Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

‘วีระ เกษตรสิน’ กับภารกิจสร้าง “รสนิยม” มนุษย์ยุค AI

จากเด็ก Food Science ที่ไม่กล้าเปิดคอมพิวเตอร์ สู่ CTO ของ LINE ประเทศไทย ผู้เชื่อว่าโลกยุค AI จะไม่ได้วัดกันแค่ใครเข้าถึงเทคโนโลยีได้ก่อน แต่จะวัดกันที่ “วิธีคิด” “วิจารณญาณ” และ “รสนิยม” ในการเลือกใช้เทคโนโลยีมากกว่า

ในช่วงเวลาที่หลายองค์กรกำลังเร่งนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และแข่งขันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกธุรกิจ ‘วีระ เกษตรสิน’ Chief Technology Officer (CTO) ของ LINE ประเทศไทย กลับมองว่า ความท้าทายสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เรื่องของตัวเทคโนโลยีอีกต่อไป เพราะในวันที่ทุกคนสามารถเข้าถึงเครื่องมือเดียวกันได้ ความแตกต่างที่แท้จริงจะกลับมาอยู่ที่ “มนุษย์” อีกครั้ง โดยเฉพาะความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจว่าอะไรคือสิ่งที่ควรถูกเลือกใช้จริงในโลกที่คำตอบถูกสร้างขึ้นได้แทบไม่จำกัดจาก AI 

“ไม่ต้องกลัว AI จะแย่งงานไป ตราบใดที่เขามีรสนิยมในการใช้ AI”

นี่คือประโยคที่คุณวีระพูดด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย แต่กลับสะท้อนวิธีคิดของเขาได้ชัดที่สุด และในอีกมุมหนึ่ง มันยังสะท้อนภาพของโลกการทำงานยุคใหม่ ที่ปัญหาอาจไม่ใช่เรื่องการขาดเครื่องมือ แต่คือการมีเครื่องมือมากเกินไป จนมนุษย์จำเป็นต้องมี “Taste” มากพอที่จะรู้ว่าอะไรคือคำตอบที่เหมาะสมจริงๆ 

สำหรับคุณวีระ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่ม Productivity แต่กำลังเปลี่ยน “คุณสมบัติของคนที่อยู่รอด” ในตลาดแรงงาน เพราะในวันที่เทคโนโลยีสามารถช่วยสร้างโค้ด สร้างคำตอบ หรือช่วยทำงานเชิงเทคนิคแทนมนุษย์ได้มากขึ้น สิ่งที่กลายเป็นความแตกต่างจึงไม่ใช่ความสามารถในการ “ทำ” เพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการ “คิด” ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำ อะไรคือสิ่งที่มีความหมาย และอะไรคือคำตอบที่ควรถูกเลือกใช้จริงในโลกที่ AI สามารถสร้าง output ได้แทบไม่จำกัด 

วิธีคิดนี้ไม่ได้เกิดจากตำราธุรกิจหรือทฤษฎีการบริหารสมัยใหม่ หากค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากเส้นทางชีวิตของคนคนหนึ่งที่เริ่มต้นจากความไม่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์เลยแม้แต่น้อย ก่อนค่อยๆ เติบโตผ่านโลกของโปรแกรมมิ่ง ระบบหุ้นแบบ Real-time งานด้าน Security ระดับสูง และการสัมผัส AI ตั้งแต่ยุค Neural Network ยังไม่กลายเป็นกระแสหลักของโลกเทคโนโลยี 

เด็กกิจกรรมที่หลงใหลเกม ก่อนค้นพบโลกของ “ตรรกะ”

คุณวีระเติบโตที่จังหวัดสมุทรสงคราม เรียนที่โรงเรียนศรัทธาสมุทร และใช้ชีวิตวัยเด็กไปกับกิจกรรม กีฬา และการใช้ชีวิตกลางแจ้งมากกว่าหน้าจอคอมพิวเตอร์ เขาเล่นบาสเกตบอลระดับตัวแทนจังหวัด แข่งขันระดับประเทศ ว่ายน้ำ วิ่ง และปีนผา ขณะที่ผลการเรียนก็อยู่ในระดับ “กลางๆ” และยังไม่มีคำตอบด้วยซ้ำว่าอยากเป็นอะไรในอนาคต 

การเลือกเรียน Food Science ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงเกิดจากคำแนะนำของอาจารย์แนะแนวในยุคนั้น มากกว่าความฝันส่วนตัว “ยุคนั้นคือสายที่จบมาแล้วมีงานทำ” เขาเล่าย้อนถึงเหตุผลของการเลือกเส้นทางดังกล่าว พร้อมยอมรับตรงไปตรงมาว่า การสอบติดในวันนั้นอาจเป็น “ความบังเอิญ” มากกว่าความตั้งใจด้วยซ้ำ 

แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดในชีวิตช่วงนั้นกลับไม่ใช่วิทยาศาสตร์ หากคือ “เกม”

คุณวีระเป็นเกมเมอร์ตัวยง โดยเฉพาะเกม RPG ภาษาญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยเนื้อเรื่อง ตัวละคร และระบบที่ซับซ้อน เขาเล่นจริงจังถึงขั้นซื้อ Dictionary มาแปลบทสรุปเกมด้วยตัวเองทีละบรรทัด เพื่อให้เข้าใจเนื้อหาและโลกของเกมที่ตัวเองหลงใหล ทั้งที่ในยุคนั้นการเข้าถึงข้อมูลไม่ได้ง่ายเหมือนปัจจุบัน รายละเอียดเล็กๆ นี้สะท้อนบุคลิกสำคัญบางอย่างของเขาได้ชัดเจน ทั้งความอดทน ความหมกมุ่นกับการเรียนรู้ และความพยายามทำความเข้าใจ “ระบบ” ด้วยตัวเอง แม้จะไม่มีใครบอกทางก็ตาม 

เขาหลงใหลโลกของ Gundam และจินตนาการถึงวันที่มนุษย์สามารถสร้างระบบ Simulation ที่ซับซ้อนได้จริง แม้ฟังดูเป็นเพียงความฝันวัยเด็ก แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือจุดเริ่มต้นของความสนใจใน “ตรรกะ” และ “ระบบ” โดยไม่รู้ตัว และน่าสนใจว่า หลายปีต่อมา เขากลับได้เข้าไปทำงานด้าน Simulation จริงๆ ในประเทศเกาหลีใต้ ราวกับโลกวัยเด็กกับโลกการทำงานค่อยๆ เชื่อมเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว 

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ แม้จะทำกิจกรรมจำนวนมาก แต่เขากลับบอกว่าช่วงเวลานั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเอง “ชอบอะไรจริงๆ” เพียงแค่รู้ว่ามีอะไรให้ทำก็ทำไปก่อน ชีวิตในเวลานั้นจึงยังไม่ได้มีเส้นทางที่ชัดเจน หรือมีภาพอนาคตว่าตัวเองจะกลายเป็นคนแบบไหน กระทั่งโลกของโปรแกรมมิ่งเข้ามาเปลี่ยนชีวิตในภายหลัง 

วิชา Pascal ที่เปลี่ยนชีวิตเด็กที่ “กลัวคอมพิวเตอร์”

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปี 4 เมื่อเขาเลือกเรียนวิชาเขียนโปรแกรม Pascal ซึ่งกลายเป็นวิชาเปลี่ยนชีวิตอย่างแท้จริง

“ผมสนุกมาก รู้สึกว่าแค่นั่งพิมพ์คีย์บอร์ดก็สร้างอะไรก็ได้”

เขาเล่าถึงความรู้สึกในวันนั้นด้วยน้ำเสียงที่ยังสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้น สิ่งที่ทำให้เขาหลงใหลไม่ใช่แค่การเขียนโปรแกรมได้ แต่คือการค้นพบว่า ตรรกะบางอย่างสามารถเปลี่ยนเป็นสิ่งที่จับต้องได้จริงผ่านเครื่องจักร และนั่นทำให้เขารู้เป็นครั้งแรกว่า นี่อาจเป็นสิ่งที่ทำได้ไปตลอดชีวิต 

ความรู้สึกดังกล่าวยังเชื่อมโยงกลับไปสู่จินตนาการในวัยเด็กของเขา เพราะเมื่อเริ่มเข้าใจโลกของการเขียนโปรแกรม เขาก็เริ่มคิดว่า วันหนึ่งมนุษย์อาจสร้างระบบ Simulation ที่เหมือนกับการ “ขับ Gundam” ได้จริง สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาเริ่มมองว่า โลกของโปรแกรมมิ่งไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่คือพื้นที่ที่จินตนาการกับตรรกะสามารถอยู่ร่วมกันได้ 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านั้นเขาแทบไม่มีพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์เลย

“ผมไม่กล้าเปิดคอมด้วยซ้ำ เพราะคิดว่ามันจะระเบิด”

เขาย้อนเล่าถึงตัวเองในยุคนั้นด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ เขามองคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องไกลตัว และไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเดินเข้าสู่วงการเทคโนโลยีในอนาคต ภาพของ CTO ในวันนี้จึงยิ่ง contrast กับตัวตนในวันนั้นอย่างชัดเจน 

หลังเรียนจบวิชา Pascal เขาตัดสินใจเดินเข้าห้างพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า เพื่อขอฝึกงานฟรีกับร้านประกอบคอมพิวเตอร์ เพราะอยากรู้ว่าคอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไรจากข้างใน โดยไม่มีทั้งประสบการณ์ ไม่มีคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง และไม่มีแม้แต่ความมั่นใจว่าเข้าใจโลกเทคโนโลยีมากพอ ภาพของเด็กคนหนึ่งที่เดินเข้าพันทิพย์เพื่อขอเรียนรู้จากศูนย์ กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของเส้นทางทั้งหมดในเวลาต่อมา 

เขาใช้เวลาราว 6 เดือนเรียนรู้การประกอบคอมพิวเตอร์ และใช้เวลาหลังเลิกงานนั่งฝึกเขียนโปรแกรม เขียนเว็บ และศึกษาความรู้จากอินเทอร์เน็ตยุคโมเด็มโทรศัพท์ด้วยตัวเอง ช่วงเวลานั้นคือยุคที่การเรียนรู้ด้านเทคโนโลยียังไม่ได้เข้าถึงง่ายแบบปัจจุบัน ไม่มี AI ไม่มีคลิปสอนจำนวนมหาศาล และไม่มีเครื่องมือช่วยอัตโนมัติ ทุกอย่างเกิดจากการ Search การลองผิดลองถูก และการใช้เวลาจำนวนมากอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อค่อยๆ ทำความเข้าใจโลกใบใหม่ด้วยตัวเอง 

ต่อมาบริษัท Software House ที่มาซื้อคอมพิวเตอร์ที่ร้านเริ่มเห็นแวว และชวนเขาไปรับงานเขียนโปรแกรม จากเด็กที่ไม่กล้าเปิดคอมพิวเตอร์ วันนั้นเขาเริ่มกลายเป็นโปรแกรมเมอร์เต็มตัว และเริ่มค้นพบว่า การเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดอาจไม่ได้เกิดจากห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความอยากรู้ และความกล้าที่จะเริ่มต้นจากศูนย์จริง ๆ 

จาก Web Developer สู่ “ลุงบอล 200 ปี”

หลังทำงานด้าน Web Development อยู่หลายปี คุณวีระเริ่มรู้สึกว่าการพัฒนาเว็บไซต์ไม่ตอบโจทย์ความท้าทายอีกต่อไป เขาจึงย้ายเข้าสู่วงการระบบซื้อขายหุ้นแบบ Real-time ซึ่งเป็นยุคที่ “ความเร็ว” ของข้อมูลมีผลโดยตรงต่อการแข่งขันทางธุรกิจ เพราะหากระบบส่งข้อมูลหรือราคาหุ้นช้ากว่าคู่แข่งเพียงเล็กน้อย ก็อาจสร้างความเสียเปรียบมหาศาลได้ 

เขาใช้เวลาที่นั่นราว 6 ปี และเริ่มสร้างชื่อในกลุ่มนักพัฒนายุคเว็บบอร์ด ผ่านพื้นที่อย่าง narisa.com และ Thai Java User Group ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนโปรแกรมเมอร์ในยุคนั้น ยุคที่นักพัฒนาใช้เว็บบอร์ดเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ ถกปัญหา และช่วยกันแก้โจทย์ทางเทคนิค ก่อนที่โลก social media จะเข้ามาแทนที่บรรยากาศแบบนั้น 

เขาเข้าไปตอบคำถามด้าน Technical อย่างต่อเนื่อง จนหลายคนเริ่มรู้จักชื่อ ‘ซึบาสะ’ ซึ่งเป็นนามแฝงที่เขาใช้ในโลกออนไลน์ ตามตัวละครจากการ์ตูนญี่ปุ่นที่สะท้อนความมุ่งมั่นและการไม่ยอมแพ้ ต่อมา เขากลายเป็นที่รู้จักในชื่อ ‘ลุงบอล 200 ปี’ เพราะในสายตาของนักพัฒนาหลายคน เขาเป็นคนที่ “ถามอะไรก็รู้” และผ่านประสบการณ์หลากหลายอย่างมาก 

ภาพเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนบรรยากาศของ programmer generation ยุคเว็บบอร์ด แต่ยังสะท้อนบุคลิกของเขาในฐานะคนที่เรียนรู้ตลอดเวลา และสะสมประสบการณ์จากหลายศาสตร์ หลายระบบ และหลายประเทศเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นคนที่สามารถเชื่อมโยงเรื่องต่างๆ ได้กว้างกว่าคนสายเทคนิคทั่วไป

น่าสนใจว่า วิธีเรียนรู้ของคุณวีระไม่ได้เกิดจากระบบการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ชุมชน” การแลกเปลี่ยน และการเปิดรับสิ่งใหม่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนวิธีคิดของเขาในปัจจุบันได้ชัดเจนว่า คนที่อยู่รอดในโลกเทคโนโลยี อาจไม่ใช่คนที่รู้ลึกเรื่องเดียวที่สุด แต่คือคนที่สามารถเชื่อมโยงความรู้หลากหลายเข้าด้วยกันได้มากกว่า

สนามต่างประเทศ กับการเห็นโลกของ AI ตั้งแต่ยุคแรก

หลังจากนั้น โอกาสทำงานต่างประเทศเริ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ผ่านเครือข่ายคนในวงการที่รู้จักเขาจากเว็บบอร์ดและชุมชนนักพัฒนา เขาเดินทางไปทำงานทั้งในสิงคโปร์ ฮ่องกง เวียดนาม เกาหลีใต้ แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ภายในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี 

ในเกาหลีใต้ เขาพัฒนาระบบ Simulation สำหรับเรือรบซึ่งเป็นงานที่ใกล้เคียงกับความฝันเรื่อง Gundam ในวัยเด็กมากที่สุด ขณะที่ในแคนาดา เขาเข้าไปทำงานด้าน Security และระบบที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงระดับสูง อีกช่วงสำคัญคือการร่วมงานวิจัยด้าน Neural Network กับอาจารย์จากมหาวิทยาลัย Oxford เพื่อทดลองใช้ AI คาดการณ์ราคาหุ้นล่วงหน้า โดยใช้ตลาดหุ้นเป็น Use Case สำคัญของงานวิจัย 

แม้จะอยู่ในยุคที่ AI ยังไม่กลายเป็นกระแสระดับโลก แต่ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เขาเห็นตั้งแต่ต้นว่า เทคโนโลยีที่ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ จะยิ่งทำให้ “คุณภาพของมนุษย์” สำคัญขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน เพราะเมื่อเครื่องมือเริ่มทำงานเชิงเทคนิคแทนมนุษย์ได้มากขึ้น สิ่งที่เหลืออยู่คือความสามารถในการคิดเชิงระบบ การเข้าใจบริบท และการตัดสินใจว่าอะไรคือสิ่งที่ควรถูกนำไปใช้จริง

อีกเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนวิธีคิดของเขาได้ชัด คือช่วงทำงานในบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง เมื่อเขาเห็นว่าทีม Marketing สามารถกลับบ้านได้ทันทีหลังตลาดหุ้นปิด แต่ทีม Settlement กลับต้องนั่งทำงาน Manual ต่อจนดึกทุกวัน เขาจึงใช้เวลาราว 2 ปี พัฒนาระบบใหม่ เพื่อให้ทีมหลังบ้านสามารถกลับบ้านได้เร็วขึ้นเช่นเดียวกัน 

“ผมรู้สึกดีมากที่โปรแกรมของผมช่วยชีวิตคนได้ตั้ง 10 คน ให้เขาได้กลับไปมีเวลาให้ครอบครัว”

นี่คือ moment ที่เขายอมรับว่าทำให้เริ่มมองเทคโนโลยีต่างไปจากเดิม และน่าสนใจว่า ในบรรดาประสบการณ์ระดับโลกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นระบบหุ้น งาน Security หรือ Neural Network สิ่งที่เขาพูดถึงด้วยน้ำเสียงที่มีความหมายมากที่สุด กลับไม่ใช่ความสำเร็จทางเทคนิค แต่คือช่วงเวลาที่เทคโนโลยีช่วยทำให้ “ชีวิตคน” ดีขึ้นจริง ๆ

เมื่อ AI ทำให้ “คนเขียนโค้ด” ต้องเปลี่ยนบทบาท

ปัจจุบัน คุณวีระดูแลทีมวิศวกรกว่า 138 คนของ LINE ประเทศไทย และมีบทบาทกำหนด Direction ด้านเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับสำนักงานใหญ่ หนึ่งในโจทย์สำคัญคือการทำให้องค์กรสามารถเพิ่ม Productivity ได้อย่างน้อย 10 เท่า โดยไม่เพิ่มต้นทุนด้านบุคลากร

“เรามีคนเท่าเดิม แต่ต้องทำงานที่ยากขึ้นและมากขึ้นให้ได้”

เขาอธิบายถึงความท้าทายสำคัญขององค์กรยุค AI ซึ่งไม่ได้หมายถึงการทำงานหนักขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการเปลี่ยนวิธีทำงานทั้งระบบ เพราะเมื่อ AI เริ่มเข้ามาช่วยทำงานเชิงเทคนิคได้มากขึ้น องค์กรก็จำเป็นต้องใช้เวลาของมนุษย์กับสิ่งที่ “มีมูลค่า” มากกว่าเดิม 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาสนใจไม่ใช่แค่การนำ AI มาเขียนโค้ดแทนมนุษย์ แต่คือการเปลี่ยนบทบาทของคนทำงานทั้งหมด เขามองว่า Engineer ยุคใหม่ไม่สามารถเป็นเพียง “คนเขียนโปรแกรม” ได้อีกต่อไป เพราะ AI กำลังทำให้การเขียนโค้ดกลายเป็นสิ่งที่เครื่องมือช่วยทำได้มากขึ้นเรื่อยๆ

“โปรแกรมเมอร์เก่ง ๆ หลายคนทุกวันนี้ไม่นั่งเขียนโปรแกรมเองแล้ว”

ประโยคนี้อาจฟังดูย้อนแย้งสำหรับคนในสายเทค แต่สำหรับคุณวีระ มันสะท้อนความเปลี่ยนแปลงสำคัญของโลกการทำงาน เพราะเมื่อการเขียนโค้ดเริ่มกลายเป็นสิ่งที่ AI ช่วยทำได้ สิ่งที่มีค่ามากขึ้นจึงไม่ใช่ “execution” เพียงอย่างเดียว แต่คือการเข้าใจปัญหา การออกแบบ Solution และการเชื่อมโยงเทคโนโลยีกับบริบทธุรกิจ 

นี่คือเหตุผลที่ LINE กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ให้ Engineer เข้าไปนั่งคิด Product ร่วมกับทีม Business และ Product Manager ตั้งแต่ต้น เพื่อให้สามารถออกบริการใหม่ได้เร็วขึ้น ปรับตัวตาม Feedback ผู้ใช้ได้เร็วขึ้น และใช้ AI ช่วยลดเวลาการพัฒนาในส่วนที่เป็นงานเชิงเทคนิคซ้ำๆ 

“เมื่อก่อน Engineer ใช้เวลาเกิน 80% ไปกับการเขียน Code แต่วันนี้เราไม่ควรใช้เวลาแบบนั้นแล้ว”

เขาอธิบายว่า เวลาของมนุษย์ควรถูกใช้ไปกับการคิดเชิงกลยุทธ์ การหา Solution ใหม่ และการเข้าใจผู้ใช้มากกว่าเดิม เพราะท้ายที่สุด AI จะยิ่งทำให้ “ต้นทุนในการลงมือทำ” ต่ำลงเรื่อยๆ ขณะที่ความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และเชื่อมโยงปัญหาจะกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่าสูงขึ้นแทน 

“Taste” ทักษะใหม่ของมนุษย์ยุค AI

สิ่งที่คุณวีระพูดถึงมากที่สุด ไม่ใช่เรื่อง Model ไหนเก่งที่สุด หรือเครื่องมือไหนเร็วที่สุด แต่คือคำว่า “Taste” หรือ “รสนิยมในการใช้ AI”

สำหรับเขา ปัญหาของโลกยุค AI ไม่ใช่การขาดคำตอบ เพราะ AI สามารถสร้างคำตอบได้จำนวนมหาศาลภายในเวลาไม่กี่วินาที คำถามสำคัญคือ มนุษย์จะ “เลือก” คำตอบเหล่านั้นอย่างไรต่างหาก 

“คำตอบไหนที่ทำให้เราทำงานได้ดีขึ้น ทำให้บริษัทดีขึ้น หรือทำให้งานไปในทิศทางที่ถูกต้อง นั่นคือรสนิยมในการเลือกคำตอบจาก AI”

เขาเปรียบเทียบเรื่องนี้กับคนที่มี Taste ดี ต่อให้ไม่ได้ใช้ของแพง แต่คนรอบตัวก็สัมผัสได้ถึงคุณภาพของการเลือก เช่นเดียวกับองค์กร ที่แม้จะใช้เทคโนโลยีเดียวกัน แต่สุดท้ายผลลัพธ์จะต่างกัน เพราะ “วิธีคิด” ของคนใช้งานต่างกัน 

สิ่งนี้เองที่ทำให้เขาเชื่อว่า โลกยุค AI จะยิ่งให้คุณค่ากับ Generic Knowledge หรือความรู้กว้างมากขึ้น เพราะมนุษย์จำเป็นต้องมีบริบทมากพอในการวิเคราะห์ว่า คำตอบที่ AI สร้างขึ้น “Make Sense” หรือไม่ เขาจึงพยายามอ่านหนังสือหลากหลายประเภท ไม่จำกัดอยู่แค่เรื่องเทคโนโลยี เพราะยิ่งมีความรู้หลากหลายมากเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใจผู้คนและบริบทของปัญหาได้ดีขึ้นเท่านั้น 

“ยิ่งเรามีความรู้หลากหลาย เวลาคุยกับใครเราจะจับประเด็นได้เร็วขึ้น”

แนวคิดนี้ยังสะท้อนอยู่ในวิธีใช้ชีวิตของเขาด้วย เขายังคงวิ่ง ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ และรักษาวินัยในการใช้ชีวิตอย่างต่อเนื่อง เพราะสำหรับเขา การพัฒนาตัวเองไม่ใช่เรื่องของการเรียนรู้เฉพาะสายงาน แต่คือการค่อยๆ สะสมวิธีคิด ประสบการณ์ และมุมมองจากหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน

น่าสนใจว่า แม้คุณวีระจะเติบโตมาจากโลกของ “ตรรกะ” และโปรแกรมมิ่ง แต่สิ่งที่เขาพูดถึงมากที่สุดกลับไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี หากคือ “มนุษย์” เพราะท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้ AI จะฉลาดขึ้นแค่ไหน มันก็ยังต้องการคนที่สามารถแยกแยะได้ว่า อะไรคือคำตอบที่เหมาะสม อะไรคือสิ่งที่มีคุณค่า และอะไรคือสิ่งที่ควรถูกเลือกใช้จริงในโลกที่ข้อมูลและคำตอบล้นเกินมากขึ้นทุกวัน

จากเด็กที่ไม่กล้าเปิดคอมพิวเตอร์ เดินเข้าพันทิพย์เพื่อขอฝึกงานฟรี ไปจนถึงการกลายเป็น CTO ของ LINE ประเทศไทย เส้นทางของคุณวีระอาจไม่ได้สะท้อนแค่การเติบโตของคนคนหนึ่งในโลกเทคโนโลยี แต่กำลังสะท้อนบางอย่างเกี่ยวกับโลกยุค AI ได้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ในวันที่เทคโนโลยีทำให้ “ความสามารถทางเทคนิค” กลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่ายขึ้น สิ่งที่มีค่าที่สุดอาจไม่ใช่การเขียนโค้ดเก่งที่สุด หรือใช้ AI เก่งที่สุด แต่คือความสามารถในการคิด เชื่อมโยง แยกแยะ และเข้าใจมนุษย์ได้ลึกพอที่จะรู้ว่า สุดท้ายแล้วเทคโนโลยีควรถูกใช้ไปเพื่ออะไรต่างหาก

×

Share

ผู้เขียน

Asina Pornwasin Avatar