Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Future Food: กินอร่อย อายุยืน และวิธีลดขยะอาหารกู้โลก

Future Food: กินอร่อยอายุยืนและวิธีลดขยะอาหารกู้โลก

ทางรอดของวิกฤติสุขภาพและสิ่งแวดล้อมโลกอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีอาหารล้ำสมัย แต่อยู่ที่การจัดการ ‘ความอร่อย’ ให้สมดุลกับ ‘ความรับผิดชอบ’ ในชีวิตประจำวัน ความยั่งยืนที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้บริโภคสามารถดูแลสุขภาพและโลกไปพร้อมกันโดยไม่ละทิ้งความสุขในการกิน เพียงแค่ปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมเล็กน้อยจากปลายส้อม ก็สามารถเปลี่ยนจานอาหารตรงหน้าให้กลายเป็นกลไกฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างคุณภาพชีวิตที่ยืนยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รสชาติ คือหัวใจของโภชนาการที่ยั่งยืน

ชลกานต์ วิสุทธิทักษ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีน แอนด์ ออแกนิค จำกัด กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการกินเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนคือรสชาติ หากนิยามของอาหารเพื่อสุขภาพยังคงยึดติดอยู่กับภาพของอกไก่แห้ง ๆ หรือแกงจืดที่ไร้รสชาติ ผู้บริโภคจะสามารถทำตามวินัยการกินได้เพียงระยะสั้น และสุดท้ายก็จะล้มเลิกไป การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจึงจำเป็นต้องเริ่มจากการทำให้อาหารที่มีประโยชน์มีรสชาติที่ดีควบคู่กันไป เพื่อให้อาหารสุขภาพกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันได้จริง

คุณชลกานต์ยกตัวอย่างกรณีศึกษาของคุณป้าวัย 70 ปีที่มีโรคประจำตัวรุมเร้า ทั้งเบาหวานและความดันโลหิตสูง แทนที่จะบังคับให้รับประทานอาหารรสจืดสนิทซึ่งขัดกับความสุขในการใช้ชีวิต นักโภชนาการเลือกใช้วิธีสอบถามความชอบส่วนบุคคลเพื่อออกแบบเมนูเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) หากผู้ป่วยชอบรับประทานพะโล้หรือติดรสหวาน ก็จะปรับสูตรโดยใช้วัตถุดิบธรรมชาติอย่างแครอทมาให้ความหวานแทนน้ำตาล วิธีการนี้ช่วยให้ผู้ป่วยยังคงมีความสุขกับรสชาติที่คุ้นเคย ในขณะที่ได้รับสารอาหารที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนอาหารให้เป็นยาได้อย่างยั่งยืนโดยผู้บริโภคไม่รู้สึกฝืนใจ

ในขณะเดียวกัน อนุสรณ์ ตันเจริญ เจ้าของเพจลุงอ้วนกินกะเที่ยว กล่าวว่า การมีอายุยืนยาว (Longevity) ไม่ได้หมายถึงการละเลิกอาหารที่ชื่นชอบโดยสิ้นเชิง แต่คือความรับผิดชอบต่อร่างกายผ่านการจำกัดปริมาณ เมื่อระบบเผาผลาญทำงานลดลงตามวัย การเดินทางสายกลางจึงเป็นคำตอบ ผู้บริโภคยังสามารถรับประทานเมนูโปรดได้ แต่ต้องอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษาสุขภาพกายและสุขภาพจิตไปพร้อมกัน

ห่วงโซ่อาหารกับลมหายใจของโลก

ประเด็นสุขภาพกายยังถูกเชื่อมโยงไปสู่สุขภาพของโลก (Planetary Health) ชณัฐ วุฒิวิกัยการ Content Creator เพจ KongGreenGreen กล่าวว่า “You are what you eat” ไปสู่ “The World is what you eat” หรือโลกจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราเลือกกิน ประเทศไทยมีสถานะเป็นผู้ส่งออกเนื้อไก่รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก ซึ่งความสำเร็จในอุตสาหกรรมปศุสัตว์นี้แลกมาด้วยต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล โดยเฉพาะความต้องการพื้นที่ปลูกข้าวโพดจำนวนมากเพื่อนำมาแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ ซึ่งมีความเกี่ยวโยงโดยตรงกับการบุกรุกพื้นที่ป่าและการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรในพื้นที่โล่งแจ้ง จนกลายเป็นต้นตอของฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่ย้อนกลับมาทำร้ายระบบทางเดินหายใจของทุกคน ดังนั้น ทุกคำที่เรารับประทานจึงส่งผลกระทบลูกโซ่ไปถึงอากาศที่เราหายใจ

คุณชณัฐ กล่าวว่า ผู้บริโภคมีอำนาจในการกำหนดทิศทางนี้ได้ผ่าน “Consumer Power” หรือพลังการจับจ่าย ทุกครั้งที่เราควักเงินซื้อสินค้า เปรียบเสมือนการลงคะแนนเสียงเลือกอนาคตของโลก หากเราเลือกสนับสนุนสินค้าที่มีฉลากรับรองมาตรฐาน เช่น ไข่ไก่ที่เลี้ยงแบบปล่อยอิสระ (Cage Free) หรือสินค้าเกษตรอินทรีย์ (Organic) แม้จะมีราคาที่สูงกว่าเล็กน้อย แต่เป็นการส่งสัญญาณให้ผู้ผลิตรับรู้ว่าผู้บริโภคต้องการมาตรฐานการผลิตที่ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ การปรับพฤติกรรมมาเป็น “Flexitarian” หรือมังสวิรัติแบบยืดหยุ่นที่ลดปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์ลงบ้าง ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลดภาระของโลกได้ทันที

เปลี่ยนขยะให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ

สำหรับภาคธุรกิจและการจัดการขยะอาหาร (Food Waste) คุณชลกานต์ เสนอโมเดลธุรกิจที่เปลี่ยน “ขยะ” ให้กลายเป็น “กำไร” ผ่านการบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างคุ้มค่า โดยเริ่มจากการใช้ระบบสั่งจองล่วงหน้า (Pre-order) เพื่อให้ทราบปริมาณความต้องการที่แท้จริง และนำผักมาผ่านกระบวนการคัดแยกออกเป็น 4 เกรดอย่างชัดเจน

เกรดแรกคือผักสวยสมบูรณ์สำหรับจัดส่งเป็นผักสด เกรดที่สองคือผักที่มีตำหนิเล็กน้อยหรือส่วนที่ถูกตัดแต่ง จะถูกนำไปแปรรูปเป็นชุดพร้อมปรุง (Cooking Set) เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้บริโภค

เกรดที่สามคือผักรูปร่างไม่สวยหรือมีความแข็ง จะถูกนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม เช่น การเคี่ยวเป็นน้ำสต๊อกผัก หรือนำไปทำเมนูที่ต้องใช้เวลาตุ๋นนานอย่างต้มจับฉ่ายและแกงส้ม ซึ่งช่วยกลบจุดด้อยเรื่องรูปลักษณ์แต่ยังคงคุณค่าทางโภชนาการไว้ครบถ้วน ส่วนเกรดสุดท้ายคือเปลือกและรากที่รับประทานไม่ได้ จะถูกนำไปหมักเป็นปุ๋ยเพื่อวนกลับไปใช้ในแปลงเกษตร เป็นวงจรปิดที่สมบูรณ์

ผลลัพธ์จากการทดลองโมเดล Zero Waste นี้เพียง 4 วัน พบตัวเลขที่น่าประทับใจ คือสามารถลดปริมาณขยะผักไปได้ถึง 31 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นน้ำหนักกว่า 43 กิโลกรัม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการจัดการขยะอาหารไม่ใช่เพียงภารกิจกู้โลก แต่กลยุทธ์สำคัญในการลดต้นทุนและสร้างรายได้กลับคืนสู่ธุรกิจ

ในส่วนของผู้บริโภค คุณอนุสรณ์ยังรณรงค์เรื่องวัฒนธรรมการนำอาหารที่รับประทานไม่หมดกลับบ้าน โดยย้ำว่าสังคมไทยควรเปลี่ยนทัศนคติใหม่ การขอห่ออาหารกลับบ้านไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือแสดงความตระหนี่ แต่คือความฉลาดในการใช้ทรัพยากรและความรับผิดชอบต่อโลก

พร้อมทั้งเปิดเผยเบื้องหลังการทำงานในฐานะนักรีวิวอาหารว่า แม้จำเป็นต้องสั่งอาหารจำนวนมากเพื่อการถ่ายภาพให้สวยงาม แต่เบื้องหลังกล้องจะมีทีมงานช่วยกันรับประทานจนหมดทุกจาน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดขยะอาหารจากการทำงาน ซึ่งเป็นจรรยาบรรณที่นักสร้างสรรค์เนื้อหาควรตระหนักและยึดถือปฏิบัติ

ปลูกฝังนิสัยใหม่จากความเข้าใจ

(จากซ้าย) - สุฐิตา เรืองรองหิรัญญา Co-founder Brand Happy Munchy และ อนุสรณ์ ตันเจริญ เจ้าของเพจลุงอ้วนกินกะเที่ยว
(จากซ้าย) – สุฐิตา เรืองรองหิรัญญา Co-founder Brand Happy Munchy และ อนุสรณ์ ตันเจริญ เจ้าของเพจลุงอ้วนกินกะเที่ยว

ทางด้าน สุฐิตา เรืองรองหิรัญญา Co-founder Brand Happy Munchy กล่าวว่า การสร้างพฤติกรรมลดขยะอาหารจากจุดเล็กที่สุดคือครอบครัว โดยเฉพาะการจัดการกับความท้าทายเรื่องเด็กกินยาก

ความพยายามยัดเยียดอาหารที่มีประโยชน์แต่ไม่อร่อยให้เด็ก มักจบลงด้วยน้ำตาของลูกและความเครียดของพ่อแม่ ซึ่งสร้างทัศนคติเชิงลบต่อการกินในระยะยาว ทางออกที่ยั่งยืนกว่าคือการสร้าง “ความสุข” ในมื้ออาหาร โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจธรรมชาติการรับรสของเด็กที่ไวต่อรสขมมากกว่าผู้ใหญ่ จึงควรปรับรสชาติให้กลมกล่อมและซ่อนผักลงในเมนูโปรดอย่างแนบเนียน เช่น การปั่นผักผสมลงในซอส หรือการผสมผักลงในหมูฝอย เพื่อให้เด็กคุ้นชินกับรสชาติโดยไม่รู้ตัว

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยลดขยะอาหารได้อย่างมีนัยสำคัญคือการให้เด็กเป็นเจ้าของมื้ออาหารผ่านการลงมือทำด้วยตนเอง คุณสุฐิตายกตัวอย่างเมนูง่าย ๆ อย่างแซลมอนเทอริยากิ เมื่อเด็กได้มีส่วนร่วมตั้งแต่การปรุง เขาจะเกิดความภาคภูมิใจและรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองทำ ส่งผลให้รับประทานจนหมดจานโดยไม่ต้องบังคับ

นอกจากนี้ การจำกัดปริมาณอาหารให้เหมาะสมกับขนาดกระเพาะของเด็ก และการสอนให้แปรรูปเศษอาหารที่เหลือเป็นปุ๋ยสำหรับต้นไม้ในบ้าน ยังเป็นการปลูกฝังกรอบความคิดเรื่อง Zero Waste ให้ซึมซับเข้าไปในวิถีชีวิตของเด็กโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างพลเมืองที่ใส่ใจโลกในอนาคต

พลังของผู้บริโภคคือตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมอาหาร การเลือกซื้อสินค้าที่มีสัญลักษณ์รับรองมาตรฐาน หรือการสนับสนุนผู้ผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เปรียบเสมือนการลงคะแนนเสียงเลือกอนาคตของโลก การกินเพื่อความยั่งยืนจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยอาศัยความสมดุลระหว่างความสุขในการกินและความรับผิดชอบต่อโลกเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญ

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

GUNKUL New Era: ลุย ‘Energy & AI’ รับเทรนด์โลก

กรุงศรี ปี 69 ชู ‘Solution Finance’ รุก ESG-Data Center

เปิดโมเดล ‘EV เพื่อพี่วิน’ เช่าขับเริ่ม 75 บาท พิสูจน์สูตรลดต้นทุน 7 เท่า

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar