดภาระงานของพนักงานในการดูแลความปลอดภัยเบื้องต้น
ในส่วนของการจัดการข้อมูล Google ได้นำเสนอเทคโนโลยี Agentic Data Cloud ที่เน้นแนวคิด Zero Copy ผ่านระบบ Cross-cloud Lakehouse บนมาตรฐานไฟล์ Iceberg ทำให้ AI สามารถเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลที่อยู่บนระบบคลาวด์อื่นอย่าง AWS หรือ Azure ได้โดยไม่ต้องทำการคัดลอกข้อมูลข้ามไปมา ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเวลาในการจัดการข้อมูล
ระบบนี้ยังทำงานร่วมกับ Knowledge Catalog ที่ใช้ Gemini สกัดความสัมพันธ์ของข้อมูลในองค์กร และ Lightning Engine ที่เน้นความรวดเร็วในการประมวลผล Spark และ Python รวมถึง Deep Research Agent ที่เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกทั้งแบบที่มีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง
ระบบบริหารจัดการ Agents และการทำงานร่วมกับมนุษย์
เพื่อให้การใช้ Agents หลายตัวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ Google ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Gemini Enterprise Agent Platform เพื่อเป็นศูนย์กลางการควบคุม โดยมีระบบ Multi-Agent Orchestration และ Advanced Memory Bank ที่ช่วยให้ AI สามารถจดจำบริบทของงานในระยะยาวและทำงานประสานกันระหว่างแผนกได้ นอกจากนี้ยังมี Canvas Mode ที่ออกแบบมาเพื่อให้มนุษย์และ AI สามารถทำงานร่วมกันในไฟล์เอกสารหรือสไลด์ได้โดยตรงภายในหน้าจอเดียว
นอกจากนี้ยังมีการนำมาตรฐาน Model Context Protocol (MCP) มาใช้ เพื่อให้ AI สามารถเชื่อมต่อและดึงข้อมูลจากระบบภายนอกอย่าง Salesforce, SAP หรือ Jira มาใช้งานได้ทันที และเพื่อเพิ่มความคล่องตัว ระบบ Asynchronous Inbox จะทำหน้าที่แจ้งเตือนเมื่อ AI ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้น ช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดตามงานได้เหมือนการรับส่งอีเมล โดยมีระบบ Personal Intelligence คอยปรับการทำงานให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้งานของแต่ละบุคคล
โครงสร้างพื้นฐานรุ่นที่ 8 และต้นทุนการดำเนินงาน
การทำงานของระบบ Agent จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการประมวลผลสูง Google จึงได้เปิดตัวเทคโนโลยีในกลุ่ม Infrastructure 8.0 ซึ่งประกอบด้วยชิป TPU 8T สำหรับฝึกสอนโมเดลที่ทำงานได้เร็วขึ้น 3 เท่า และ TPU 8I ที่ใช้สถาปัตยกรรม Boardfly เพื่อเพิ่มความเร็วในการตอบสนอง พร้อมทั้งรองรับการทำงานร่วมกับ NVIDIA VR200 สำหรับงานประมวลผลขนาดใหญ่

อีกส่วนที่สำคัญคือชิป Axion ARM Processor ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการงานบนระบบคอมพิวเตอร์แบบเดิมที่ AI Agents ต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเน้นประสิทธิภาพต่อพลังงานที่สูงขึ้น 60% เพื่อช่วยให้องค์กรบริหารจัดการต้นทุนในระยะยาวได้ดีขึ้น ระบบทั้งหมดเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายความเร็วสูง Virgo ระดับ 15 เทราพิตต่อวินาที และระบบจัดเก็บข้อมูล Managed Lustreกับ Rapid Storage เพื่อให้การรับส่งข้อมูลระหว่างกระบวนการทำงาน (Agentic Workflow) เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
สรุปทิศทางธุรกิจและก้าวต่อไปของ AI
จากข้อมูลของ Thomas Kurian พบว่าในปี 2025 Google Cloud มีมูลค่าสัญญาโครงการขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วง 3 ปีก่อนหน้ารวมกัน และลูกค้ากว่า 75% ได้เริ่มนำเครื่องมือ AI ไปใช้งานในระบบงานจริงแล้ว การเปิดตัวโมเดลรุ่นใหม่อย่าง Gemini 3.1, Nano Banana 2 สำหรับอุปกรณ์พกพา และ Lyria 3 สำหรับงานมัลติมีเดีย รวมถึง Agents เฉพาะทางด้านการบริการลูกค้า (Customer Experience) เป็นการยืนยันถึงความพร้อมของระบบ Full Stack AI ของ Google
แนวคิด “Agentic Enterprise” จึงไม่ใช่เพียงการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานที่ AI จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยปฏิบัติงาน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความคุ้มค่าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจในระยะต่อไป
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
AIS x ReelShort ปักธงเบอร์ 1 ซีรีส์แนวตั้ง ‘Verticaltainment’ ในไทย
ถอดรหัส AI Index Report 2026: โอกาส ความเสี่ยง และยุทธศาสตร์ชาติ



