7 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา จังหวัดเชียงใหม่กลับขึ้นแท่นอันดับ 1 เมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลกอีกครั้ง ด้วยค่า PM 2.5 ที่พุ่งสูงเกิน 15 เท่าของค่าแนะนำประจำปีขององค์การอนามัยโลก วิกฤติฝุ่นควันที่ชาวเชียงใหม่ทั้ง 25 อำเภอ และจังหวัดใกล้เคียงต้องเผชิญเป็นประจำทุกปี นำมาสู่การลงพื้นที่ของ ดร.เชน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และคณะ เพื่อเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.)
ทว่า การผลักดันนโยบาย “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” และการนำเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) มาใช้ กลับก่อให้เกิดข้อถกเถียงในสังคม ทั้งในมิติการเมือง สิ่งแวดล้อม บทบาทการทำงานข้ามกระทรวง ไปจนถึงเรื่องต้นทุนและกำลังการผลิต
ล่าสุด ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ อดีตผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ได้ออกมาเปิดมุมมองผ่านหน้าเพจ Facebook ในฐานะชาวเชียงใหม่ ชวนสังคมและผู้กำหนดนโยบายมองข้ามประเด็นทางการเมือง และวิเคราะห์ลึกถึงรากฐานของปัญหาผ่าน 3 ประเด็นสำคัญ ที่สะท้อนว่าวิกฤตินี้ซับซ้อนเกินกว่าจะแก้ด้วยห้องปลอดฝุ่นเพียงอย่างเดียว
ประเด็นที่ 1: ห้องปลอดฝุ่นแก้ปลายเหตุ ต้องอุดช่องโหว่ความเหลื่อมล้ำ
ดร.พันธุ์อาจ ระบุว่า การสร้างห้อง Positive Pressure ราคาประหยัดเป็นสิ่งที่เห็นด้วย 100% และต้องเร่งดำเนินการ แต่สิ่งที่ขาดหายไปในหน้าข่าวคือ “การกระจายความช่วยเหลือ” หากมองในมิติความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่เมืองและต่างอำเภอ ระหว่างคนพื้นราบกับคนบนดอย ประชาชนในพื้นที่อย่าง อมก๋อย เชียงดาว ฝาง หรือแม่แจ่ม ซึ่งหลายครั้งเผชิญค่าฝุ่นสูงกว่าตัวเมือง จะมีโอกาสเข้าถึงนวัตกรรมนี้หรือไม่ นโยบายอุดหนุน (Subsidy) จึงต้องครอบคลุมคนกลุ่มนี้ ไม่ใช่จำกัดเพียงอาคารใหม่ในเขตเมือง
ข้อเสนอเชิงรูปธรรมคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบจ. เทศบาลนคร เทศบาลเมือง และ อบต. สามารถออกมาตรฐานอาคารใหม่ให้บังคับติดตั้งระบบควบคุมอากาศได้ทันที ในขณะที่รัฐบาลและหน่วยงานส่วนกลาง ควรออกนโยบายนำร่อง (Policy Sandbox) อุดหนุนให้ประชาชนซื้ออุปกรณ์ได้ง่ายขึ้น พร้อมเปิดกระบวนการจัดซื้อให้โปร่งใส เพื่อสร้างตลาดเทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Tech Market) ให้เกิดขึ้นในภาคเหนือ โดยครอบคลุมทั้ง 25 อำเภอ
อย่างไรก็ดี มาตรการเหล่านี้ยังคงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศของเชียงใหม่ที่เป็นที่ราบในหุบเขาคล้ายแอ่งกระทะ เอื้อต่อการสะสมหมอกควัน การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจึงต้องอาศัยนโยบายระดับชาติที่ใหญ่กว่า
ประเด็นที่ 2: ทิ้ง Linear Model เจาะลึกมิติ “คนกับป่า”
ข้อมูลผลิตภาพมวลรวมระดับภูมิภาค (Gross Regional Productivity – GRP) ปี 2566 จากสภาพัฒน์ฯ ชี้ว่า ภาคเหนือทั้งภาคมี GRP เพียง 1.39 ล้านล้านบาท (7.7% ของ GDP ประเทศ) ทิ้งห่างจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ครองสัดส่วนถึง 47.7% อย่างชัดเจน แม้เชียงใหม่จะเป็นแชมป์ภาคเหนือด้วยผลิตภาพมวลรวมระดับจังหวัด (GPP) ราว 277,000 ล้านบาท แต่โครงสร้างเศรษฐกิจยังคงล้าหลัง หากสามารถสร้าง Climate Tech Market ขึ้นได้จริง จะไม่ใช่แค่การแก้ฝุ่น แต่คือการยกระดับ GPP ของระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (Northern Economic Corridor)
แต่ประเด็นที่ระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ยังไม่กล้าแตะ คือเรื่อง “คนกับป่า” ข้อมูลการเผาไหม้ซ้ำซากปี 2553-2562 พื้นที่กว่า 9.7 ล้านไร่ พบว่าเป็นพื้นที่ป่าถึง 65% และภาคเกษตร 32% ปัญหาแกนกลางคือความขัดแย้งระหว่างวิถีชีวิตคนในป่ากับกรอบกฎหมายของรัฐ การใช้มาตรการห้ามเผาแบบเบ็ดเสร็จ (Zero Burning) ทำให้วิถีธรรมชาติของป่าผลัดใบและการทำไร่หมุนเวียนเพื่อยังชีพกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย บีบให้ชาวบ้านต้องแอบจุดไฟจากพื้นที่ห่างไกลจนลุกลามกลับมายังไร่ตนเอง กลายเป็นไฟป่าที่ควบคุมยาก
ดร.พันธุ์อาจ ยกตัวอย่างนวัตกรรมชุมชนที่มีอยู่แล้ว เช่น ชุมชนบ้านยางเปียง อมก๋อย ที่ดูแลป่าชุมชนหมื่นไร่ด้วยการทำแนวกันไฟและลาดตระเวน หรือหมู่บ้านกะเหรี่ยงดอยช้างป่าแป๋ ลำพูน ที่ตั้งถังน้ำเขตต้นน้ำต่อสปริงเกอร์ นวัตกรรมเหล่านี้มีอยู่จริง แต่กลับไม่มีหน่วยงาน ววน. เข้าไปต่อยอด
โจทย์ใหญ่คือการทำให้ “คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้” ท่ามกลางการขยายตัวของเมืองในพื้นที่ราบเชียงใหม่-ลำพูน หน่วยงานที่มีฐานข้อมูลและทรัพยากรอย่าง GISTDA (ดาวเทียม, Hotspot) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, แม่โจ้, มทร.ล้านนา, มรภ.เชียงใหม่ หรือ สดร. ควรร่วมกันนำงานวิจัยป่าชุมชนและเทคโนโลยีวิศวกรรมมาเชื่อมโยงกันในระดับปฏิบัติการ
ประเด็นที่ 3: ปลดล็อก Deep Tech 3 มิติ สู่วิถีแก้ปัญหาที่ยั่งยืน
เพื่อไม่ให้เทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) กลายเป็นแค่งานวิจัยขึ้นหิ้ง ดร.พันธุ์อาจ เสนอ 3 มิติที่ อว. ต้องดำเนินการ:
- คิดให้ใหญ่กว่าห้องปลอดฝุ่น (Systemic Approach): เชียงใหม่เผชิญทั้งฝุ่น น้ำท่วม และภัยหนาวตลอดปี การพัฒนา Deep Tech for Climate Change ต้องทำอย่างเป็นระบบ รัฐต้องสั่งการให้ สกสว. ปรับแนวทางการให้ทุนเชิงมุ่งเป้า เพื่อผลักดันเทคโนโลยีที่ผ่านการพิสูจน์แล้วในห้องแล็บ (TRL ระดับ 4-6) ให้สามารถนำไปใช้งานจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม
- สร้างระบบนิเวศการลงทุน (Firm-based Ecosystem): ต้องส่งเสริม Deep Tech Startup ในภาคเหนือ โดยดึง Venture Capital (VC) และบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ร่วมลงทุน โดยยก “โมเดลเหอเฟย” ของจีนที่รัฐบาลท้องถิ่นเป็นนักลงทุนร่วม บริหารกองทุน 30,000 ล้านดอลลาร์เพื่อถือหุ้นโดยตรง และมีช่องทางด่วนให้นักวิจัยทดลองเชิงพาณิชย์ หน่วยงานอย่าง NIA, PMU-A และ PMU-C ควรเร่งสร้างระบบนิเวศนี้ในภาคเหนือให้เกิดขึ้น เพราะ Startup กลุ่มนี้ต้องใช้เวลาพัฒนาไม่ต่ำกว่า 3 ปี
- ปรับเปลี่ยนการสื่อสารวิทยาศาสตร์: ต้องลบภาพจำการลงพื้นที่แบบเดิมที่ “มาเยี่ยม ถ่ายภาพ อ้างฟ้าฝน แล้วไม่เกิดรูปธรรม” การสื่อสารระบบ ววน. ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่า Deep Tech เข้าถึงได้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเต็มไปด้วยศัพท์แสงของนักวิจัย แต่เป็นนวัตกรรมที่ลงมาแก้ปัญหาชีวิตพวกเขากับท้องถิ่นได้จริง
วิกฤติของเชียงใหม่และภาคเหนือ มีความสลับซับซ้อนและมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะฝากความหวังไว้ที่ห้องปลอดฝุ่นเพียงอย่างเดียว ระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมีศักยภาพเพียงพอที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยคลี่คลายปัญหานี้ได้ ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สังคมต้องการคือความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาให้กับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น “คนเมือง คนดอย หรือคนต่างอำเภอ” อย่างแท้จริงและยั่งยืน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ภาคเหนือวิกฤติฝุ่น PM 2.5 ตัวการ ‘มะเร็งปอด’ พุ่ง มช. ชูนวัตกรรมตรวจไว-ผ่าตัดส่องกล้องเพิ่มโอกาสรอด
ดัน AI Literacy ทักษะแห่งยุค: อว.-จุฬาฯ-AIS ผนึกกำลังต้านภัยไซเบอร์





