Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ทรูชี้ 5 การเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมการสื่อสารยุค AI จาก Reach สู่ Trust

ทรูชี้ 5 การเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมการสื่อสารยุค AI จาก Reach สู่ Trust

เทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนวิธีการสื่อสารระหว่างองค์กรกับผู้คน จากเดิมที่มุ่งเข้าถึงผู้รับสารจำนวนมาก ไปสู่การสื่อสารที่ตอบสนองความสนใจของแต่ละบุคคลมากขึ้น เนื้อหาไม่ได้จำกัดอยู่บนหน้าจอ และการผลิตสื่อจะมี AI เข้ามาทำงานร่วมกับมนุษย์มากขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตาคือ การวัดความสำเร็จของการสื่อสารอาจไม่ใช่จำนวนผู้เข้าถึงหรือยอดการมีส่วนร่วมอีกต่อไป หากเป็นความน่าเชื่อถือที่ผู้รับสารมีต่อองค์กรและเนื้อหาที่ได้รับ

เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ถ่ายทอดมุมมองดังกล่าวในการบรรยายหัวข้อ Beyond Broadcasting: The Next Era of Intelligence Communication ให้แก่ผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารยุทธศาสตร์การสื่อสารมวลชนระดับสูงด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บยสส.) รุ่นที่ 5 ณ True Digital Park โดยนำประสบการณ์การพัฒนานวัตกรรมของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) และทรู มาอธิบายทิศทางของเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนทั้งการดำเนินธุรกิจและอุตสาหกรรมการสื่อสาร

เอกราช มองว่า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในปัจจุบันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่องค์กรไม่สามารถควบคุมได้ นวัตกรรมจึงไม่ควรเป็นเพียงโครงการพิเศษที่แยกออกจากการดำเนินงานตามปกติ แต่ต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานประจำวัน เพื่อให้องค์กรสามารถปรับตัวและเติบโตได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

5 การเปลี่ยนแปลงของการสื่อสารในยุค AI

เอกราช กล่าวว่า เทคโนโลยีกำลังทำให้รูปแบบการสื่อสารเปลี่ยนไปอย่างน้อย 5 ด้าน โดยการเปลี่ยนแปลงแรกคือ จาก Mass สู่ Me หรือการสื่อสารจากคนจำนวนมากไปสู่การสื่อสารเฉพาะบุคคล ในอดีตการสื่อสารมวลชนใช้วิธีส่งเนื้อหาเดียวกันไปยังผู้รับสารจำนวนมาก แต่ปัจจุบัน เทคโนโลยีทำให้องค์กรสามารถแบ่งกลุ่มผู้รับสารได้ละเอียดขึ้น และนำเสนอเนื้อหาที่สอดคล้องกับความสนใจของแต่ละคนได้มากกว่าเดิม

สำหรับธุรกิจโทรคมนาคมอย่างทรู ข้อมูลการใช้งานและความหนาแน่นของผู้คนในพื้นที่ต่าง ๆ ช่วยให้มองเห็นความแตกต่างของกลุ่มผู้บริโภค และสามารถแบ่งกลุ่มย่อยหรือ Micro Segment ได้ละเอียดขึ้น เอกราชชี้ว่า ผู้บริโภคแต่ละคนมีความสนใจแตกต่างกันอย่างมาก การสื่อสารในอนาคตจึงจะมีลักษณะเฉพาะบุคคลมากขึ้น แทนการใช้ข้อความเดียวกับผู้รับสารทุกกลุ่ม

การเปลี่ยนแปลงด้านที่ 2 คือ จาก Content สู่ Experience เนื้อหาจะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงให้ข้อมูลหรือความบันเทิง แต่จะพัฒนาไปสู่การสร้างประสบการณ์ให้ผู้รับสาร เอกราชยกตัวอย่างธุรกิจคอนเทนต์ของทรู ทั้ง TrueID และรายการ The Voice เพื่ออธิบายว่า การพัฒนาเนื้อหาในอนาคตต้องมองไปไกลกว่าตัวคอนเทนต์เพียงอย่างเดียว และให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ผู้บริโภคได้รับจากการมีส่วนร่วมกับเนื้อหานั้น

การเปลี่ยนแปลงด้านที่ 3 คือ จาก Screen สู่ Everywhere เมื่อช่องทางการสื่อสารไม่ได้จำกัดอยู่ที่โทรทัศน์หรือโทรศัพท์มือถืออีกต่อไป แต่ขยายไปสู่อุปกรณ์และสภาพแวดล้อมรอบตัว เช่น รถยนต์ บ้าน และอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เอกราชยกตัวอย่างรถยนต์ไฟฟ้า ที่สามารถแสดงโฆษณาให้เหมาะกับผู้ใช้งาน รวมถึงรถยนต์ ที่เชื่อมต่อกับระบบภายในบ้าน และสามารถสั่งเปิดหรือปิดไฟได้ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้การสื่อสารไม่ได้ผูกติดกับหน้าจอแบบเดิม และเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลผ่านอุปกรณ์ที่ใช้งานในชีวิตประจำวัน

ด้านที่ 4 คือจาก Human สู่ Human AI โดย AI จะเข้ามาเป็นผู้ช่วยในการสร้าง เลือก และพัฒนาเนื้อหา ทำให้กระบวนการสื่อสารมีทั้งมนุษย์และ AI ทำงานร่วมกัน เอกราชมองว่า เทคโนโลยีจะมีบทบาทในการช่วยสร้างคอนเทนต์ และเลือกเนื้อหาที่เหมาะสมกับผู้รับสารมากขึ้น ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำงานขององค์กรสื่อและผู้ผลิตเนื้อหา

การเปลี่ยนแปลงด้านสุดท้ายคือ จาก Reach สู่ Trust ซึ่งเอกราชมองว่า เป็นทิศทางสำคัญของการสื่อสารในอนาคต เพราะความสำเร็จของการสื่อสารไม่ควรวัดเพียงจำนวนผู้เข้าถึง ยอดไลก์ หรือจำนวนครั้งที่เนื้อหาปรากฏต่อผู้รับสาร แต่ต้องให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือด้วย

มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้องค์กรเข้าถึงผู้บริโภคได้แม่นยำขึ้น ผลิตเนื้อหาได้หลากหลายขึ้น และกระจายข้อมูลผ่านช่องทางใหม่ ๆ ได้มากขึ้น แต่การสื่อสารยังต้องสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นกับผู้รับสาร ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถพิจารณาจากตัวเลขการเข้าถึงเพียงอย่างเดียว

CP ปรับการพัฒนานวัตกรรม เชื่อมเทคโนโลยีข้ามธุรกิจ

เอกราช กล่าวว่า แนวทางการพัฒนานวัตกรรมของเครือ CP เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตที่แต่ละธุรกิจพัฒนาโครงการของตนเอง โดยในไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา เครือ CP เริ่มรวบรวมการทำงานด้านนวัตกรรมภายใต้แนวทาง Center of Excellence (CoE) เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ และการพัฒนาเทคโนโลยีระหว่างธุรกิจต่าง ๆ ในเครือ ซึ่งมีการดำเนินงานหลากหลายอุตสาหกรรม และมีพนักงานประจำทั่วโลกเกือบ 500,000 คน

เหตุผลสำคัญของการปรับแนวทางดังกล่าว มาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนการติดตาม และพัฒนาองค์ความรู้แยกกันอาจไม่เพียงพอ องค์กรจึงจำเป็นต้องนำความรู้ และความเชี่ยวชาญจากหลายธุรกิจมาใช้ร่วมกัน ควบคู่กับการปรับมุมมอง ให้นวัตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานประจำวัน ไม่ใช่โครงการที่ทำขึ้นเป็นครั้งคราว

เอกราชให้ความสำคัญกับกระบวนการบริหารจัดการนวัตกรรม โดยมองว่า ความล้มเหลวของโครงการจำนวนมาก ไม่ได้เกิดจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดำเนินงานและการกำกับดูแลด้วย ศูนย์วิจัยและพัฒนาจึงต้องมีความสามารถทั้งในการสร้างนวัตกรรม และตัดสินใจยุติโครงการที่ไม่ตอบโจทย์ เพราะตลาดและความต้องการของผู้ใช้งานเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ภายใต้แนวทาง CoE เครือ CP แบ่งการพัฒนาเทคโนโลยีออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ Biotech, Data Center และ Digital, AI & Robotics โดยใช้กระบวนการบริหารจัดการร่วมกัน เพื่อให้สามารถนำความรู้และเทคโนโลยีไปพัฒนาต่อยอดในธุรกิจต่าง ๆ ได้

กลุ่ม Biotech ครอบคลุมการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับอาหารคน อาหารสัตว์ ยา วิตามิน พันธุศาสตร์ และโภชนาการ ส่วน Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เอกราชมองว่าจำเป็นต่อการพัฒนานวัตกรรมและเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ โดยทรูดำเนินธุรกิจ Data Center มานานกว่า 20 ปี ผ่านธุรกิจที่เดิมใช้ชื่อ True IDC และปัจจุบันอยู่ภายใต้ชื่อ Arise

เอกราช กล่าวว่า ความสำคัญของ Data Center ในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่การสร้างศูนย์ข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงกำลังประมวลผลรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่จำเป็นต่อการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่กลุ่ม Digital, AI & Robotics เป็นพื้นที่การพัฒนาที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและมีผลกระทบต่อธุรกิจอย่างกว้างขวาง

จากโครงการทดลองสู่เทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริง

ทรูชี้ 5 การเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมการสื่อสารยุค AI จาก Reach สู่ Trust
เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

เอกราช มองว่า ความท้าทายของการพัฒนานวัตกรรม ไม่ได้อยู่ที่การคิดค้นเทคโนโลยี หรือเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เท่านั้น แต่อยู่ที่การพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีนั้น สามารถแก้ปัญหาในโลกจริงได้หรือไม่ และสามารถขยายการใช้งานได้มากเพียงใด เพราะแม้ผลิตภัณฑ์จะมีความสามารถสูง แต่หากมีราคาสูงเกินไปหรือใช้งานซับซ้อน ก็อาจไม่ประสบความสำเร็จในตลาด

แนวทางดังกล่าว ทำให้ทรูพัฒนาโครงการเทคโนโลยีหลายด้าน ตั้งแต่หุ่นยนต์ Humanoid ที่ใช้ AI ทำงานร่วมกับมนุษย์ ไปจนถึงระบบอัจฉริยะ ที่นำข้อมูลจากอุปกรณ์และสภาพแวดล้อมมาประมวลผลเพื่อสร้างบริการรูปแบบใหม่ โดยแต่ละโครงการมีเป้าหมายในการนำเทคโนโลยีไปแก้ปัญหาการใช้งานจริง

โครงการ Polaris เป็นการพัฒนาหุ่นยนต์ Humanoid เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในงานที่ต้องทำซ้ำ ขณะที่ Cognitivus มุ่งพัฒนาความสามารถของหุ่นยนต์ในการเรียนรู้ทักษะและความเชี่ยวชาญจากมนุษย์ โดยยกตัวอย่างการทดลองให้หุ่นยนต์เรียนรู้การผัดข้าวจากแม่ครัว โดยเก็บข้อมูลระหว่างการทำอาหารเพื่อนำไปสร้างแบบจำลองสำหรับฝึกหุ่นยนต์ แม้ผลการทดลองครั้งแรกยังต้องปรับปรุง แต่เป็นตัวอย่างของความพยายามนำทักษะของมนุษย์ มาอยู่ในรูปแบบที่สามารถถ่ายทอดและขยายการใช้งานผ่านเทคโนโลยีได้

ทรูยังพัฒนาโครงการ Vitalist ซึ่งเป็น AI สำหรับช่วยแพทย์ตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสั่งยา ทั้งความเข้ากันได้ของยาและความเสี่ยงจากการแพ้ยา เพื่อช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการสั่งยาและจ่ายยา โดยมีแนวทางนำระบบดังกล่าวเข้าไปทำงานร่วมกับระบบผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาล

เทคโนโลยีที่เอกราชให้ความสนใจ ยังรวมถึง Ambient Intelligence ซึ่งนำ AI มาทำงานร่วมกับสัญญาณ Wi-Fi เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางกายภาพ โดยไม่จำเป็นต้องสวมอุปกรณ์ติดตามสุขภาพ เขายกตัวอย่างการใช้สัญญาณ Wi-Fi วิเคราะห์อัตราการเต้นของหัวใจและข้อมูลการนอนหลับ ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาโครงการ Aura ของทรู

สำหรับ Quantum Technology เอกราชมองว่า เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการช่วยแก้ปัญหาที่ต้องใช้การประมวลผลซับซ้อน โดยเฉพาะการบริหารโครงข่ายโทรคมนาคม ที่มีเสาสัญญาณจำนวนมาก มีการใช้คลื่นความถี่หลายย่าน และต้องรองรับการเคลื่อนที่ของผู้ใช้งานทั่วประเทศ ทรูจึงให้ความสนใจกับการพัฒนาความรู้และกรณีใช้งานด้านควอนตัม ร่วมกับนักวิจัยและบุคลากรไทย

โครงการเหล่านี้สะท้อนแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีที่เอกราชกล่าวถึงว่า ต้องเริ่มจากปัญหาที่ต้องการแก้ไข นำแนวคิดไปทดสอบกับสถานการณ์จริง และพัฒนาให้สามารถใช้งานในวงกว้างได้ ไม่ใช่พิจารณาความสำเร็จจากการเปิดตัวเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

นวัตกรรมต้องสร้างประโยชน์ ไม่ใช่เพียงความล้ำสมัย

ตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีไปแก้ปัญหาจริงคือ True Sky Bridge ระบบขนส่งทางอากาศอัตโนมัติที่ทรูพัฒนาร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข เพื่อรองรับการขนส่งยาและตัวอย่างเลือดในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่การเดินทางมีข้อจำกัด โดยนำ AI และระบบบริหารจัดการการบินอัตโนมัติมาใช้ในการควบคุมการทำงานของโดรน

เอกราชกล่าวถึงการทดสอบระบบในจังหวัดน่านและพื้นที่แม่แจ่ม ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นภูเขาและมีข้อจำกัดด้านการเดินทาง โดยระบบสามารถทดสอบการบินอัตโนมัติในระยะทาง 110 กิโลเมตรได้ และมีแนวทางพัฒนาไปสู่การใช้งานด้านสาธารณสุข เพื่อให้โรงพยาบาลสามารถส่งสิ่งของจำเป็นผ่านระบบขนส่งทางอากาศได้สะดวกขึ้น

เอกราช มองว่า คุณค่าของนวัตกรรม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าสามารถสร้างประโยชน์ให้ผู้ใช้งาน และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงได้มากเพียงใด โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล เข้าถึงบริการที่จำเป็นได้ดีขึ้น

แนวคิดดังกล่าวเชื่อมโยงกลับมายังอนาคตของการสื่อสาร ที่เอกราชนำเสนอในหัวข้อ Beyond Broadcasting เพราะแม้ AI จะทำให้การผลิตเนื้อหา การวิเคราะห์ผู้รับสาร และช่องทางการสื่อสารเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แต่สิ่งที่องค์กรต้องพิจารณาไม่ใช่เพียงความสามารถในการใช้เทคโนโลยี หากรวมถึงประโยชน์ที่ผู้รับสารได้รับ และความน่าเชื่อถือที่เกิดขึ้นจากการสื่อสารด้วย

สำหรับอุตสาหกรรมสื่อ การเปลี่ยนแปลงทั้ง 5 ด้านจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การนำ AI มาช่วยผลิตคอนเทนต์ แต่ครอบคลุมถึงวิธีทำความเข้าใจผู้รับสาร การสร้างประสบการณ์ผ่านช่องทางใหม่ และการประเมินคุณค่าของการสื่อสาร ซึ่งเอกราชมองว่าในอนาคต Trust จะมีความสำคัญมากกว่าการวัดความสำเร็จจาก Reach เพียงอย่างเดียว

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ซีพี จัดงาน Innovation Exposition 2026 โชว์ 90 นวัตกรรมใช้จริง เปิดเวทีต่อยอดธุรกิจอาหารอนาคต

5 กระทรวง จับมือ กทม. ใช้ Traffy Fondue เชื่อมทีมช่างฟื้นฟูบ้าน-รถ-เครื่องใช้หลังน้ำลด

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar