ท่ามกลางเสียงไซเรนและควันปืนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ความกังวลระลอกใหม่ได้ก่อตัวขึ้นบนโลกออนไลน์ เมื่อมีข่าวการข่มขู่ว่าจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกอย่างสายเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งเปรียบเสมือนถนนเส้นหลักที่หล่อเลี้ยงระบบอินเทอร์เน็ต คำถามที่ตามมาและสร้างความตระหนกให้กับหลายภาคส่วนคือ หากถนนเส้นนี้ถูกตัดขาด ประเทศไทยจะเผชิญกับภาวะวิกฤติการสื่อสารหรืออินเทอร์เน็ตดับทั่วประเทศหรือไม่
เพื่อไขข้อข้องใจในประเด็นดังกล่าว สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและคลาวด์ไทย (TICPA) จึงได้จัดเวทีเสวนา “Data Resilience รับมือวิกฤติสายเคเบิลใต้น้ำ และยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านอินเทอร์เน็ตของไทย” เพื่อเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกจากตัวแทนผู้อยู่เบื้องหลังโครงข่ายระดับชาติและนานาชาติว่า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทยมีความแข็งแกร่งเพียงใด
ฮอร์มุซไม่ใช่จุดเสี่ยง แต่เป็น “ทะเลแดง”
ในโลกของการส่งผ่านข้อมูล ปัจจุบันมีสายเคเบิลใต้น้ำที่ให้บริการอยู่ทั่วโลกมากถึง 597 เส้น บางเส้นมีความยาวมหาศาล ยกตัวอย่างเช่นเส้น AAE-1 ที่เชื่อมโยงจากประเทศฝรั่งเศสผ่านประเทศไทยไปจนถึงเขตบริหารพิเศษฮ่องกงด้วยระยะทางถึง 25,000 กิโลเมตร
บุคคลทั่วไปอาจเข้าใจว่าช่องแคบฮอร์มุซคือจุดยุทธศาสตร์ที่น่ากังวลที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ช่องแคบฮอร์มุซเปรียบเป็นซอยตันสำหรับอินเทอร์เน็ต ทว่าจุดที่เปรียบเสมือนถนนสายหลักคือช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab al-Mandab) บริเวณทะเลแดงทางตอนใต้ของประเทศเยเมน
ดร.นัทธพงศ์ เหลี่ยมเจริญ ผู้จัดการส่วนพัฒนาโครงข่ายระหว่างประเทศ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ระบุชัดเจนว่า ทะเลแดงคือจุดยุทธศาสตร์อินเทอร์เน็ตโลก โดยช่องแคบบับเอลมันเดบรองรับทราฟฟิกจากเอเชียไปยุโรปกว่า 90% พื้นที่แห่งนี้กว้างเพียงประมาณ 20 กิโลเมตร แต่กลับมีสายเคเบิลใต้น้ำกระจุกตัวอยู่รวมกันถึง 16 เส้น หากเกิดเหตุความรุนแรงย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางการสื่อสารหลักที่มุ่งหน้าไปสู่ทวีปยุโรป
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความยืดหยุ่นของโครงข่ายเคยผ่านการทดสอบในสถานการณ์จริงมาแล้ว ภูธนศิษฏ์ ธรรมมะโชติรัตน์ Technology and Commercial Director บริษัท ไชน่า โมบายล์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เล่าย้อนไปเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน จากความตึงเครียดในเยเมน เมื่อกลุ่มฮูตีโจมตีเรือของอังกฤษจนสมอเรือไปเกี่ยวสายเคเบิลใต้น้ำเสียหายถึง 4 เส้นในคราวเดียว
แม้การซ่อมแซมจะยากลำบาก แต่ในครั้งนั้นประเทศไทยแทบไม่รู้สึกถึงผลกระทบเลย นั่นเป็นเพราะในความเป็นจริง ประเทศไทยมีเคเบิลที่เชื่อมต่อไปยังทวีปยุโรปเพียง 5% เท่านั้น
นอกจากเรื่องของโครงข่ายสายเคเบิลแล้ว เทคโนโลยีการจัดการข้อมูลในประเทศก็เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราแทบไม่รู้สึกถึงความสะดุด
เทคโนโลยีเบื้องหลัง: CDN และ DNS โลคัล
มรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า ผู้ใช้งานทั่วไปอาจกังวลเมื่อเกิดปัญหาลิงก์ต่างประเทศ แต่แพลตฟอร์มอย่าง YouTube, TikTok และ Facebook ยังคงใช้งานได้ตามปกติ เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้มีระบบ CDN (Content Delivery Network) อยู่ในไทย ซึ่งเป็นการทำสำเนาเนื้อหามาจัดเก็บไว้ในประเทศเรียบร้อยแล้ว
อีกส่วนที่สำคัญคือระบบการแปลงชื่อเว็บไซต์ ดร.เพ็ญศรี อรุณวัฒนามงคล ผู้อำนวยการ มูลนิธิศูนย์สารสนเทศเครือข่ายไทย (THNIC) ให้ข้อมูลว่า อุปกรณ์ดิจิทัลสื่อสารกันด้วย IP Address แต่ผู้ใช้งานคุ้นกับชื่อเว็บไซต์ ระบบ DNS จึงทำหน้าที่แปลงชื่อโดเมนให้เป็นหมายเลขโดยอัตโนมัติ
เพื่อเสริมความมั่นคงอินเทอร์เน็ตไทย THNIC ร่วมกับ BKNIX (ศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตกรุงเทพ) ได้นำ Root Server และโดเมนสำคัญทั้ง .com, .net รวมถึง .th และ .ไทย มาติดตั้งไว้ในประเทศ ทำให้แม้ลิงก์ต่างประเทศจะมีปัญหา การค้นหาเว็บไซต์ก็ยังทำได้รวดเร็วภายในประเทศโดยไม่ต้องพึ่งการเชื่อมต่อออกนอก
วิกฤติพลังงาน ภัยไซเบอร์ และการวางแผน BCP ขั้นสุด
แม้โครงข่ายและระบบในภาพรวมจะถูกออกแบบมาให้ยืดหยุ่น แต่ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ใช่แค่เรื่องสายขาด คุณมรกต ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายของฝั่งธุรกิจว่า องค์กรที่ใช้ระบบ Cloud ต้องวางแผนให้รอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องตำแหน่งศูนย์ข้อมูลและที่จัดเก็บข้อมูล เนื่องจากผู้ให้บริการหลักอย่าง AWS, Microsoft, Google และ Salesforce มักตั้งอยู่ในสิงคโปร์เป็นหลัก
นอกจากนี้ ภัยเงียบที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือเรื่องของวิกฤตพลังงานและภัยคุกคามทางไซเบอร์ หากแหล่งไฟฟ้าระบบหยุดชะงัก หรือโดนโจมตีจากแรนซัมแวร์ ความเสียหายที่เกิดกับดาต้าเซ็นเตอร์จะส่งผลกระทบที่รวดเร็วและรุนแรงกว่าทางกายภาพ
สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณมรกตเน้นย้ำเพื่อเป็นการปิดท้ายคือ “ทุกองค์กรควรมีแผนสำรองทั้งระบบภายในประเทศและการเก็บข้อมูลสำคัญในไทย เพื่อให้ธุรกิจเดินต่อได้แม้ลิงก์ต่างประเทศมีปัญหา” การเตรียมแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) ควบคู่กับการใช้ระบบคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศ จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่รับประกันความมั่นคงขั้นสุดให้กับองค์กรในยุคแห่งความไม่แน่นอนนี้



