“เชียงใหม่มีระบบนิเวศที่เข้มแข็ง แต่มันไม่ชนะใครเลย”
นี่คือประโยคที่ ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ย้อนนึกถึง หลังเดินทางกลับมายังเชียงใหม่ และได้พูดคุยกับผู้ก่อตั้งบริษัทรุ่นใหม่รายหนึ่งใน Venture Studio ของ Canvas Ventures International ที่กำลังสร้างบริษัทมาได้ไม่ถึงปี แต่กลับเริ่มมีทั้งพันธมิตรด้านเทคโนโลยีจากเกาหลีใต้ และนักลงทุนรายย่อยจากต่างประเทศเข้ามาพูดคุยแล้ว
แต่คำถามที่ตามมาคือ เหตุใดเชียงใหม่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ดี จึงยังไม่สามารถสร้างสตาร์ตอัปที่สะท้อนอยู่ในดัชนีโลกได้อย่างแท้จริง และคำว่า “ยังไม่ชนะ” นั้น หมายความว่าอะไรกันแน่?
3 ดัชนี 3 ภาษาที่กำลังบอกเรื่องเดียวกัน
ดร.พันธุ์อาจ ย้อนเล่าว่า ในปี 2563 ช่วงที่ยังดำรงตำแหน่งที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ได้ร่วมกับสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พัฒนาดัชนี Innovation Index for Inclusive, Sustainable, and Connected City หรือ ISC ขึ้นมา เพื่อวัด “ศักยภาพด้านนวัตกรรมระดับเมือง” หลังพบว่าดัชนีนวัตกรรมส่วนใหญ่ในโลกมักวัดในระดับประเทศ มากกว่าจะลงลึกไปยังระดับเมือง
ISC ถูกออกแบบบนแนวคิดที่ว่า “เมือง” ต่างหากที่เป็นหน่วยสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรม เพราะเมืองคือพื้นที่ที่ปัญหาเกิดขึ้นจริง และเป็นพื้นที่ที่ผู้คนเลือกจะสร้างทางออก ดัชนีดังกล่าวจึงวัดพร้อมกันทั้งความเข้มแข็งของระบบนิเวศนวัตกรรม ความครอบคลุม และความยั่งยืนในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ผลการวัดในเวลานั้นชี้ว่า เชียงใหม่มีระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแกร่งในแบบของตัวเอง มีการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย ชุมชน และภาคสร้างสรรค์ที่หนาแน่นกว่าหลายเมืองในประเทศ
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองมาที่ดัชนี GSEI 2569 (Global Startup Ecosystem Index) ของ StartupBlink ภาพที่เห็นกลับแตกต่างออกไป แม้เชียงใหม่จะขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 590 ของโลก เพิ่มขึ้น 126 อันดับจากปีก่อนหน้า และเติบโต 91.6% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในบรรดาเมืองไทยทั้งหมด แต่หากมองย้อนหลังจะพบว่า ในปี 2566 เชียงใหม่เคยอยู่อันดับ 591 ก่อนจะร่วงลงไปอยู่ราวอันดับ 716 ในปี 2568 แล้วกลับขึ้นมาอีกครั้งในปีล่าสุด
กล่าวอีกแบบคือ ในรอบ 3 ปี เชียงใหม่ขยับขึ้นมาได้เพียง “หนึ่งอันดับ” จากจุดเริ่มต้น ขณะที่คะแนนรวมอยู่ที่ 0.525 ซึ่งต่ำกว่ากรุงเทพฯ ราว 20 เท่า และยังถูกภูเก็ตที่อยู่อันดับ 533 แซงหน้าไปแล้ว
ขณะเดียวกัน ดัชนี Dealroom ซึ่งใช้วัดมูลค่าจริงของระบบนิเวศสตาร์ตอัป กลับยังไม่มีชื่อของเชียงใหม่อยู่ในระบบเลย
ในมุมมองของ ดร.พันธุ์อาจ ดัชนีทั้งสามกำลังสะท้อนเรื่องเดียวกันในคนละมิติ ดัชนี ISC บอกว่าเชียงใหม่มีระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง ขณะที่ GSEI บอกว่าระบบนิเวศนั้น “ยังไม่ชนะใคร” และ Dealroom กำลังบอกว่ายังไม่มีมูลค่าที่โลกสามารถวัดได้จริง
หรือกล่าวอีกแบบคือ เชียงใหม่มี “Input” ที่เข้มแข็งพอตัว แต่ “Output” ที่โลกวัดได้ยังต่ำ บริษัทสายเทคโนโลยีและครีเอทีฟยังเติบโตไม่มากนัก อีกทั้งระบบนิเวศยังมีลักษณะค่อนข้างปิด รู้กันเฉพาะกลุ่ม แม้แต่กลุ่ม Digital Nomad หรือ Serial Entrepreneur จากหลายประเทศที่เรียกเชียงใหม่ว่าบ้าน ก็ยังไม่ได้เชื่อมเข้ากับระบบนิเวศนี้อย่างแท้จริง
เจาะ 6 ตัวแปร: ทำไมเชียงใหม่ยังไม่สามารถแปลง “พลังงาน” เป็น “มูลค่า”
1. ชุมชนมี แต่บริษัทไม่ออก
เชียงใหม่มีชุมชนคนทำงานอิสระจากทั่วโลกที่หนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย มี Co-working Space มีกิจกรรม Meetup และกิจกรรมสร้างสรรค์ที่คึกคัก สิ่งเหล่านี้ทำให้ StartupBlink เริ่มมองเห็นเชียงใหม่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
แต่ในมุมของ ดร.พันธุ์อาจ ชุมชนคนทำงานอิสระไม่ได้เท่ากับระบบนิเวศสตาร์ตอัป เพราะคนที่ทำงานจากโน้ตบุ๊กในร้านกาแฟ ไม่ได้กำลังสร้างบริษัทที่สามารถระดมทุนได้ รายได้และมูลค่าที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้สะสมอยู่ที่เชียงใหม่
ดัชนีอย่าง Dealroom จึงไม่ได้วัดจำนวนคนทำงานอิสระ แต่ใช้วัดเงินลงทุน บริษัทที่ระดมทุนได้ และมูลค่าที่วัดได้จริง ซึ่งในมิตินี้ เชียงใหม่ยังแทบไม่มีตัวเลขให้นับ
2. มหาวิทยาลัยมี แต่การแปลงความรู้เป็นธุรกิจยังไม่เกิด
ดร.พันธุ์อาจ มองว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU) และอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STEP) กำลังสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่นอกกรุงเทพฯ จริงตามที่ StartupBlink ระบุในรายงาน
แต่ช่องว่างสำคัญยังอยู่ที่ “การเชื่อมงานวิจัยเข้ากับตลาด”
เขายกตัวอย่าง Yogyakarta ในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเมืองมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน แต่สามารถเติบโตได้ถึง 157% และขยับขึ้น 208 อันดับในปีเดียว เพราะมีระบบที่เชื่อมงานวิจัยเข้ากับทุนและตลาดได้อย่างจริงจัง
3. คนเก่งไม่อยู่
ผู้ก่อตั้งจำนวนไม่น้อยที่เรียนจบจากเชียงใหม่ และต้องการสร้างบริษัท มักย้ายไปกรุงเทพฯ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีทั้งแหล่งทุน บริษัทขนาดใหญ่ และโอกาสในการหาทุนรอบต่อไป
ดร.พันธุ์อาจ มองว่า การที่กรุงเทพฯ มีคะแนนสูงกว่าเชียงใหม่กว่า 20 เท่า ไม่ใช่เพราะมีคนเก่งกว่า แต่เพราะกรุงเทพฯ กลายเป็นศูนย์รวมของคนเก่งจากทั่วประเทศ รวมถึงจากเชียงใหม่เอง
เขายกตัวอย่างเมืองดานังในเวียดนาม ซึ่งเริ่มแก้ปัญหานี้ผ่านการลงทุนสร้างนิคมเทคโนโลยีอย่างจริงจัง สร้างแรงจูงใจให้บริษัทเข้ามาตั้งสำนักงาน และสร้างทุนในท้องถิ่นเพื่อไม่ให้ผู้ก่อตั้งต้องย้ายไปโฮจิมินห์เพื่อระดมทุน ส่งผลให้ดานังขยับขึ้นถึง 212 อันดับ และเติบโต 153% ภายในปีเดียว
4. ไม่มีทุนในท้องถิ่น
ดร.พันธุ์อาจ มองว่านี่คือ “หัวใจของปัญหา”
ปัจจุบันเชียงใหม่ยังไม่มีกองทุนอิสระที่ลงทุนในสตาร์ตอัประยะเริ่มต้นอย่างเป็นระบบ ไม่มีนักลงทุนรายย่อยที่มีทั้งประสบการณ์และเครือข่ายเพียงพอจะช่วยผู้ก่อตั้งได้มากกว่าแค่เรื่องเงินทุน รวมถึงยังไม่มีระบบเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มทุนท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจครอบครัวรุ่นสองและรุ่นสาม เข้ากับบริษัทเทคโนโลยีที่กำลังเติบโต
เขามองว่า หากทุนไม่ได้อยู่ที่เชียงใหม่ มูลค่าที่สร้างขึ้นจากเชียงใหม่ก็จะไม่ถูกนับว่าเป็นของเชียงใหม่ในดัชนีใดเลย
5. ตลาดเล็ก และผู้ก่อตั้งยังคิดในขนาดเล็ก
ตลาดในเชียงใหม่ยังเล็กเกินไปสำหรับบริษัทเทคโนโลยีที่ต้องการเติบโต หากผู้ประกอบการคิดเพียงว่าจะขายสินค้าและบริการให้คนในเชียงใหม่ ก็จะไม่ผ่านเกณฑ์การลงทุนของกองทุนใด
ดร.พันธุ์อาจ เปรียบเทียบกับดานังที่ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงเมืองท้องถิ่น แต่คิดว่าตัวเองคือจุดเชื่อมในห่วงโซ่การผลิตโลกที่กำลังย้ายออกจากจีน ซึ่งเป็นการคิดใน “ขนาดตลาด” ที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
6. ภาคเอกชนขนาดใหญ่แทบไม่มีอยู่
ในดัชนี GSEI 2569 StartupBlink ยังวัดการมีส่วนร่วมของบริษัทขนาดใหญ่ในระบบนิเวศสตาร์ตอัปด้วย โดยกรุงเทพฯ ได้อันดับ 3 ของอาเซียนในมิตินี้ จากการมีองค์กรอย่าง True Digital Park, KBTG, SCB 10X และบริษัทขนาดใหญ่อื่น ๆ ที่เข้ามาสนับสนุนระบบนิเวศอย่างจริงจัง
ขณะที่เชียงใหม่ยังไม่มีสำนักงานใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไม่มีบริษัทจดทะเบียนที่มีกลไกลงทุนในสตาร์ตอัป และไม่มีกองทุน Corporate Venture ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่
บทเรียนจาก Yogyakarta และ Danang
ดร.พันธุ์อาจ มองว่า มีสองเมืองที่น่าสนใจสำหรับการเปรียบเทียบกับเชียงใหม่ เพราะเริ่มต้นจากจุดที่ใกล้เคียงกัน คือไม่ใช่เมืองหลวง ไม่ใช่ศูนย์กลางการเงิน แต่มีวัฒนธรรมและมหาวิทยาลัยที่แข็งแกร่ง
เมืองแรกคือ Yogyakarta ในอินโดนีเซีย ที่ปัจจุบันอยู่อันดับ 494 ของโลก เติบโต 157% และขยับขึ้น 208 อันดับ โดยสิ่งที่ต่างจากเชียงใหม่คือการมีกองทุนในท้องถิ่นที่ตั้งใจลงทุนในเมืองนั้นโดยเฉพาะ
อีกเมืองคือ Danang ในเวียดนาม ที่ปัจจุบันอยู่อันดับ 554 ของโลก เติบโต 153% และขยับขึ้น 212 อันดับ หลังรัฐบาลลงทุนสร้างนิคมเทคโนโลยีอย่างจริงจัง พร้อมสร้างระบบเชื่อมนักพัฒนาซอฟต์แวร์เข้ากับภาคการผลิต
ในมุมของ ดร.พันธุ์อาจ ทั้งสองเมืองไม่ได้รอให้ ecosystem เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่มี “คนออกแบบ” ให้มันเกิดขึ้นจริง
แล้วเชียงใหม่จะ “ชนะ” ได้อย่างไร
ดร.พันธุ์อาจ มองว่า สิ่งที่ทำให้เชียงใหม่ยังไม่ชนะ ไม่ใช่เรื่องของความสามารถหรือทรัพยากร แต่คือ “โครงสร้าง” ที่ยังไม่ได้ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง
เขาระบุว่า เป้าหมายของ Canvas Ventures International ในเชียงใหม่ คือการสร้าง Venture Studio ที่ทำงานในระดับเมือง ไม่ใช่เพียงสนับสนุนบริษัทรายใดรายหนึ่ง แต่สร้างระบบที่ทำให้ทุน ความเชี่ยวชาญ และเครือข่าย อยู่ที่เชียงใหม่ โดยไม่ต้องเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อค้นหาสิ่งเหล่านั้น
สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกันมี 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่
การมีกองทุนที่กำหนดชัดว่าเชียงใหม่คือพื้นที่ลงทุนหลัก และมีพาร์ทเนอร์ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่จริง
ผู้ก่อตั้งที่คิดในขนาดตลาดระดับภูมิภาคตั้งแต่แรก โดยใช้จุดแข็งของเชียงใหม่ ทั้งด้านสุขภาพแบบองค์รวม เกษตรกรรมภาคเหนือที่กำลังเข้าสู่ระบบดิจิทัล และมรดกทางวัฒนธรรม
กลไกเชื่อมโยงทุนครอบครัวรุ่นสองและสามในภาคเหนือ เข้ากับบริษัทเทคโนโลยีระยะเริ่มต้น
ปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณบางอย่างเกิดขึ้นแล้ว เช่น ผู้ก่อตั้งรายหนึ่งใน Venture Studio ของ Canvas Ventures International ที่สามารถเชื่อมต่อกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีจากเกาหลีใต้ และนักลงทุนรายย่อยจากต่างประเทศได้ตั้งแต่ยังสร้างบริษัทไม่ถึงปี
สำหรับ ดร.พันธุ์อาจ สิ่งนี้กำลังสะท้อนว่า หากระบบที่เชื่อมโยงกันเกิดขึ้นจริง ผู้ประกอบการในเชียงใหม่ก็พร้อมจะใช้งานมัน
ปี 2563 ดัชนี ISC ยืนยันว่าเชียงใหม่มี “พลังงานนวัตกรรม” อยู่จริง ขณะที่ปี 2569 StartupBlink ยืนยันว่าโมเมนตัมของเมืองกำลังเคลื่อนไหวและเติบโต แต่ในมุมของเขา การเติบโตที่เร็วที่สุดในบรรดาเมืองไทย ยังไม่ใช่ “ชัยชนะ”
เพราะชัยชนะจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อระบบนิเวศสามารถแปลงตัวเองเป็น “มูลค่า” ที่โลกวัดได้จริง
หมายเหตุ: เนื้อหาบทความนี้เรียบเรียงและถอดประเด็นจากโพสต์ต้นทางของ ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์บน Facebook ส่วนตัวซึ่งสะท้อนมุมมองต่อระบบนิเวศสตาร์ตอัปของเชียงใหม่ ผ่านข้อมูลจากดัชนีระดับเมืองและดัชนีสตาร์ตอัประดับโลก
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
SPACE-F ปี 7: ดันนวัตกรรมอาหารเสิร์ฟครม. ปั้นไทยสู่ ‘FoodTech Hub’ โลก
นักอนาคตศาสตร์ไทย “ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์” ชี้ไทย-เวียดนาม ต้องโตไปด้วยกัน



