Share on
×

Share

เมื่อโรคร้ายเจอในคนอายุน้อยลง: แนะวิธีเตรียมสุขภาพ-ค่ารักษาให้พร้อมรับมือ

เมื่อโรคร้ายเจอในคนอายุน้อยลง: แนะวิธีเตรียมสุขภาพ-ค่ารักษาให้พร้อมรับมือ

ผู้หญิงวัยประมาณ 40 ปี มาพบแพทย์ด้วยอาการที่เข้าใจว่าเป็นกรดไหลย้อน แต่เมื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและตรวจเลือด กลับพบว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ขณะที่ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองบางรายมีอายุเพียง 40 ปี ประสบการณ์จากห้องตรวจเหล่านี้สะท้อนว่า ความคิดที่ว่าโรคร้ายเป็นเรื่องของคนวัย 50–60 ปีขึ้นไป อาจทำให้หลายคนมองข้ามความเสี่ยงของตัวเอง และเลื่อนทั้งการตรวจสุขภาพ การปรับพฤติกรรม รวมถึงการเตรียมค่าใช้จ่ายเมื่อเจ็บป่วยออกไป ทั้งที่โรคอาจเกิดขึ้นก่อนถึงวัยที่คิดไว้

นพ.ประมุกข์ ทรงจักรแก้ว รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลในเครือบางปะกอก และผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวในวงเสวนา “2027 Long Life and โรคร้าย Trends” ว่า ปัจจุบันพบโรคหลายชนิดในผู้ที่มีอายุน้อยลง ทั้งโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง โดยมีปัจจัยเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป รวมถึงมลภาวะอย่างฝุ่น PM 2.5 ขณะเดียวกัน การตรวจที่ทำได้รวดเร็วขึ้นก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้พบความผิดปกติได้ตั้งแต่อายุน้อย นอกจากนี้ ความเครียด การนอนไม่หลับ ตลอดจนปัญหากระดูกและข้อ ยังเป็นเรื่องสุขภาพที่ต้องให้ความสนใจต่อไป

สิ่งที่นพ.ประมุกข์เห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญ คือหลายคนยังรู้สึกว่าโรคเหล่านี้อยู่ไกลตัว และประเมินความเสี่ยงของตัวเองต่ำเกินไป เพราะเชื่อว่ายังอายุน้อยหรือร่างกายแข็งแรง โดยเฉพาะมะเร็งที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในผู้สูงอายุ แต่พบได้ในทุกช่วงวัยและเกิดได้กับอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย การรอให้มีอาการหรือรอให้อายุมากขึ้นจึงอาจทำให้เสียโอกาสรู้ความผิดปกติตั้งแต่ต้น เขาอธิบายว่า การตรวจสุขภาพช่วยให้รู้สภาพร่างกายของตัวเอง เช่น ระดับน้ำตาล ไขมัน และความดันโลหิต เพื่อรับคำแนะนำจากแพทย์และปรับพฤติกรรมได้เร็วขึ้น แทนที่จะปล่อยให้ปัญหาดำเนินต่อไปจนเกิดโรคที่รุนแรงกว่าเดิม

จากผลตรวจสุขภาพ สู่การเปลี่ยนวิธีดูแลตัวเอง

ประสบการณ์ของวีเจจ๋า-ณัฐฐาวีรนุช ทองมี พิธีกรวิทยากร และผู้สร้างเนื้อหาด้านสุขภาพ เป็นตัวอย่างของการเริ่มเปลี่ยนชีวิตหลังเห็นผลตรวจของตัวเอง เธอเล่าว่า ในช่วงที่ทำงานกองถ่าย เคยเริ่มงานตั้งแต่ตีห้าครึ่งและเลิกเที่ยงคืน ก่อนกลับมาทำงานเช้าอีกครั้ง การพักผ่อนจึงไม่เพียงพอ ขณะที่เครื่องดื่มหวานกลายเป็นสิ่งที่ช่วยให้รู้สึกสดชื่นระหว่างวัน เธอเคยคิดว่าการทำงานมาก และขยับร่างกายอยู่ตลอด ก็น่าจะเพียงพอแล้ว กระทั่งเริ่มตรวจสุขภาพประจำปีในวัย 30 กว่าปีและพบว่าน้ำตาลสูง เมื่อประกอบกับการที่คุณพ่อเป็นเบาหวาน จึงเริ่มกลับมาระวังเรื่องน้ำตาล และใส่ใจสุขภาพด้านอื่นอย่างจริงจัง

แม้ปัจจุบันจะออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ณัฐฐาวีรนุชยอมรับว่า เธอเคยไม่ชอบเข้าฟิตเนส ฃจนถึงช่วงอายุประมาณ 38 ปีเกือบ 40 ปี เพราะรู้สึกว่าน่าเบื่อ และยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องฝึกกล้ามเนื้อ ในเมื่อไปวิ่งกับเพื่อนหรือตีแบดมินตันอยู่แล้ว ช่วงโควิดที่ได้ใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น ทำให้เธอเริ่มศึกษาว่าอะไรจะช่วยให้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตดีขึ้น ก่อนเรียนเป็นผู้ฝึกสอนการออกกำลังกายหลังจากนั้น ความรู้ที่เพิ่มขึ้นทำให้เข้าใจว่า การดูแลร่างกายต้องมีหลายองค์ประกอบ และรูปแบบการออกกำลังกายที่เคยทำ อาจยังไม่ครบตามที่ร่างกายต้องการ

นพ.ประมุกข์ กล่าวว่า การออกกำลังกายที่ควรให้ความสำคัญ มีทั้งการฝึกเพื่อให้หัวใจและปอดแข็งแรง การฝึกกล้ามเนื้อ และการยืดเหยียด หลายคนคุ้นเคยกับการเดินหรือวิ่ง แต่อาจละเลยการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และความยืดหยุ่นของร่างกาย ทั้งที่กล้ามเนื้อขาและสะโพกมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงจากการหกล้ม ส่วนการยืดเหยียดช่วยให้เคลื่อนไหวได้ดี และลดการบาดเจ็บ การดูแลให้ครบจึงเกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันด้วย โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น และต้องการเดินเหินหรือทำสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เจ็บป่วย ณัฐฐาวีรนุชมองว่า คนที่วิ่งระยะไกลหรือดูแลอาหารอย่างดี ก็ไม่ควรสรุปว่าตัวเองจะไม่เป็นโรคหัวใจหรือมะเร็ง เพราะยังมีปัจจัยอื่น รวมถึงพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องด้วย แต่ความเป็นไปได้ที่จะป่วยไม่ใช่เหตุผลให้เลิกดูแลตัวเอง เธอเปรียบร่างกายกับบ้านที่เราดูแลให้แข็งแรงและใช้งานได้ดี แม้ไม่อาจป้องกันเหตุไม่คาดคิดได้ทั้งหมด สำหรับเธอ การออกกำลังกายจึงเป็นการสะสมความพร้อมของร่างกาย ขณะเดียวกัน หากเจ็บป่วยแล้ว การออกกำลังกายก็ต้องพิจารณาตามโรคและสภาพร่างกายของแต่ละคน

วางแผนค่ารักษาทบทวนประกันก่อนเจ็บป่วย

อีกด้านของความพร้อม ที่มักถูกเลื่อนออกไปพร้อมกับเรื่องสุขภาพ คือการเตรียมค่าใช้จ่ายเมื่อโรคเกิดขึ้น พัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารงานลูกค้าและความยั่งยืน ประจำประเทศไทยบมจ.อลิอันซ์อยุธยาประกันชีวิต กล่าวว่า จากประวัติการเรียกร้องสินไหมของบริษัท พบผู้ป่วยโรคร้ายแรงในวัย 30 กว่าปี จากเดิมที่พบในช่วงวัย 50–60 ปี และเห็นแนวโน้มดังกล่าวเพิ่มขึ้นในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลจากผู้เอาประกันเหล่านี้ทำให้การเตรียมรับความเสี่ยงเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาตั้งแต่ยังอายุน้อย เพราะเมื่อเจ็บป่วย ผู้ป่วยต้องรับมือทั้งกับโรคและค่าใช้จ่ายที่ตามมาในเวลาเดียวกัน

พัชรา กล่าวว่า การมีประกันเป็นการเตรียมความคุ้มครองไว้รองรับเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แม้จะออกกำลังกาย กินดี และพักผ่อนเพียงพอแล้ว ก็ยังมีโอกาสเจ็บป่วยได้ ส่วนผู้ที่ทำประกันมานาน ก็ควรกลับมาทบทวนว่าความคุ้มครองที่มีอยู่ยังเหมาะสมหรือไม่ เพราะรูปแบบประกัน เทคโนโลยีการรักษา และค่าใช้จ่ายเปลี่ยนไปจากวันที่เริ่มทำ ขณะที่นพ.ประมุกข์เสริมว่า การรอให้มีอายุมากขึ้นแล้วค่อยทำประกัน อาจติดข้อจำกัดจากสุขภาพที่เปลี่ยนไป เนื่องจากบริษัทประกันมีการพิจารณาความเสี่ยงก่อนรับประกัน ความพร้อมทางการเงินในวันนั้นจึงอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ได้รับความคุ้มครองตามที่ต้องการ

ผลกระทบของการเจ็บป่วยยังขยายไปถึงคนใกล้ชิด ณัฐฐาวีรนุช กล่าวว่า หากวันหนึ่งทำงานหาเงินไม่ได้ แต่มีค่ารักษาจำนวนมาก คนในครอบครัวย่อมอยากเข้ามาช่วย การเตรียมตัวจึงเป็นเรื่องของคนที่เรารักด้วย

พัชรา กล่าวว่า หลายคนให้ความสำคัญกับหน้าที่การงาน รายได้ บ้าน รถ และทรัพย์สิน จนไม่ได้ย้อนกลับมาถามว่าดูแลร่างกายของตัวเองมากน้อยเพียงใด หรือได้ตรวจสุขภาพแล้วหรือยัง เมื่อยังทำงานและใช้ชีวิตต่อได้ จึงรู้สึกว่าไม่มีอะไรต้องกังวล ทั้งที่ความรู้สึกแข็งแรงกับการรู้สภาพร่างกายจากการตรวจเป็นคนละเรื่องกัน

อายุยืนอย่างแข็งแรง ต้องเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้

สำหรับนพ.ประมุกข์ เป้าหมายของการดูแลสุขภาพ จึงควรครอบคลุมทั้งการมีอายุยืน และการมีช่วงชีวิตที่ยังแข็งแรง เขาตั้งคำถามว่า เมื่อคนมีชีวิตยาวนานขึ้น จะทำอย่างไรให้ยังเดินเหิน ออกไปพบปะผู้คน และพึ่งพาตัวเองได้มากที่สุด การเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ ทั้งเรื่องอาหาร การพักผ่อน การจัดการความเครียด การออกกำลังกาย และการตรวจสุขภาพ จึงต้องดำเนินไปพร้อมกับการเตรียมเงินออมและความคุ้มครองที่เหมาะสม เพื่อให้เมื่อเกิดความเจ็บป่วย ผู้ป่วยและครอบครัวมีความพร้อมรับมือมากขึ้น และยังใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุข

การเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างให้ได้ในคราวเดียว ณัฐฐาวีรนุชแนะนำให้ผู้ที่ยังไม่ออกกำลังกายเริ่มจากสิ่งที่ทำไหว ค่อย ๆ ทำให้เป็นกิจวัตรเช่นเดียวกับการอาบน้ำหรือแปรงฟัน แล้วจึงเพิ่มขึ้นตามความพร้อม รวมถึงชวนคนในครอบครัวดูแลร่างกาย โดยคำนึงถึงสภาพของแต่ละคน ส่วนพัชราชวนให้ลองนึกถึงวันที่ได้รับแจ้งว่าเป็นโรคร้ายแรง แล้วถามตัวเองว่าจะทำอย่างไรต่อ คำตอบจะช่วยให้เห็นว่ามีเรื่องใดที่ยังต้องเตรียม เพราะในวันที่เหตุการณ์นั้นยังไม่เกิดขึ้น เรายังมีโอกาสกลับมาดูแลสุขภาพ ตรวจสอบความพร้อม และตัดสินใจให้กับชีวิตของตัวเองได้

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Wealthspan เปลี่ยนโจทย์เกษียณ เมื่ออายุยืนขึ้น เงินต้องพอตลอดชีวิต

Fit Span คืออะไร? ออกกำลังกายให้มีแรงใช้ชีวิตเมื่อสูงวัย

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar