Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ส.อ.ท. ชู 9 อุตสาหกรรม-AI ฝ่าวิกฤติพลังงานรับมือ Trump 2.0

ส.อ.ท. ชู 9 อุตสาหกรรม-AI ฝ่าวิกฤติพลังงานรับมือ Trump 2.0

ปี 2026 นับเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย เนื่องด้วยบริบทของเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง กติกาโลกาภิวัตน์ที่เคยเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการค้าได้ถูกแทนที่ด้วยความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ สภาวะเศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือนการขับเคลื่อนรถยนต์ด้วยการเหยียบคันเร่งและแตะเบรกไปพร้อมกัน

ท่ามกลางปัจจัยลบที่รุมเร้าทั้งสงครามการค้าที่ทวีความเข้มข้นขึ้นจากการกลับมาของนโยบาย “Trump 2.0” โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำลังแรงงาน และความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงานที่กำลังใกล้เข้ามา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จึงกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน พร้อมยกระดับ 9 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากผู้รับจ้างผลิตไปสู่การสร้างนวัตกรรม

ฝ่ามรสุมภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้า

สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันส่งผลให้โลกเกิดการแบ่งขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน ระหว่างกลุ่มสหรัฐอเมริกาและยุโรป กับกลุ่มจีน รัสเซีย และกลุ่ม BRICS ปรากฏการณ์นี้ทำให้โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกเปลี่ยนรูปแบบจาก Globalization ไปสู่ Glocalization หรือการกระจายฐานการผลิตไปยังภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกีดกันทางการค้า

นาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ตัวเลขการส่งออกของภาครัฐในปัจจุบันอาจไม่สะท้อนข้อเท็จจริงทั้งหมด เนื่องจากเกิดปัญหาการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า หรือ Transshipment โดยมีการนำสินค้าจากประเทศอื่นเข้ามาเปลี่ยนฉลากในประเทศไทยเพื่อเลี่ยงกำแพงภาษี ดังกรณีที่สหรัฐฯ ตรวจสอบพบการส่งออกโดรนจากไทยไปยังรัสเซียซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งที่ผู้ผลิตในไทยไม่มีกำลังการผลิตในระดับดังกล่าว สถานการณ์นี้ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมไทยถูกเพ่งเล็งและดำเนินธุรกิจด้วยความยากลำบากยิ่งขึ้น

วิกฤติความมั่นคงทางพลังงานและต้นทุนการผลิต

นาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
นาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

นอกจากปัจจัยด้านการค้าต่างประเทศ ความมั่นคงทางพลังงานถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ ทรัพยากรก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่เคยเป็นต้นทุนความได้เปรียบของประเทศกำลังลดปริมาณลง หากในอนาคตประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั้งหมดเพื่อมาผลิตกระแสไฟฟ้า จะส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 3-4 บาท ไปอยู่ที่ประมาณ 11 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่กระทบต่อต้นทุนการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

ยกระดับขีดความสามารถด้วย AI และ 9 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ สภาอุตสาหกรรมฯ จึงผลักดันการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาเป็นเครื่องมือหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพ โดยชี้ให้เห็นถึงนัยสำคัญของเศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีผ่านกรณีศึกษาของบริษัท Nvidia ที่สามารถสร้างรายได้สูงถึง 4.1 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่างบประมาณแผ่นดินของประเทศไทยทั้งปีที่มีมูลค่า 3.7 ล้านล้านบาท สอดคล้องกับทัศนะของ Satya Nadella ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Microsoft ที่มองว่า AI จะไม่เป็นเพียงกระแสชั่วคราว หากถูกนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

ภายใต้แผนยุทธศาสตร์นี้ สภาอุตสาหกรรมฯ ได้นำเสนอนโยบายต่อรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อน 9 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบด้วย อุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI พลังงานทดแทน เทคโนโลยีชีวภาพ การแพทย์ครบวงจร ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ การแปรรูปอาหารแห่งอนาคต และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยภาครัฐได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศจำนวน 3,000 ล้านบาท ดำเนินการในรูปแบบโครงการ “Co-payment” หรือการร่วมจ่ายคนละครึ่งระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อลดความเสี่ยงและกระตุ้นการลงทุนในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี

ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “4 GOs” สู่การสร้างนวัตกรรมที่ยั่งยืน

แนวทางการดำเนินงานถูกกำหนดผ่านกลยุทธ์ “4 GOs” ได้แก่ GO Digital & AI ซึ่งเน้นการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพในระบบโลจิสติกส์และการวินิจฉัยทางการแพทย์ GO Innovation ที่มุ่งสร้างทรัพย์สินทางปัญญาผ่านแนวคิด Build, Buy, Borrow เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ GO Global ที่เน้นการขยายตลาดผ่านข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) 16 ฉบับ ครอบคลุม 23 ประเทศ และ GO Green เพื่อเตรียมความพร้อมสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 และรับมือกับมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป

ทิศทางของอุตสาหกรรมไทยในปี 2569 จึงเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากการเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่การเป็นผู้สร้างแบรนด์และนวัตกรรมของตนเอง (OBM) ภายใต้มาตรฐานความยั่งยืน

คุณนาวา กล่าวทิ้งท้ายว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องปรับตัวออกจากรูปแบบการรับจ้างผลิตแบบดั้งเดิม โดยหันมาใช้ AI ในการสร้างสรรค์นวัตกรรม และให้ความสำคัญกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจและความอยู่รอดท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

OR ปี 68 กำไรสุทธิ 11,304 ล้านบาท จากธุรกิจ Mobility-Lifestyle และ Café Amazon 

ยูโอบี ชี้เศรษฐกิจปี 69 เข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน ยก AI เป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar