Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ทฤษฎีสื่อสารยุค AI: 5 เสาหลักแห่งการรู้เท่าทัน

พลิกโฉมทฤษฎีสื่อสารยุค AI: จากการยอมรับเทคโนโลยี สู่ 5 เสาหลักรู้เท่าทัน

ท่ามกลางพลวัตความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการสื่อสารในทุกระดับ คณะนักวิจัยจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย นำโดยรศ.ดร.บุหงา ชัยสุวรรณ และ รศ.ดร.เสริมศิริ นิลดำ ได้เปิดเผยผลการศึกษาเชิงลึกชุด “จากองค์ความรู้สู่ทิศทาง: อนาคต AI กับการสื่อสารของสังคมไทย” โดยได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยและพัฒนาสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส เพื่อกำหนดทิศทางที่ชัดเจนบนหลักฐานเชิงประจักษ์

ผลการวิจัยชี้ให้เห็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญทางวิชาการ เมื่อบริบทของปัญญาประดิษฐ์ยุคใหม่ได้เข้ามาท้าทายทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี (TAM) ดั้งเดิม ส่งผลให้ปัจจัยเรื่องความง่ายในการใช้งานลดบทบาทลงเหลือเพียงเงื่อนไขพื้นฐาน ขณะที่ปัจจัยด้านทัศนคติถูกยกระดับความสำคัญสู่เรื่องความไว้วางใจ พร้อมกันนี้คณะผู้วิจัยยังได้นำเสนอโมเดล 5 เสาหลักการรู้เท่าทัน AI และแนวทางการกำกับดูแลองค์กรสื่อ เพื่อวางรากฐานธรรมาภิบาลและการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยีอย่างสมดุล

บริบทใหม่ AI เขย่ารากฐานทฤษฎี TAM

รศ.ดร.บุหงา ชัยสุวรรณ คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) และ รศ.ดร.เสริมศิริ นิลดำ หัวหน้าโครงการวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
รศ.ดร.บุหงา ชัยสุวรรณ คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) และ รศ.ดร.เสริมศิริ นิลดำ หัวหน้าโครงการวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

รศ.ดร.บุหงา ชัยสุวรรณ คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ได้ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงวิชาการ โดยอ้างอิงถึง “ทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี” (Technology Acceptance Model: TAM) ที่เดวิด (David) นำเสนอไว้เมื่อกว่า 40 ปีก่อน ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการอธิบายเหตุผลของการยอมรับนวัตกรรมคอมพิวเตอร์

โดยทฤษฎีดั้งเดิมระบุว่าตัวแปรสำคัญคือ “ความง่ายในการใช้งาน” และ “มีประโยชน์” ซึ่งจะนำไปสู่ทัศนคติที่ดีและความต้องการใช้งาน โดยโมเดลนี้มีการพัฒนาต่อเนื่องเป็น TAM 1, TAM 2 และ UTAUT รุ่นต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม ผลจากการสังเคราะห์งานวิจัยย่อย 7 เรื่องในโครงการนี้ชี้ให้เห็นว่า บริบทของ AI ในปัจจุบันได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญต่อโครงสร้างโมเดลดังกล่าว ดังนี้

  • ความง่ายในการใช้งาน (Ease of Use): เปลี่ยนสถานะจากปัจจัยจูงใจกลายเป็น “เงื่อนไขพื้นฐาน” (Baseline Condition) เนื่องจาก AI ยุคใหม่มีส่วนติดต่อผู้ใช้ (User Interface) ที่เป็นธรรมชาติ รองรับการสั่งงานด้วยภาษาพูดเสมือนการสนทนา และสามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานภาพหรือวิดีโอได้ตามความต้องการโดยไม่ต้องเขียนโค้ด
  • ประโยชน์จากการใช้งาน (Usefulness): ก้าวข้ามคำถามว่ามีประโยชน์หรือไม่ ไปสู่การพิจารณา “เลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมที่สุด” ท่ามกลางตัวเลือกแอปพลิเคชันจำนวนมาก
  • ทัศนคติ (Attitude): เปลี่ยนจากการระบุความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ ไปสู่ประเด็นของ “ความไว้วางใจ” (Trust) และจริยธรรม โดยมุ่งเน้นที่ความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยีและการใช้งานภายใต้หลักธรรมาภิบาล
  • ความตั้งใจในการใช้งาน (Intention to Use): เปลี่ยนรูปแบบไปสู่ “การเจรจาต่อรองบทบาท” (Negotiation) และการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI โดยตั้งคำถามถึงอำนาจการตัดสินใจและความรับผิดชอบหากเกิดข้อผิดพลาด ว่าจะตกเป็นของผู้สั่งการ ผู้ผลิต หรือปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งนำไปสู่การกำหนดกติกาการควบคุมระหว่างการนำมาทดแทน การใช้ร่วมกัน หรือการพึ่งพิงกันอย่างสมดุล

การพัฒนามนุษย์และ 5 เสาหลักการรู้เท่าทัน AI

ด้าน รศ.ดร.เสริมศิริ นิลดำ หัวหน้าโครงการวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ในฐานะผู้อำนวยการแผนงานวิจัย ได้นำเสนอข้อสรุปเชิงสังเคราะห์ที่ขยายภาพจากระดับปัจเจกสู่ระดับสังคม โดยระบุว่าแกนหลักของงานวิจัยคือ “การพัฒนามนุษย์” (Human Development) มนุษย์ต้องดำรงฐานะผู้มีอำนาจตัดสินใจและคัดกรอง โดยนำ AI มาทดแทนงานที่สิ้นเปลืองแรงงาน เพื่อให้มนุษย์สามารถใช้เวลาพัฒนาศักยภาพในงานที่มีความซับซ้อนสูงขึ้น

ทั้งนี้ งานวิจัยได้สังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อสร้างสังคมและประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ ผ่าน “5 เสาหลักของการรู้เท่าทัน AI” (5 Pillars of AI Literacy) ประกอบด้วย

  1. การรู้เท่าทันพื้นฐาน: เข้าใจข้อจำกัดและความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้นจากการประมวลผลของแพลตฟอร์ม
  2. การใช้อย่างเหมาะสมและรับผิดชอบ: มุ่งเน้นประสิทธิภาพควบคู่กับจริยธรรม
  3. การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking): ใช้วิจารณญาณตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-check) เพื่อตระหนักถึงข่าวปลอม (Fake News) และอคติของอัลกอริทึม
  4. ความรับผิดชอบในฐานะพลเมือง: ครอบคลุมบทบาททั้งผู้เสพและผู้ผลิตเนื้อหาที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม
  5. ความโปร่งใส: พลเมืองมีสิทธิเรียกร้องให้องค์กรสื่อและแพลตฟอร์มเปิดเผยกระบวนการผลิตเนื้อหาอย่างโปร่งใส

ความเชื่อมั่นและการกำกับดูแลองค์กรสื่อ

ในส่วนขององค์กรสื่อและผู้ประกอบวิชาชีพ งานวิจัยระบุว่าสิ่งที่สังคมต้องการคือ “ความเชื่อมั่น” (Trust) ซึ่งในยุค AI ความเชื่อมั่นต้องเกิดจากการกำกับดูแลร่วมกันผ่าน 5 องค์ประกอบ ได้แก่

  1. การกำกับดูแลความรับผิดชอบเชิงหน้าที่: ครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
  2. การประกาศการใช้งาน (Declaration): แสดงอัตลักษณ์ของสื่ออย่างจริงใจด้วยการระบุส่วนที่มีการใช้ AI ในชิ้นงาน
  3. การตรวจสอบย้อนกลับ: ต้องมีร่องรอยทางดิจิทัล (Digital Footprint) ที่สามารถตรวจสอบได้
  4. ความรับผิดชอบต่อสิทธิข้อมูลส่วนบุคคล: ให้ความสำคัญและปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
  5. ความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม: เรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ให้บริการในเชิงโครงสร้างให้มากขึ้น

สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป ชุดโครงการวิจัยดังกล่าวซึ่งได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยและพัฒนาสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส จะมุ่งเน้นการนำองค์ความรู้ที่สังเคราะห์ได้ไปต่อยอดเพื่อยกระดับวงการนิเทศศาสตร์และวิชาชีพสื่อสารมวลชน โดยคณะผู้วิจัยเตรียมเผยแพร่ผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ในรูปแบบบทความวิชาการ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ในการกำหนดทิศทางและสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้แก่สังคม ท่ามกลางความท้าทายของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เข้ามามีบทบาทต่อโครงสร้างการสื่อสารในปัจจุบัน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

วิกฤติ ‘ปลาเล็ก’ ในบ่อฉลาม: ผ่าทางรอดอุตสาหกรรมไทยยุค AI

ดร.สุวิทย์ เตือน AI ‘วิศวกรรมความจริง’ หนุนวงจรอุบาทว์กัดกินไทย แนะสร้าง Tech Moral Society

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar