ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงาน และภัยจากสภาพภูมิอากาศ กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและธุรกิจ เวที Capital for Resilience ในงาน Future-Ready Economy 2026 จึงเสนอให้รัฐและเอกชนเร่งลงทุนเตรียมพร้อมก่อนเกิดวิกฤติ โดยใช้นโยบายที่ชัดเจนสร้างความมั่นใจในการลงทุนระยะยาว กระจายความเสี่ยงทางการค้า และเปิดโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงเงินทุน ควบคู่กับการจัดงบประมาณป้องกันความเสียหายและสร้างความร่วมมือข้ามประเทศ เพื่อให้รับมือผลกระทบได้ทันเมื่อวิกฤติครั้งใหม่มาถึง
จัดงบเตรียมพร้อมก่อนวิกฤติเพิ่มภาระเศรษฐกิจ
โทมัส บีโล (Thomas Beloe) ผู้อำนวยการ ศูนย์การเงินเพื่อความยั่งยืนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เสนอว่า รัฐบาลควรเปลี่ยนจากการทุ่มเงินตอบสนองหลังเกิดภัยพิบัติ มาให้ความสำคัญกับการลงทุนเตรียมพร้อมและลดผลกระทบล่วงหน้า เพราะประเทศยากจนกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งสงครามที่ผลักดันราคาพลังงาน ปุ๋ยและอาหาร ตลอดจนต้นทุนการกู้ยืมที่ทำให้การหาเงินมาลงทุนพัฒนาประเทศยากขึ้น ขณะที่รัฐบาลยังต้องช่วยเหลือค่าครองชีพและดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง การเตรียมพร้อมจึงต้องอยู่ในกระบวนการจัดทำงบประมาณและแผนลงทุนของหน่วยงานรัฐ รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินและประกันภัยเพื่อบริหารความเสี่ยงของประเทศ
ฮัสซัน อดัม โฮโซว์ (Hassan Adam Hosow) ประธานสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ และหัวหน้าที่ปรึกษาเศรษฐกิจประธานาธิบดีโซมาเลีย เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว แต่ชี้ว่า อุปสรรคสำคัญอยู่ที่แรงจูงใจและความตั้งใจทางการเมือง เขาเปรียบเทียบว่า เมื่อสะพานพัง การระดมเงินฉุกเฉินอาจทำได้ง่าย เพราะมีแรงกดดันให้แก้ปัญหาและเห็นผลงานการซ่อมแซมชัดเจน ต่างจากการหางบบำรุงรักษาสะพานก่อนพัง ซึ่งแม้จำเป็นแต่กลับได้รับความสนใจน้อยกว่า การวางแผนล่วงหน้าจึงต้องมีทั้งงบประมาณและกลไกที่ทำให้เกิดการปฏิบัติ พร้อมรักษาวินัยในการจัดเก็บรายได้และการใช้จ่าย เพื่อให้รัฐยังดูแลบริการจำเป็นสำหรับประชาชนและธุรกิจได้เมื่อเกิดวิกฤติ
นโยบายระยะยาวและ FTA ช่วยธุรกิจแข่งขัน
อาลก โลเฮีย (Aloke Lohia) รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส กล่าวว่า ภาคเอกชนพร้อมนำเงินทุน เทคโนโลยี ความรู้ และตลาดเข้ามาลงทุน แต่ต้องมีนโยบายรัฐที่ชัดเจนเพียงพอให้มองเห็นความมั่นคงของการลงทุนในช่วง 20–30 ปีข้างหน้าได้ จากการดำเนินธุรกิจใน 35 ประเทศ เขาพบว่ารัฐบาลต้องการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น เพราะความร่วมมือช่วยให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้รวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกัน บางอุตสาหกรรมหรือบางโครงการต้องใช้เวลาลงทุนยาวนาน จึงอาจจำเป็นต้องมีมาตรการจูงใจเฉพาะและนโยบายที่ต่อเนื่อง โดยมีเสถียรภาพทางการเมืองเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการทำงานร่วมกันของรัฐและเอกชน
ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานในยุโรป เป็นตัวอย่างที่อาลกยกขึ้นมาอธิบายถึงความสามารถแข่งขันที่เปลี่ยนไป เขาระบุว่า หลังเกิดสงครามในยูเครน บริษัทต้องจ่ายค่าพลังงานในยุโรปสูงกว่าสหรัฐฯ ถึง 5 เท่า ซึ่งเป็นภาระที่ไม่ยั่งยืน และทำให้การรักษาการจ้างงานในยุโรปเป็นเรื่องเร่งด่วน ขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีในภูมิภาคยังขาดการลงทุนมาเป็นเวลา 30–40 ปี สำหรับประเทศไทย เขาเห็นว่าการเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA มีความสำคัญ โดยยกเกาหลีใต้และเวียดนาม เป็นตัวอย่างของประเทศที่เจรจาข้อตกลงการค้าได้ดีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ส่วนไทยยังดำเนินการเรื่องนี้ช้า และควรเร่งเดินหน้าเพื่อสนับสนุนการแข่งขันของภาคธุรกิจ
กระจายแหล่งนำเข้า ลดผลกระทบเส้นทางขนส่งสะดุด
ฮัสซัน กล่าวว่า ประเทศที่เปิดการค้า ต้องรักษาสมดุลระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ กับความเสี่ยงจากภายนอก โดยโซมาเลียพึ่งพาการนำเข้าทางทะเลประมาณ 90–95% เมื่อการเดินเรือหยุดชะงัก ผลกระทบจึงส่งผ่านทั้งราคาสินค้า ต้นทุนนำเข้า และกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายด้าน วิกฤติในปี 2024 ทำให้การขนส่งสินค้าจากตุรกี มายังกรุงโมกาดิชูล่าช้าเพิ่มขึ้นประมาณ 14 วัน ซึ่งอาจกระทบทั้งเวชภัณฑ์และปัจจัยการผลิตที่จำเป็น รัฐบาลจึงควรสนับสนุนการกระจายแหล่งนำเข้าและตลาดส่งออก เพิ่มความสามารถในการผลิตภายในประเทศ และมีกลไกดูแลธุรกิจกับครัวเรือน โดยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังเกิดขึ้นพร้อมกับภัยจากสภาพภูมิอากาศ และความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาที่ลดลง
ในภาคอุตสาหกรรม อาลกอธิบายว่า การเชื่อมฐานผลิตกับวัตถุดิบและลูกค้าในภูมิภาคเดียวกัน ช่วยให้บริษัทรับมือความผันผวนได้ ธุรกิจของอินโดรามา เวนเจอร์สในอเมริกาเหนือสามารถใช้วัตถุดิบในพื้นที่ ผลิตและจำหน่ายให้ลูกค้าในภูมิภาคได้ ขณะที่ธุรกิจในเอเชียมีการเชื่อมโยงการผลิตและวัตถุดิบเช่นกัน แต่ความได้เปรียบในยุโรปกำลังลดลง บริษัทจึงพิจารณาใช้ฐานลงทุนในอียิปต์ และโอกาสลงทุนในประเทศอ่าวอาหรับ มาเชื่อมการขนส่งผ่านเมืองยานบูไปยังตลาดต่าง ๆ อีกด้านหนึ่ง บริษัทยังทำงานร่วมกับผู้พัฒนา AI ด้านการผลิต โดยมุ่งหวังให้โรงงานรักษาประสิทธิภาพการเดินเครื่อง และคาดการณ์การซ่อมบำรุง เพื่อแก้ปัญหาก่อนเกิดความเสียหาย
เปิดทางธุรกิจรายย่อยเข้าถึงทุน เตรียมเงินก่อนเกิดวิกฤติ
โทมัสให้ความสำคัญกับการรักษาการเข้าถึงสินเชื่อ และประกันภัยของธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย โดยระบุว่า ธุรกิจกลุ่มนี้เป็นแหล่งจ้างงานของคนถึง 90% ในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศพัฒนาน้อยที่สุด เมื่อกิจการล้มลง การกลับมาเริ่มต้นใหม่ทำได้ยาก ภาคการเงินจึงต้องทำงานควบคู่กับนโยบายรัฐและมาตรการคุ้มครองทางสังคม ตัวอย่างที่ยกขึ้นมา คือการค้ำประกันสินเชื่อในกัมพูชาเพื่อช่วยให้ธุรกิจที่นำโดยผู้หญิงเข้าถึงเงินกู้ได้ รวมถึงความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในกรุงเทพฯ เพื่อรับมือความร้อน ทั้งการเพิ่มพื้นที่คลายร้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนรายได้น้อย ส่วนสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาควรช่วยเตรียมโครงการให้พร้อมรับเงินทุน เพื่อให้การลงทุนดำเนินต่อได้ระหว่างและหลังวิกฤติ
ฮัสซันเสนอเพิ่มเติมว่า เมื่อความเสี่ยงกระทบหลายประเทศพร้อมกัน รัฐบาลควรจัดให้มีความร่วมมือเตรียมพร้อมข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ร่วมกันระบุภัยที่สำคัญ พัฒนาระบบเตือนภัยและแลกเปลี่ยนข้อมูล ไปจนถึงเตรียมแหล่งเงินล่วงหน้า ในรูปแบบวงเงินฉุกเฉิน หรือการร่วมกันรับความเสี่ยงในระดับภูมิภาค พร้อมกำหนดความรับผิดชอบของรัฐบาล เอกชน และองค์กรที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน เพราะขอบเขตอำนาจของแต่ละรัฐบาลจำกัดอยู่ภายในประเทศ ขณะที่ความสามารถขององค์กรระหว่างประเทศในการประสานนโยบาย กำลังถูกจำกัดด้วยเงินสนับสนุนที่ลดลง การสร้างกลไกร่วมกัน จึงมีความสำคัญต่อการรับมือความเสี่ยงที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจัดการตามลำพังไม่ได้
อย่างไรก็ตาม อาลกเตือนว่า ธุรกิจไม่สามารถวางแผนให้ครอบคลุมทุกเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ และการวิเคราะห์หรือวางแผนต่อเนื่องโดยไม่ลงมือทำ อาจทำให้การตัดสินใจหยุดชะงัก สิ่งที่เขาต้องการ คือเสถียรภาพทางการเมือง ที่ช่วยให้รัฐบาลและเอกชนทำงานร่วมกันได้ ขณะที่ฮัสซันย้ำว่า ต้องนำแผนที่มีอยู่ไปปฏิบัติ ส่วนโทมัสเสนอให้ขยายการหารือไปยังผู้เกี่ยวข้องมากขึ้น เพื่อให้การจัดสรรเงิน การกำหนดนโยบาย และการลงทุนของภาคธุรกิจ สนับสนุนการเตรียมพร้อมในทิศทางเดียวกัน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ



