Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

จากนักวิจัย สู่ธุรกิจบทเรียน Spin-off เมื่อเทคโนโลยีเจอตลาดจริง

จากนักวิจัย สู่ธุรกิจบทเรียน Spin-off เมื่อเทคโนโลยีเจอตลาดจริง

งานวิจัยอาจสร้างเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและแก้โจทย์ยากได้ แต่ทันทีที่เทคโนโลยีออกจากห้องวิจัยเข้าสู่ตลาด คำถามก็เปลี่ยนไป จาก “ทำได้หรือไม่” เป็น “ลูกค้าต้องการหรือไม่” “ใครจะยอมจ่าย” และ “ธุรกิจจะอยู่รอดอย่างไร”

โจทย์นี้อยู่เบื้องหลังประสบการณ์ของนักวิจัยและบุคลากรจากเนคเทค 5 คน ที่ออกไปสร้างบริษัทเทคโนโลยี และกลับมาแลกเปลี่ยนบทเรียนบนเวที “Spin-off Talk จากงานวิจัยสู่ธุรกิจ: ประสบการณ์ตรงจากนักวิจัยผู้ก่อตั้งบริษัท” ในงานการประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทค ประจำปี 2569 (NECTEC-ACE 2026) ภายใต้แนวคิด “NECTEC 40 Years – Legacy & Beyond”

แต่ละคนมีเหตุผลในการออกไปต่างกัน บางคนต้องการให้ผลงานวิจัยเดินหน้าต่อหลังโครงการสิ้นสุด บางคนเห็นช่องว่างระหว่างเทคโนโลยีที่ทำงานได้กับระบบที่รองรับการใช้งานจริง บางคนมองเห็นความต้องการจากผู้ใช้ภายนอก และบางคนเลือกออกไปสร้างเส้นทางการทำงานของตัวเอง แต่เมื่อเข้าสู่ตลาด ทุกคนต้องเผชิญความจริงเดียวกันว่า เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการทำธุรกิจ

Spin-off เมื่องานวิจัยต้องไปต่อในตลาด

ชาวีร์ อิสริยภัทร์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เน็กซ์พาย จำกัด ทำงานวิจัยที่เนคเทคมา 11 ปี และเป็นหนึ่งในทีมพัฒนาแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง ซึ่งเปิดให้ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา นักพัฒนา ไปจนถึงภาคเอกชนและโรงงานอุตสาหกรรมนำไปใช้งาน เมื่อจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้น คำถามที่เขาได้ยินบ่อยคือ “ปีหน้ามันจะยังมีอยู่หรือเปล่า”

ปัญหาอยู่ที่ธรรมชาติของโครงการวิจัยซึ่งมีวันสิ้นสุด เมื่อโครงการจบ นักวิจัยต้องเดินไปสู่โจทย์ใหม่ แต่งานที่มีผู้ใช้อยู่แล้วไม่สามารถหยุดตามโครงการได้ง่าย ๆ เพราะมีคนและธุรกิจที่นำแพลตฟอร์มไปใช้งานจริง

“พอผู้ใช้มากขึ้น มันก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบด้วย” คุณชาวีร์ กล่าว

นั่นทำให้ทีมตัดสินใจ Spin-off นำผลงานออกมาให้บริการเชิงพาณิชย์และตั้งบริษัทเพื่อให้แพลตฟอร์มเดินหน้าต่อ หลังตั้งบริษัท คำถามว่าแพลตฟอร์มจะยังอยู่ในปีหน้าหรือไม่ก็ไม่กลับมาอีก

ดร.ชูชาติ หฤไชยะศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอไอไนน์ จำกัด ออกมาตั้งบริษัทผ่านกลไกของ สวทช. ที่เปิดโอกาสให้นักวิจัยยืมตัวไปทำสตาร์ตอัป หากธุรกิจไปไม่รอดยังสามารถกลับไปเป็นนักวิจัยได้ กลไกนี้ช่วยลดความเสี่ยงสำหรับคนที่มีครอบครัวและยังมีภาระเรื่องการใช้ทุน ก่อนนำความเชี่ยวชาญด้าน AI และการประมวลผลภาษาธรรมชาติออกมาพัฒนาเป็นบริการ

ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ที-เน็ต จำกัด เลือกอีกเส้นทาง เขาลาออกหลังทำงานที่เนคเทคประมาณ 12 ปี เมื่อพบว่าเส้นทางการเป็นผู้บริหารในองค์กรไม่ใช่ชีวิตที่ตัวเองต้องการ การออกไปตั้งบริษัทจึงเป็นการเลือกเส้นทางใหม่ที่ให้อิสระในการทำงานมากกว่า ปัจจุบันที-เน็ตดำเนินธุรกิจมา 18 ปี โดยไม่มีฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด ลูกค้าส่วนใหญ่เข้ามาหาจากปัญหาด้าน Cyber Security ที่แก้ไขเองไม่ได้ ก่อนเกิดการบอกต่อและงานต่อเนื่อง

จากเทคโนโลยีสู่ธุรกิจที่ลูกค้ายอมจ่าย

การตั้งบริษัทเป็นเพียงจุดเริ่มต้น บททดสอบจริงคือการทำให้ความเชี่ยวชาญกลายเป็นสิ่งที่ลูกค้าใช้และยอมจ่ายเงิน

เอไอไนน์เริ่มสร้างฐานธุรกิจจากระบบถอดเสียงการประชุมของรัฐสภา ความน่าเชื่อถือจากการเป็นนักวิจัยและการเข้าไปอบรมให้หน่วยงานรัฐช่วยเปิดโอกาส แต่บริษัทก็ยังต้องเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและพิสูจน์ว่าสามารถส่งมอบงานได้จริง ระบบ AI ช่วยลดเวลาการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้ประมาณ 80% ก่อนต่อยอดไปยังศาลปกครอง และระบบแปลภาษา 10 ภาษาสำหรับตำรวจท่องเที่ยว

ชัยภูมิศิริพันธ์พรชนะประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทบิ๊กโกอนาไลติกส์จำกัด มองเห็นช่องว่างจากประสบการณ์ทำงานด้านข้อมูลและ Analytics ว่าการมี Model หรือ Algorithm ที่ฉลาดยังไม่พอ หากไม่สามารถขยายระบบให้รองรับการใช้งานและทำให้ผู้ใช้เข้าถึงได้ง่าย บริษัทจึงนำความเชี่ยวชาญมาพัฒนา Data Platform และ Analytics Platform โดยช่วง 2-3 ปีแรกเน้นรับงาน Project Based เพื่อสร้างรายได้ ก่อนนำประสบการณ์และเงินทุนกลับมาพัฒนาแพลตฟอร์มของตัวเอง หนึ่งในงานที่ทำร่วมกับเนคเทคคือการบูรณาการข้อมูลประชาชนประมาณ 40 ล้านคน รวมถึงแพลตฟอร์มข้อมูลด้าน SME

ภาสวร เหล่าวาณิชวัฒนา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีโซลูชั่น คลาวด์ จำกัด มาจากสายงานสนับสนุนและดูแลซอฟต์แวร์ Back Office ภายในเนคเทค จุดเริ่มต้นเกิดจากหน่วยงานภายนอกที่เข้ามาศึกษาดูงานและต้องการนำซอฟต์แวร์ไปใช้ บริษัทจึงนำระบบ e-Meeting ออกมาให้บริการ ก่อนพัฒนาสู่ระบบอื่นสำหรับหน่วยงานภาครัฐ และเลือกโมเดล Software as a Service ตั้งแต่ต้น

เมื่อประมาณ 9 ปีก่อน การเช่าใช้ซอฟต์แวร์บน Cloud ยังใหม่สำหรับหน่วยงานราชการที่คุ้นกับการจ้างพัฒนาระบบ บริษัทจึงต้องทำให้เห็นความแตกต่างทั้งด้านต้นทุนและเวลา โดยบริการมีค่าใช้จ่ายไม่เกิน 500,000 บาทและเตรียมเปิดใช้งานได้ภายใน 3 เดือน เทียบกับการพัฒนา e-Office แบบเดิมที่อาจมีค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาทและใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี

จากลูกค้ารายแรก คือสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล หรือ DGA ธุรกิจค่อย ๆ ขยาย ก่อนเข้าสู่จุดเปลี่ยนเมื่อระบบ e-Office ให้บริการร่วมกับบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐใช้งานมากกว่า 300 กรม ครอบคลุมกว่า 40 จังหวัด และองค์การบริหารส่วนตำบลมากกว่า 4,000 แห่ง จำนวน Active User เพิ่มจากหลักแสนมาอยู่ที่ประมาณ 400,000-500,000 ราย

กับดักนักวิจัย เมื่อเทคโนโลยีไม่ใช่ทุกคำตอบ

ประสบการณ์จากทั้ง 5 บริษัทมาบรรจบกันตรงการเปลี่ยนวิธีคิด เพราะสิ่งที่เคยเป็นข้อได้เปรียบในฐานะนักวิจัย อาจกลายเป็นข้อจำกัดเมื่อเข้าสู่ตลาด

คุณชาวีร์ ยอมรับว่า เมื่อเป็นนักวิจัยมักสนใจโจทย์ที่ท้าทาย ต้องการสร้างสิ่งใหม่และแตกต่าง จนบางครั้งทำเรื่องง่ายให้ซับซ้อน แต่เมื่อออกมาทำบริษัท เขาพบว่าลูกค้าไม่ได้เลือกผลิตภัณฑ์เพราะผู้สร้างเป็นนักวิจัยหรือเพราะเทคโนโลยีล้ำกว่า หากเลือกจากสิ่งที่ผลิตภัณฑ์สามารถแก้ปัญหาให้ได้

ความกลัวว่าผลิตภัณฑ์ยังไม่สมบูรณ์ก็เป็นอีกบทเรียน นักวิจัยอาจอยากรอให้ระบบพร้อมก่อนเปิดให้ใช้งาน แต่การทำธุรกิจต้องออกไปทดสอบกับผู้ใช้และเรียนรู้จากปัญหาที่เกิดขึ้น

“ไม่ต้องรอให้พร้อมก็ได้ครับ เปิดไปเลย…ค่อย ๆ ดูว่าสิ่งที่เราทำมันมีคุณค่ากับลูกค้าจริง ๆ หรือเปล่า” คุณชาวีร์ กล่าว

ดร.ชูชาติ เจอบทเรียนเดียวกันจากอีกมุมหนึ่ง ช่วงแรกเขาคิดว่าบริษัทที่เกิดจากงานวิจัยควรใช้เทคโนโลยีของตัวเองในทุกโครงการ แต่การให้บริการ AI มีต้นทุน GPU และ Cloud สูง การยึดเทคโนโลยีเดิมเป็นตัวตั้งจึงทำให้บริษัทเสียเปรียบได้ เมื่อเข้าสู่ธุรกิจจริงจึงต้องเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับงาน บางกรณีใช้งานวิจัยของเนคเทค บางกรณีเลือก API หรือเทคโนโลยีจากผู้ให้บริการภายนอกที่มีความเสถียรและเหมาะสมกว่า

บทเรียนจึงไม่ใช่การลดความสำคัญของงานวิจัย แต่คือการเปลี่ยนจากการถามว่า “เรามีเทคโนโลยีอะไร” มาเป็น “ลูกค้าต้องการอะไร และควรใช้เทคโนโลยีอะไรเพื่อแก้ปัญหานั้น”

จากห้องวิจัยสู่ตลาดต้องเปลี่ยนวิธีคิด

เส้นทางของทั้ง 5 คนไม่มีสูตรเดียว บางคนมีระบบรองรับความเสี่ยง บางคนลาออกแล้วเริ่มต้นใหม่ บางบริษัทสร้างรายได้จากงานโครงการก่อนพัฒนาแพลตฟอร์ม บางบริษัทเริ่มจากบริการที่มีอยู่แล้วและขยายตามความต้องการของลูกค้า ขณะที่บางบริษัทเติบโตจากความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและการบอกต่อ

คุณภาสวร มองย้อนกลับไปยังความผิดพลาดตลอดเส้นทางและเลือกที่จะไม่แก้อะไร เพราะทุกปัญหาที่เกิดขึ้นกลายเป็นประสบการณ์ที่พาบริษัทมาถึงวันนี้

“ทุกอย่างที่มันเป็นความล้มเหลวในวันนั้น หรือมองว่ามันเป็นข้อผิดพลาดในวันนี้ มันเป็นบทเรียนและทำให้เราก้าวมาถึงวันนี้ได้” คุณภาสวร กล่าว

สิ่งที่เปลี่ยนมากที่สุดเมื่อก้าวจากนักวิจัยมาเป็นผู้ประกอบการจึงไม่ใช่ตำแหน่งหรือสถานที่ทำงาน แต่เป็นวิธีมองเทคโนโลยี จากเดิมที่ความท้าทายอยู่ที่การสร้างสิ่งใหม่ให้สำเร็จ กลายเป็นการทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นตอบโจทย์คนที่นำไปใช้ มีต้นทุนที่เหมาะสม และสามารถให้บริการต่อไปได้จริง

“ลูกค้าไม่ได้เลือกเราเพราะว่าเราเป็นนักวิจัยเนคเทค แต่เขาเลือกว่า Product ของเรามันตอบโจทย์เขาหรือเปล่า มันมีคุณค่ากับเขาหรือเปล่า” คุณชาวีร์ กล่าว

สำหรับงานวิจัยที่ต้องการเดินออกจากห้องแล็บ ประโยคนี้อาจเป็นโจทย์สำคัญกว่าการถามว่าเทคโนโลยีทำอะไรได้ เพราะเมื่อเข้าสู่ตลาด สิ่งที่ตัดสินว่าเทคโนโลยีจะเดินต่อหรือหยุดอยู่ที่ผลงานวิจัย คือมีคนต้องการใช้และเห็นคุณค่าของมันมากพอหรือไม่

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Data Center ไทย โตแค่ลงทุนไม่พอ ต้องเร่ง Sovereign AI–สร้างคนรับยุค AI

Photonics เทคโนโลยีแสงรับยุค AI โอกาสไทยจาก Data Center สู่เจ้าของ IP

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar