วิกฤติฝุ่นควัน PM 2.5 ที่ปกคลุมประเทศไทย ไม่ใช่เพียงมลพิษทางอากาศที่พัดมาแล้วจางหายไป แต่มันคือภาพสะท้อนของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน ทั้งความเหลื่อมล้ำทางสังคม ระบบสาธารณสุข และอจำกัดของหน่วยงานรัฐในการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน
ท่ามกลางหมอกควันที่มืดมิด มีผู้ชายคนหนึ่งที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีอวกาศ และความเข้าใจในเพื่อนมนุษย์ เข้ามาผ่าตัดแก้ปัญหานี้ถึงระดับรากเหง้า
เขาคือ ดร.เจน ชาญณรงค์ อดีตประธานชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล นักวิทยาศาสตร์ชุมชน วิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ผู้ก่อตั้งเพจ “ฝ่าฝุ่น” และรองประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ ผู้ซึ่งได้รับรางวัล People of the Year จาก The People Awards และล่าสุด LINE TODAY ได้มอบรางวัล PERSON OF THE YEAR 2026 ในฐานะผู้สร้างสังคมที่ “empowering” อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการให้กำลังใจหรือสร้างแรงบันดาลใจ แต่ลงมือทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้คนมีศักยภาพ มีความรู้ และมีเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงชีวิตและสิ่งแวดล้อมของตนเองได้จริง
เส้นทางชีวิตของเขาเริ่มต้นจากการสำเร็จการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท และปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมเครื่องกล ที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกา จากนั้นเขากลับมารับราชการเป็นอาจารย์อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะเบนเข็มทิศชีวิตไปทำงานในอุตสาหกรรมการบิน โดยเปิดธุรกิจสายการบินภูมิภาคที่เคยบินลัดเลาะเส้นทางรากหญ้าเหนือผืนป่ามานานนับสิบปี ปัจจุบัน ดร.เจน ทำงานอยู่ในภาคเอกชน ควบคู่ไปกับการเป็น “นักสร้างภาคประชาสังคม” ผู้ใช้นวัตกรรมพลิกฟื้นลมหายใจให้คนไทย
จากโจทย์ของแผ่นดินสู่การมอง “ช้างทั้งตัว” ด้วยดาวเทียม
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เมื่อองค์ประธานของมูลนิธิอานันทมหิดล คือ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้พระราชทานโจทย์ใหญ่ของประเทศเรื่องวิกฤติ PM 2.5 ให้แก่สมาชิกชมรมผู้รับพระราชทานทุนฯ
ในเวลานั้น สังคมไทยยังคงถกเถียงและกล่าวโทษกันไปมาถึงต้นตอของฝุ่น บางคนโทษภาคการเกษตร บางคนโทษประเทศเพื่อนบ้าน ดร.เจน เปรียบเปรยปรากฏการณ์นี้ว่าเหมือนการ “คลำช้าง” ที่ต่างคนต่างเห็นต่างสัมผัสเพียงบางส่วนแล้วด่วนสรุปว่าช้างคืออะไร เขาจึงเลือกที่จะถอยออกมามอง “ช้างทั้งตัว” จากมุมมองที่สูงที่สุด นั่นคือเทคโนโลยีดาวเทียม
จากการศึกษาข้อมูลดาวเทียมและฐานข้อมูล Earth Map ของ FAO ซึ่งเป็นข้อมูลเปิดที่แสดงความซ้ำซากของไฟป่าย้อนหลังไปกว่า 20 ปี เขาพบความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ต้นกำเนิดของ PM 2.5 ที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือตอนบน (ร่วม 80%) มาจากไฟป่า
เขาไม่ได้เก็บข้อมูลนี้ไว้เพียงลำพัง แต่ได้จัดทำรายงานส่งตรงถึงนายกรัฐมนตรี โดยแบ่งพื้นที่ไฟป่าออกเป็น 5 กลุ่มป่าอย่างชัดเจน ทำให้รัฐบาลสามารถขยายผลเป็น 14 กลุ่มป่าและกำหนดตัวชี้วัด (KPI) กับหน่วยงานที่รับผิดชอบได้อย่างตรงจุด จนสามารถลดพื้นที่ไฟป่าลงได้ถึงครึ่งหนึ่งในปีถัดมา
นอกจากนี้ ดร.เจน ยังนำข้อมูลวิทยาศาสตร์เหล่านี้มาแปลงเป็นภาษาชาวบ้าน สื่อสารผ่านเพจฝ่าฝุ่น ซึ่งปัจจุบันมีผู้ติดตามเกือบเก้าหมื่นคน และมียอดเข้าชมกว่า 40 ล้านวิวในเวลาเพียง 14 เดือน ข้อมูลที่โปร่งใสนี้ช่วยยุติการทะเลาะเบาะแว้งในสังคม และสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนลุกขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในการแก้ปัญหา
ห้องทดลองสังคม “แม่ปิง Sandbox” และการปรากฏตัวของ“ชายชุดดำ”
เพื่อให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของปัญหา ดร.เจน เลือก “อุทยานแห่งชาติแม่ปิง” เป็นพื้นที่ทดลองหรือ Sandbox เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีไฟป่าซ้ำซากมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศเมื่อสังเกตจากดาวเทียม โดยมีหมู่บ้าน ก้อ อ.ลี้ จ. ลำพูน ตั้งอยู่ในวงล้อมของป่าอนุรักษ์
ในช่วงแรก ทีมงานพยายามแก้ปัญหาด้วยการเข้าไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้านในทุกมิติ ทั้งสิทธิในที่ทำกิน แหล่งน้ำ พืชทดแทน ปศุสัตว์ เลี้ยงปลา ทอผ้า และการเรียนรู้ ด้วยความเชื่อที่ว่าความยากจนคือเหตุแห่งการเผาป่า แต่ผลลัพธ์กลับล้มเหลว ไฟป่ายังคงลุกลามไหม้พื้นที่กว่า 3 แสนไร่จากทั้งหมด 6 แสนไร่ของอุทยาน
จนกระทั่งได้รับข้อมูลเชิงลึกจากชุมชนว่า ผู้ที่เผาป่าตัวจริงมีเพียง 0.1% ของคนในหมู่บ้าน หรือประมาณ 20 คนจาก 2,000 คน ซึ่งเขาเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ชายชุดดำ” เนื่องจากเป็นบุคคลลึกลับที่ใครๆก็ไม่อยากจะพูดถึง
จากการลงพื้นที่สืบค้นอย่างเจาะลึก พบว่ากลุ่มชายชุดดำมีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติด การหาของป่าล่าสัตว์ และที่น่าตกใจที่สุดคือ ผู้ก่อเหตุระดับตัวตึงนั้นกลับเป็นผู้ที่มีภาวะเปราะบางทางจิต หรือเป็นผู้ป่วยจิตเภท (Schizophrenia) ที่มีอาการหลอน พวกเขาเผาป่าเพียงเพื่อล่าสัตว์เล็กๆ อย่างแย้ ตะกวด นำไปขายประทังชีวิตและซื้อยาเสพติด โดยรู้ดีว่าไฟนั้นจะลุกลามกลายเป็นไฟป่านับหมื่นไร่ แต่พวกเขาไม่มีทางเลือกอาชีพอื่น
ปัญหาไฟป่า จึงไม่ใช่เรื่องของวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาสังคม และเมื่อเขาพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลอำเภอ จึงได้พบความจริงอันน่าตกใจของระบบสาธารณสุข ว่ามีจิตแพทย์นั้นเป็นสาขาที่ขาดแคลน โรงพยาบาลระดับอำเภอมีจิตแพทย์เดินทางมาลงพื้นที่จากจังหวัดเพียงปีละ 3 วันเท่านั้น
นวัตกรรมสังคม: เปลี่ยน “ผู้เผา” เป็น “ผู้พิทักษ์”
เมื่อพบว่านี่คือปัญหาสังคม ดร.เจน จึงร่วมมือกับจิตแพทย์ พยาบาล เพื่อนำผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษา ทั้งนี้ยาต่างอยู่ในบัญชียาหลักซึ่งจะได้รับการรักษาฟรี แต่การรักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับประกันได้ว่าพวกเขาจะไม่กลับไปเข้าป่าอีก สิ่งที่ผู้ป่วยต้องการคือความมั่นคงทางเศรษฐานะและการรู้สึกว่าชีวิตตนเองมีค่า
เขาจึงใช้นวัตกรรมทางสังคม ด้วยการดึงกฎหมายการจ้างงานผู้พิการของภาคธุรกิจเข้ามาช่วยแก้ปัญหา บริษัท หาญ เอ็นจิเนียริ่ง โซลูชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ที่เขารับหน้าที่เป็นกรรมการบริษัท และ ร่วมกับพันธมิตรได้แก่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ได้ตกลงจ้างผู้ป่วยจิตเภทเหล่านี้ผ่านมาตรา 33 หรือ 35 ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต. คนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 โดยให้จ้างญาติหรือผู้ดูแลเข้ามาร่วมทำงานด้วย มีเงื่อนไขว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องเข้ามาทำงานในบริษัทหรือโรรงานในเมือง แต่ให้ทำงานอนุรักษ์พื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่ปิง ในพื้นที่บ้านเกิดของตนเอง นี่คือโมเดลที่เปลี่ยนผู้ทำลายป่า ให้กลายเป็นผู้พิทักษ์ป่าอย่างยั่งยืน
มาตรฐานใหม่เพื่อป่าไทย: เครื่องมือวัดคาร์บอนเครดิตแห่งอนาคต
การจะขยายโมเดลนี้ให้ครอบคลุม 200 อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ จำเป็นต้องมีกลไกทางการเงินมารองรับ สิ่งเดียวที่จะดึงดูดภาคเอกชนให้เข้ามาลงทุนดูแลฟื้นฟูป่าจากไฟป่าซ้ำซากได้คือ “คาร์บอนเครดิต”
แต่ปัญหาคือ คาร์บอนเครดิตจากภาคป่าไม้นั้นมีความยากลำบากในการตรวจประเมินและสอบกลับ ทั้งนี้เทคโนโลยีที่ยอมรับนั้นยังยึดโยงกับการสุ่มป่าเพียง 1% มาเป็นตัวแทนของป่าทั้งหมดและทำการเดินวัดขนาดของต้นไม้และความสูงด้วยมือทีละต้น เป็นวิธีที่ใช้แรงงานคนมหาศาล ล่าช้า ต้นทุนสูง และยังมีความคลาดเคลื่อนสูงจนแทบจะสอบกลับไม่ได้ จนถูกกล่าวหาว่าคาร์บอนเครดิตจากภาคป่าไม้นั้นเต็มไปด้วยการฟอกเขียว (Green Wash) นอกจากนี้มุมมองของหน่วยงานกำกับของไทยยังมองไฟป่าว่าเป็นเพียงการเผาไหม้เชื้อเพลิงในป่า แทนที่จะมองว่าการลดความซ้ำซากของไฟป่าเป็นการปล่อยให้ป่านั้นฟื้นฟูมาได้เองโดยธรรมชาติ ให้แม่ไม้ปลูกต้นกล้าเองและให้โอกาสต้นกล้าเหล่านี้มีชีวิตรอดแทนที่จะต้องมาตายในกองไฟ แม่ไม้สามารถปลูกต้นกล้าได้มาก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพกว่ามนุษย์ปลูกป่ามาก
ดร.เจน จึงตัดสินใจเดินตามแนวทางของของกลุ่มประเทศยุโรป ด้วยการลงทุนติดตั้งเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง เป็นเสาความสูง 35 เมตร ไว้กลางอุทยานแห่งชาติแม่ปิง หลักการทำงานของเครื่องมือบนยอดเสานี้จะทำการวัดลมใน 3 มิติ และความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แบบเรียลไทม์ เพื่อคำนวณว่าป่าในรัศมี 1 กิโลเมตรรอบเสา หรือพื้นที่ประมาณ 2,000 ไร่ สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงจากชั้นบรรยากาศลงมาได้เท่าไหร่ในแต่ละวัน
จากนั้นข้อมูลจากเสานี้จะถูกนำไปใช้เป็นจุดสอบเทียบหรือหมุดอ้างอิง เพื่อทำกระบวนการ Machine Learning สอนให้ดาวเทียมเข้าใจและสามารถประเมินการดูดซับคาร์บอนของผืนป่าทั้งผืนได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องใช้แรงงานคนเดินวัดที่จะต้นอีกต่อไป
ดร.เจนเชื่อมั่นว่าป่าอนุรักษ์ 100 ล้านไร่ของไทย คือเครื่องจักรดูดซับคาร์บอนลงจากบรรยากาศที่มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยต้นทุนต่ำที่สุด ป่าไม้ที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมีความสามารถเหนือกว่าเทคโนโลยีราคาแพงที่มนุษย์สร้างขึ้นได้แก่ CCUS (Carbon Capture, Utilization, and Storage) อีกทั้งมีต้นทุนในการดูดตรึงคาร์บอนต่างกันเป็นพันๆเท่า หากประเทศไทยสามารถปลดล็อกความคิดการมองป่าและไฟป่าเสียใหม่ได้ การประเมิน ทำรายงาน และการสอบทวนการตรึงคาร์บอนในภาคป่าไม้ (และเกษตรกรรม)จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนได้อย่างรวดเร็วกว่าเป้าหมายที่ได้ประกาศไว้ในการประชุม COP 26
พลังของประชาชนเพื่อลมหายใจของชาติ
ตลอด 6 ปีของการเดินทาง จากการวิเคราะห์จุดความร้อนบนฟ้า สู่การเดินเท้าพูดคุยกับชายเปราะบางในป่าลึก และการตั้งเสาวัดคาร์บอนที่ล้ำสมัย ดร.เจน ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาระดับชาตินั้นรอเพียงกลไกของรัฐไม่ได้
“ผมไม่มีพลังอะไรเท่าไหร่หรอก แต่ผมคิดว่าถ้าประชาชนรวมกันได้ ต้องมีความรู้ และไม่มีเป้าหมายส่วนตัวแอบแฝง ผมคิดว่าเราผลักประเทศนี้ให้เดินหน้าไปได้”
การลดไฟป่า ไม่ใช่เพียงการลดวิกฤติฝุ่น แต่คือการเปิดโอกาสให้ลูกไม้และกล้าไม้ได้รอดชีวิต เป็นการฟื้นฟูป่าโดยธรรมชาติ ตรงกับคำสอนของพระมหาบพิตร รัชกาลที่ 9 ว่า “อย่าตอแยรักแกป่า” สร้างความมั่นคงของทรัพยากรน้ำและอาหาร ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญให้คนไทยรอดพ้นจากภาวะโลกร้อนที่จะทวีความรุนแรงในอนาคต
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
กทม. รับมือฝุ่น PM 2.5 และขยะเมือง ด้วยข้อมูลและกลไกเศรษฐศาสตร์
GUNKUL รุก Data Center-พลังงานสีเขียวตปท. ดันรายได้ทะลุหมื่นล้าน



