การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่การแทนที่มนุษย์ทั้งหมด แต่คือการคัดสรรผู้รอดชีวิต AI จะเข้ามาเป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพ ให้คนที่ฉลาดและรู้จักปรับตัวสามารถเติบโตในหน้าที่การงานได้ยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน AI ก็จะกลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ ที่พัดพาคนที่ไม่ยอมปรับเปลี่ยน พึงพอใจกับงานซ้ำ ๆ และปล่อยให้ AI ทำงานที่ต้องใช้กระบวนการคิดแทนให้หายไปจากระบบ
นี่คือข้อสรุปจากการเสวนา AI Won’t Replace You—But It Will Redefine You ในงาน HR Tech 2026 ระหว่าง กานติมา เลอเลิศยุติธรรม Deputy CEO / CCO AIS และ อครินทร์ ภูรีสิทธิ์ Chief People Officer บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกการทำงานที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมกับข้อเตือนใจสำหรับทั้งผู้บริหาร พนักงาน และหน่วยงานทรัพยากรบุคคลที่อาจกำลังละเลยการปรับตัว
‘มนุษย์ทองคำ’ ที่ถูก AI กวาดล้าง
คุณกานติมา ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนว่า ช่วงเวลาหนึ่งสายงาน Data Analytic เคยเป็น “มนุษย์ทองคำ” ที่องค์กรต้องการตัวเป็นอย่างมาก แต่เมื่อ Generative AI อย่าง ChatGPT หรือ Gemini เข้ามา งานของคนกลุ่มนี้ก็หายไปกว่าครึ่ง เพราะเทคโนโลยีสามารถประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลแทนได้
“การเป็นผู้ทรงคุณวุฒิหรือ Specialist ในสายงานเดียว กลับกลายเป็นจุดอ่อนที่สุดในยุคนี้”
เพราะเมื่อเทคโนโลยีสามารถเรียนรู้และประมวลผลได้รวดเร็วกว่า การยึดติดกับความสำเร็จเดิม ๆ หรือพอใจกับการเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโดยไม่ยอมเรียนรู้สิ่งใหม่ จะนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะถูกกวาดล้างจากระบบโดยไม่รู้ตัว
ทักษะ ‘ทศกัณฐ์’ เพื่อความอยู่รอด
เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว คุณอครินทร์เสนอแนวคิดเรื่องทักษะที่จำเป็นสำหรับคนทำงานในยุค AI โดยเปรียบเทียบกับคุณลักษณะของ “ทศกัณฐ์” ประกอบด้วย 20 มือ 10 หน้า 1 จิต และ 1 ใจ
20 มือ หมายถึง ความสามารถในการใช้เครื่องมือหรือ AI Agents หลาย ๆ ตัวทำงานพร้อมกันได้ ส่วน 10 หน้านั้นหมายถึง การทำงานได้หลายบทบาทหน้าที่ ไม่ยึดติดกับตำแหน่งเดียว ขณะที่ 1 จิต คือ การมีเจตจำนงและวิจารณญาณในการแยกแยะความถูกต้องของข้อมูลที่ AI ประมวลผลมาให้
ส่วน 1 ใจ คุณอครินทร์อธิบายว่า คือการรู้จักสร้าง “Second Brain” เพื่อใช้จัดเก็บข้อมูลและความรู้ที่มหาศาล ทำให้สามารถดึงข้อมูลเก่าๆ กลับมาใช้งานได้ทันท่วงทีโดยไม่ลืม
คุณกานติมาเน้นย้ำว่า ทักษะที่สำคัญที่สุด คือความสามารถในการปรับตัว เนื่องจากโลกจะเปลี่ยนเร็วและแรงขึ้นเรื่อย ๆ แการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยไม่ต้องรอให้องค์กรป้อนความรู้ให้
“คนที่หิวความรู้และพร้อมเรียนรู้จะเป็นผู้รอดชีวิต ที่สำคัญต้องรู้จักคุยกับตัวเอง เพื่อยอมรับจุดอ่อนและพัฒนาให้ตรงจุด” คุณกานติมากล่าว
กับดักผู้บริหารที่มอง AI เป็นแค่ ‘แฟชั่น’
คุณกานติมา ชี้ว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้บริหารระดับสูงหลายคนพูดถึง AI เป็นเพียงแฟชั่น โดยมุ่งเน้นแต่การลงทุนซื้อเครื่องมือหรือเทคโนโลยีเข้ามาในบริษัท การลงทุนโดยไม่พัฒนาขีดความสามารถของคน กลับกลายเป็นการสร้างภาระให้พนักงานที่ต้องมาเหนื่อยเพื่อตอบโจทย์เครื่องมือเหล่านั้น และทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ องค์กรที่ผู้บริหารระดับสูงคิดเองสั่งเองทุกเรื่อง หรือรูปแบบ Command & Control เป็นสิ่งที่อันตราย เพราะข้อจำกัดขององค์กรจะเท่ากับสติปัญญาของผู้บริหารเพียงไม่กี่คน “ผู้นำยุคใหม่ต้องเปลี่ยนจากการสั่งการ มาเป็นการตั้งคำถาม รับฟัง และเป็นคนคอย Guide” คุณอครินทร์กล่าวเสริม
ซึ่งเป็นคอขวดที่แท้จริงของกระบวนการ ดังนั้น คุณกานติมา จึงเสริมว่า ก่อนใช้ AI องค์กรควรนำหลักการอย่าง Design Thinking กลับมาใช้เพื่อค้นหา Pain Point ที่แท้จริงเสียก่อน ไม่ใช่แก้ปัญหาที่เห็นชัดแต่ไม่ใช่ต้นตอของปัญหา
แยกงานเป็นส่วน ๆ ก่อนใช้ AI: Capability และ Value Chain
คุณอครินทร์เสนอว่า องค์กรต้องเลิกมองงานเป็นตำแหน่งแบบเดิม เช่น งาน HR งาน Sales แต่ต้องแยกส่วนประกอบของงานนั้นๆ ออกมาเป็น Capability ตาม Value Chain เพื่อดูว่าขั้นตอนไหนควรใช้คน ขั้นตอนไหนควรใช้ AI
“หลายคนมักนำ AI ไปใช้ในจุดที่เห็นชัดหรือง่าย แต่ไม่ได้แก้ปัญหา ‘คอขวด’ ที่แท้จริง ทำให้กระบวนการโดยรวมไม่ได้เร็วขึ้น” คุณอครินทร์กล่าว
คุณอครินทร์ให้ตัวอย่างจาก CPN ในการนำกล้องอ่านป้ายทะเบียนรถอัตโนมัติมาใช้ ซึ่งดูเหมือนจะง่ายและลดคนแจกบัตรได้ แต่กลับพบว่า ลูกค้าที่ใช้จ่ายสูงซึ่งต้องการประทับตราบัตรจอดรถ กลับต้องไปเสียเวลารอคิวในขั้นตอนการสแตมป์แทน ซึ่งเป็นคอขวดที่แท้จริงของกระบวนการ
ดังนั้น ก่อนใช้ AI องค์กรควรนำหลักการ Design Thinking กลับมาใช้เพื่อค้นหา Pain Point ที่แท้จริงเสียก่อน ไม่ใช่แก้ปัญหาที่เห็นชัดแต่ไม่ใช่ต้นตอของปัญหา
หัวหน้างานยุคใหม่กับ ‘ลูกน้อง 2 กลุ่ม’
ในยุคนี้หัวหน้างานต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ เพราะจะมีลูกน้อง 2 กลุ่มที่ต้องบริหารผสมผสานกัน คือ AI และพนักงานที่เป็นมนุษย์
คุณอครินทร์ กล่าวว่า เมื่อ AI ทำงานได้ดีขึ้นและคนต้องรับภาระงานที่ท้าทายมากขึ้น ความเครียดจะสูงขึ้น บทบาทของหัวหน้างานจึงต้องเปลี่ยนจากการตามจี้ผลงาน มาเป็นการใช้ “ความเป็นมนุษย์” บริหารจัดการความเครียดและดูแลจิตใจคนทำงานให้มีความสุข
ขณะที่ คุณกานติมา ย้ำว่า การตัดสินใจที่ซับซ้อน เช่น สถานการณ์ทางจริยธรรมในรถยนต์ไร้คนขับ ยังคงต้องอาศัยวิจารณญาณและคุณธรรมของมนุษย์ในการแทรกแซงและตัดสินใจ
หมดยุคบริษัทป้อนความรู้
คุณกานติมากล่าวว่า ในอดีตบริษัทอาจลงทุนจัดอบรมให้พนักงานทุกคนพร้อมเพรียงกัน แต่ปัจจุบันบริษัทจะต้องเลือกกลุ่มที่จะลงทุนด้วยมากขึ้น คนทำงานจึงต้องลิขิตชีวิตตัวเองและขวนขวายหาอาหารสมองด้วยตนเอง
เพื่อลดช่องว่างของทักษะและย่นระยะเวลาการปรับตัวเข้าสู่โลกการทำงาน AIS ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การรับพนักงาน โดยเริ่มรับนักศึกษาเข้ามาทำงานจริงตั้งแต่ยังอยู่ปี 3 ในรูปแบบทวิภาคี
“วิธีนี้ช่วยให้เด็กได้เตรียมความพร้อมและปรับตัวเข้ากับองค์กรได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดีกว่าการรอให้เรียนจบปี 4 แล้วค่อยมาเริ่มปรับตัวซึ่งอาจจะไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง” คุณกานติมากล่าว
ทางรอดของ HR: จาก ‘ทัพหลัง’ สู่ผู้กำหนดทิศทางธุรกิจ
คุณกานติมา เตือนว่า HR คือหน่วยงานที่น่าเป็นห่วงที่สุด หากยังพอใจกับการเป็นเพียง “ทัพหลัง” ที่ทำงาน Operation ซ้ำๆ เช่น การทำเรื่องวันลาหรือเบิกจ่าย เพราะงานเหล่านี้จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี
ทางรอดของ HR คือต้องเปลี่ยนมุมมองการบริหาร Work Force โดยมองเป็น Capability แทนตำแหน่งหน้าที่แบบเดิมๆ นอกจากนี้ คุณอครินทร์ เน้นย้ำว่า HR ยุคใหม่จะต้องมีความเข้าใจในธุรกิจ รวมถึงทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)
“HR ต้องรู้ว่าธุรกิจจะไปทิศทางไหน เพื่อจะได้เตรียมสร้าง ‘ถนน’ หรือบุคลากรให้รองรับการเติบโต หาก HR ไม่เข้าใจธุรกิจ ก็จะไม่มีที่ยืนบนโต๊ะประชุมระดับบริหาร” คุณกานติมากล่าว
‘SIAM’ เข็มทิศการเรียนรู้ยุค AI
คุณอครินทร์เสนอ Framework ชื่อ “SIAM” เพื่อใช้เป็นเข็มทิศในการเรียนรู้ ประกอบด้วย S – Strategy to execution คือการคิดกลยุทธ์เป็นและนำไปปฏิบัติได้จริง I – Influence คือการมีทักษะในการสื่อสาร โน้มน้าวใจ และสร้างความไว้วางใจกับผู้อื่น A – Achievement คือการคิดแล้วลงมือทำให้เกิดผลลัพธ์ และ M – Mindfulness คือการมีสติ รู้เท่าทันจิตใจและอารมณ์ของตนเองเพื่อป้องกันภาวะหมดไฟและทำงานได้อย่างยั่งยืน
คุณกานติมาฝากข้อคิดถึงคนรุ่นใหม่ว่า พ่อแม่ไม่ควรปกป้องลูกจนเกินไป ควรปล่อยให้เด็กล้มและรู้จักรับผิดชอบด้วยตัวเอง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้พวกเขาแข็งแกร่งและยืนหยัดได้ในสังคมที่มีการแข่งขันสูง
บทส่งท้าย: AGI ที่กำลังจะมา และคำถามที่ต้องตอบ
การตื่นตัวเรื่อง AI ในปัจจุบันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น คุณกานติมากล่าวเตือนว่า ในอนาคตอันใกล้องค์กรและคนทำงานจะต้องเจอกับ AGI หรือ Artificial General Intelligence ที่สามารถคิดประมวลผลและต่อยอดเองได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้ AI ในยุคปัจจุบันกลายเป็นเรื่องพื้นฐานไปโดยปริยาย
เมื่อ AGI เข้ามา ความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจของมนุษย์จะถูกท้าทายมากขึ้นไปอีก ทางรอดเดียวคือการปรับตัว การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการรู้จักเติมเต็มในส่วนที่ AI ไม่มี นั่นคือ จริยธรรม วิจารณญาณ และความเป็นมนุษย์
คำถามที่ทุกคนต้องตอบให้ได้คือ เราพร้อมจะปรับตัวหรือยัง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
จากเงินซื้อความโง่ สู่ธุรกิจรีไซเคิลร้อยล้านของ ‘พูนทองไฟเบอร์’
BDMS ทุ่ม 2.9 หมื่นล้าน ปั้น WellEra ดัน Health Span คนไทยสู่ 75 ปี
AIS เปิดตัวแคมเปญรับวัน Stop Cyberbullying Day รณรงค์คนไทยหยุดซ้ำเติมเหยื่อภัยออนไลน์





