จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประกาศยุทธศาสตร์เชิงรุก รับมือวิกฤติสภาพอากาศโลก เปิดตัว “ศูนย์กันก่อนท่วม” ชูโมเดลบริหารจัดการน้ำแนวใหม่ ที่มุ่งแก้ปัญหาจากต้นเหตุแทนการตั้งรับที่ปลายน้ำ ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำทัพเปิดวิสัยทัศน์เตรียมความพร้อมสังคมไทยสู่ปี 2569 ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้ข้ามศาสตร์ และยกระดับการจัดการวิกฤติให้ครอบคลุมทั้งมิติกายภาพ จิตใจ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยมีผู้นำจากภาครัฐและเอกชนร่วมเป็นสักขีพยานในการขับเคลื่อนวาระเร่งด่วนของประเทศ
พลิกบทบาทสู่การสร้าง “นวัตกร” รับมือโลกยุคใหม่
ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร กล่าวปาฐกถา โดยชี้ให้เห็นถึงพลวัตของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ แม้กาลเวลาจะทำให้มนุษย์สั่งสมประสบการณ์จนเกิดความเชี่ยวชาญมากขึ้น ตามหลักการ The older the wiser แต่บริบทของโลกกลับดำเนินไปในทิศทางตรงกันข้าม คือมีความเป็นคนรุ่นใหม่ หรือ The world gets younger อยู่ตลอดเวลา ผ่านการเกิดขึ้นของนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เข้ามาแทนที่ของเดิมอย่างรวดเร็ว ดังนั้น หากองค์กรยังคงยึดติดกับกระบวนการทำงานแบบกิจวัตรประจำวัน (Routine) หรือใช้วิธีการรับมือแบบดั้งเดิม จะไม่สามารถสร้างการเติบโตหรือก้าวทันปัญหาใหม่ที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้นได้
ในอดีต ภาคการศึกษามักมุ่งเน้นที่การผลิตผลงานนวัตกรรม (Innovation) เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ แต่บทบาทใหม่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในวันนี้ คือการมุ่งเน้นที่ต้นน้ำของการสร้างสรรค์ นั่นคือการสร้าง “นวัตกร” (Innovator) เพราะนวัตกรคือผู้กระทำและเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงปรับเปลี่ยนพันธกิจจากการเป็นเพียงคลังความรู้ มาสู่การเป็นพื้นที่บ่มเพาะทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะในการคิดวิเคราะห์และลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้สามารถถอดบทเรียน (Lesson Learned) จากความผิดพลาดในอดีต และป้องกันไม่ให้ปัญหาเดิมอย่างเช่นน้ำท่วมเกิดขึ้นซ้ำซาก ซึ่งการจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้จำเป็นต้องอาศัยวิสัยทัศน์ใหม่และการบริหารจัดการที่ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายของโลกอนาคตได้อย่างแท้จริง
แก้โจทย์น้ำท่วมที่ต้นเหตุผนึกกำลังข้ามศาสตร์
ยุทธศาสตร์สำคัญที่ “ศูนย์กันก่อนท่วม” ใช้ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง คือการปรับเปลี่ยนมุมมองการบริหารจัดการน้ำจากที่เคยเน้นการตั้งรับในพื้นที่ปลายน้ำ (Downstream) อย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งมักเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วและอาจสายเกินแก้ ให้หันกลับไปมุ่งเน้นที่การจัดการต้นน้ำ (Upstream) เพื่อค้นหาและแก้ไขสาเหตุที่แท้จริง (Root Cause) ของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการพื้นที่ป่าไม้ หรือพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ (Resources) อย่างสิ้นเปลือง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดวิกฤติธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น การมองปัญหาเพียงจุดใดจุดหนึ่งจึงไม่สามารถนำไปสู่ทางออกที่ยั่งยืนได้
การดำเนินงานในรูปแบบใหม่นี้จำเป็นต้องอาศัยการผนึกกำลังและบูรณาการข้ามศาสตร์ (Integration) อย่างไร้รอยต่อ โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ระดมสรรพกำลังจากคณะและหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาร่วมมือกัน เริ่มต้นจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่เป็นแกนหลักในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการคำนวณและวางระบบ ผสานเข้ากับองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะสาขาธรณีวิทยาและพฤกษศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์สภาพพื้นที่และระบบนิเวศ ควบคู่ไปกับมิติด้านสังคมศาสตร์และจิตวิทยา เพื่อให้เข้าใจบริบทของมนุษย์และผลกระทบต่อสังคม การทำงานแยกส่วนแบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์ความซับซ้อนของภัยพิบัติในปัจจุบันได้ ดังนั้น การหลอมรวมองค์ความรู้ที่หลากหลายจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่แนวทางการป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
ปั้นโมเดลความยั่งยืน สู่ “ผู้กำหนดเกม”
ในมิติของการบริหารจัดการองค์กรให้เกิดความยั่งยืน ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ได้นำเสนอมุมมองเปรียบเทียบที่น่าสนใจผ่านปรากฏการณ์ทางสังคมระหว่าง “หมูเด้ง” และ “น้องเนย” (Butterbear) เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงหัวใจสำคัญของการพัฒนา โดยชี้ให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตหรือตัวบุคคลย่อมมีการเติบโตและเปลี่ยนแปลงทางกายภาพไปตามกาลเวลา ซึ่งอาจส่งผลต่อความนิยมหรือคุณค่าในระยะยาว ต่างจากสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจาก “คอนเซปต์” (Concept) หรือแนวคิดที่ชัดเจนและแข็งแรง ซึ่งสามารถดำรงอยู่และรักษาคุณค่าหลัก (Core Value) ไว้ได้ยาวนานกว่า ดังนั้น การวางรากฐานขององค์กรหรือโครงการเพื่อสังคมจึงจำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยหลักการและแนวคิดที่มั่นคง ไม่ใช่ยึดติดกับตัวบุคคลหรือกระแสชั่วคราว เพื่อให้สามารถส่งต่อความยั่งยืนไปสู่รุ่นลูกหลานได้
พร้อมกันนี้ ยังได้ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ในการวางตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ในเวทีระดับโลก โดยอ้างอิงถึงวาทกรรมสากลที่ว่า “If you are not at the table, you are on the menu” ซึ่งหมายถึงหากเราไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เราอาจตกเป็นผู้ถูกกระทำ แต่สำหรับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การได้เพียงที่นั่งร่วมโต๊ะ (At the table) ยังไม่เพียงพอต่อการรับมือวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน เป้าหมายที่แท้จริงคือการก้าวขึ้นสู่สถานะ “ผู้กำหนดเกม” หรือ Share of the Table ที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำในการกำหนดทิศทางและนโยบายสาธารณะ เพื่อให้มั่นใจว่าสังคมไทยจะมีบทบาทนำในการจัดการปัญหาของตนเองและเป็นต้นแบบในการแก้ไขวิกฤติให้กับประชาคมโลกได้
ปฏิรูปการศึกษาจาก “ความรู้” สู่ “ปัญญา”
นอกเหนือจากยุทธศาสตร์ด้านการจัดการภัยพิบัติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้ประกาศทิศทางการปฏิรูปการศึกษาครั้งสำคัญเพื่อตอบโจทย์บริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านระบบการเรียนรู้จากเดิมที่เน้น “ฐานความรู้” (Knowledge Base) ไปสู่ “ฐานปัญญา” (Wisdom Base)
ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ได้เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า การมีความรู้เพียงทฤษฎี เช่น การทราบสูตรเคมีของน้ำคือ H2 O นั้นอาจไม่เพียงพอและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดหากปราศจากความเข้าใจในการนำไปประยุกต์ใช้จริง เช่นเดียวกับในสถานการณ์วิกฤติน้ำท่วม การรู้เพียงสูตรคำนวณความสูงของคลื่นอาจไร้ความหมายหากผู้เรียนขาดทักษะในการเอาตัวรอดและการจัดการปัญหาเฉพาะหน้า ดังนั้น เป้าหมายของการศึกษาในวันนี้จึงต้องมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์จริงให้ผู้เรียนเป็น “ผู้กระทำ” (Active Agent) ที่ไม่ใช่เพียงผู้รับความรู้ แต่สามารถนำปัญญาไปใช้แก้ไขปัญหาได้
เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อขับเคลื่อนการเรียนรู้แบบบูรณาการ ได้แก่ “วิทยาลัยศาสนศาสตร์บูรณาการ” ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่ว่าผู้เชี่ยวชาญ (Specialist) ในสาขาเฉพาะทางไม่สามารถทำงานแยกส่วนเพียงลำพังได้อีกต่อไป โดยเฉพาะการบริหารจัดการวิกฤติที่ต้องอาศัยการประสานความร่วมมือจากหลากหลายศาสตร์ ทั้งสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ควบคู่ไปกับ “วิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อประชาชน” ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของการศึกษาที่เปิดกว้างให้ประชาชนทั่วไปโดยไม่จำกัดพื้นฐานการศึกษาหรือวัยวุฒิ สามารถเข้าถึงองค์ความรู้และได้รับประกาศนียบัตรผ่านรูปแบบการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่น เพื่อเป้าหมายสูงสุดในการสร้าง “พลเมืองโลก” (Global Citizen) ที่ไม่เพียงประกอบอาชีพได้ แต่ต้องมีความตระหนักรู้ถึงปัญหาสังคมและมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
บริหารวิกฤติครบวงจรดูแลทั้ง “กาย-ใจ-เงิน”
ในมิติของการบริหารจัดการวิกฤติ (Crisis Management) ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ เน้นย้ำว่า “ศูนย์กันก่อนท่วม” ไม่ได้จำกัดขอบเขตการทำงานอยู่เพียงการป้องกันความเสียหายทางกายภาพหรือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อระบายน้ำเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญสูงสุดกับการเยียวยาผลกระทบที่ซ่อนเร้นและมักถูกมองข้าม นั่นคือความสูญเสียทางจิตใจและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของผู้ประสบภัย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ
ด้านสุขภาพจิต (Mental Health) นับเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องได้รับการดูแล เนื่องจากอุทกภัยมักนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งทรัพย์สินและที่อยู่อาศัย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในชีวิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้ระดมความร่วมมือจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ และคณะจิตวิทยา เพื่อร่วมกันออกแบบกระบวนการเยียวยาและฟื้นฟูสภาพจิตใจให้แก่ผู้ประสบภัย
ในขณะเดียวกัน ด้านสุขภาพการเงิน (Financial Health) ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ไม่สามารถละเลยได้ โดยคณะนิติศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการประกันภัยจะเข้ามามีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและการจัดการสินไหมทดแทน เพื่อให้ผู้ประสบภัยสามารถกลับมาตั้งหลักทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง
ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาที่มักพบเห็นได้บ่อยครั้ง คือกระแสความช่วยเหลือและการบริจาคที่มักหลั่งไหลมาในช่วงแรกที่เกิดเหตุ แต่กลับเงียบหายไปในช่วงเวลาที่ผู้ประสบภัยยังคงต้องการการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง ศูนย์แห่งนี้จึงมุ่งมั่นที่จะอุดช่องว่างดังกล่าวเพื่อให้การดูแลสังคมไทยเป็นไปอย่างครบวงจรและยั่งยืน
2569 ปีแห่งความท้าทายและการก้าวเดินไปด้วยกัน

ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ กล่าวว่า ปี 2569 เป็นช่วงเวลาที่สังคมไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน แม้จะไม่มีใครสามารถพยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำหรือยืนยันได้ว่าจะเกิดอุทกภัยรุนแรงซ้ำรอยหรือไม่ แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
นัยสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการลุกขึ้นยืนและก้าวเดินต่อไปข้างหน้าด้วยความสามัคคี พลังจากน้ำใจและความร่วมมือของคนไทยทุกภาคส่วนจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยพยุงให้สังคมผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก
“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอประกาศเจตนารมณ์ในการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือ เชื่อมโยงภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนผ่าน “ศูนย์กันก่อนท่วม” เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ไม่ว่าปี 2569 จะนำมาซึ่งความท้าทายรูปแบบใด สังคมไทยจะมีรากฐานที่เข้มแข็งและพร้อมที่จะก้าวข้ามทุกวิกฤติไปด้วยกันอย่างมั่นคง”
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
บลูบิคเผยยุทธศาสตร์ปี 2569 ชู AI ดันรายได้ทุบสถิติ-เตรียมส่งบริษัทลูกเข้าตลาด
จุฬาฯ เปิด ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ รุกวิจัย-ปั้นหลักสูตร ดันไทยสู่ฮับภูมิภาค



