ท่ามกลางการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี AI และการเติบโตของ Data Center ที่กำลังเร่งความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบทำความเย็นทั่วโลก ไฮเออร์ สมาร์ทโฮม (Haier Smart Home) ผู้นำระดับโลกด้านสมาร์ทโฮมและโซลูชันเทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัยอัจฉริยะ เดินหน้าขยายฐานการผลิตและการลงทุนในประเทศไทย ด้วยการจัดพิธีวางศิลาฤกษ์ “ฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะ (AI Intelligent Manufacturing Base)” บนพื้นที่ประมาณ 76 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 5 จังหวัดระยอง เพื่อจัดตั้งโรงงาน AI Intelligent Factory สำหรับการผลิตเครื่องปรับอากาศส่วนกลางแห่งแรกของโลก และเป็นฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศส่วนกลางที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมวางบทบาทเป็นฐานการผลิตสำคัญสำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป และอเมริกาเหนือ
ฐานการผลิตยุทธศาสตร์ รับตลาด HVAC และ Data Center
การเลือกทำเลที่ตั้งใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญด้านโลจิสติกส์ที่ช่วยสนับสนุนการส่งออกไปยังตลาดอาเซียน ยุโรป และอเมริกาเหนือ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมและเครือข่ายการค้าเสรีของประเทศไทย
การลงทุนครั้งนี้ยังสอดรับกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งด้านเมือง อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันความต้องการโซลูชัน HVAC เชิงพาณิชย์ให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าความต้องการในภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นถึง 220,000 ยูนิต ภายในปี 2573
โรงงานแห่งนี้จึงไม่ได้ผลิตเพื่อรองรับตลาดในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกวางให้เป็นฐานส่งออกหลักของไฮเออร์ โดยมีสัดส่วนการจำหน่ายในประเทศไทย 30% และส่งออกสู่ตลาดโลก 70%
ฟู่ ซ่งฮุ่ย รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไฮเออร์ สมาร์ทโฮม จำกัด และผู้จัดการทั่วไปผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ กลุ่มธุรกิจเครื่องปรับอากาศและวอเตอร์โซลูชัน ไฮเออร์ กล่าวว่า นับตั้งแต่เข้าสู่ตลาดไทยในปี พ.ศ. 2545 ไฮเออร์เดินหน้าสร้างแบรนด์ในระดับสากลควบคู่กับการพัฒนาตลาดท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันยอดขายต่อปีของโรงงานและบริษัทการค้าในประเทศไทยมีมูลค่าสูงกว่า 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยบริษัทยังคงยึดกลยุทธ์ “Three in One” เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทย
ลงทุน 5,000 ล้านบาท สร้าง Smart Factory ด้วย AI และระบบอัตโนมัติ
โครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 5,000 ล้านบาท หรือ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ บนพื้นที่ใช้สอยรวมประมาณ 130,000 ตารางเมตร โดยมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มดำเนินการผลิตในเดือนมิถุนายน 2570
แผนการผลิตจะเริ่มจากกำลังการผลิต 300,000 เครื่องในปีแรก และเพิ่มสู่ระดับสูงสุด 800,000 เครื่องต่อปี คิดเป็นมูลค่าผลผลิตประมาณ 10,000 ล้านบาท หากสามารถผลิตได้เต็มศักยภาพ
ภายในโรงงานจะมีการนำสายการผลิตอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI และระบบอัตโนมัติมาใช้ โดยมีอัตราการใช้ระบบอัตโนมัติมากกว่า 65% ควบคู่กับการผลิตชิ้นส่วนหลักภายในโรงงานแบบ 100% รวมถึงระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ 5 ระดับ และระบบควบคุมคุณภาพและกระบวนการผลิตด้วย AI ครอบคลุมตลอดทั้งสายการผลิต เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ คุณภาพ และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน
นอกจากนี้ ภายในโครงการยังมีศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) เพื่อรองรับการวิจัย การผลิต และการตลาดในระดับท้องถิ่น โดยมุ่งพัฒนาโซลูชัน HVAC ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครอบคลุมทั้ง Water Chiller, ระบบ Multi-Split, เครื่องปรับอากาศ Light Commercial, ระบบเครื่องปรับอากาศส่วนกลาง และ Commercial Heat Pump เพื่อรองรับการใช้งานในอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ โรงแรม นิคมอุตสาหกรรม และดาต้าเซ็นเตอร์
รุกตลาด Commercial HVAC และ Data Center Cooling
ฟู่ ซ่งฮุ่ย กล่าวว่า ในช่วงที่เทคโนโลยี AI, Large Model และ Computing Power ทั่วโลกเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไฮเออร์เดินหน้าขยายการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม Data Center โดยใช้เทคโนโลยีระบบหล่อเย็นด้วยอากาศและของเหลว รวมถึงโซลูชันที่เน้นประสิทธิภาพสูง คาร์บอนต่ำ และรองรับการใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม
ปัจจุบัน ไฮเออร์มีส่วนแบ่งการตลาดเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยสูงถึง 35% ขณะที่ผลิตภัณฑ์ Magnetic Levitation Chiller ได้รับความไว้วางใจให้ติดตั้งในโครงการสำคัญ อาทิ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โรงงานแห่งใหม่ในจังหวัดระยองจะช่วยลดระยะเวลาการส่งมอบ เพิ่มกำลังการผลิต และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไฮเออร์ในตลาด HVAC เชิงพาณิชย์ระดับโลก ผ่านเทคโนโลยีระบบทำความเย็นประหยัดพลังงานและโซลูชันด้านพลังงานสีเขียว
“โรงงาน Haier ที่ระยองแห่งนี้จะเป็นฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของ Haier รวมไปถึงเป็นฐานผลิตอุปกรณ์ Data Center ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และเป็นฐานการผลิตอัจฉริยะอันดับแรกของโลก โดยการนำ AI Intelligent Model มาใช้เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและทำให้เกิดระบบอัตโนมัติระดับสูง” ผู้บริหารไฮเออร์กล่าว
เชื่อมเครือข่ายการผลิตระดับโลก และขยายการลงทุนใน EEC
โรงงานที่จังหวัดระยองถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การขยายเครือข่ายการผลิตระดับโลกของไฮเออร์ สมาร์ทโฮม ซึ่งปัจจุบันมีนิคมอุตสาหกรรม 35 แห่ง ศูนย์การผลิต 173 แห่ง และเครือข่ายการจำหน่ายมากกว่า 230,000 แห่งทั่วโลก
สำหรับกลุ่มธุรกิจ HVAC ไฮเออร์มีฐานการผลิตในหลายประเทศ ทั้งจีน อียิปต์ ปากีสถาน และอินเดีย เพื่อสร้างเครือข่ายการผลิตอัจฉริยะที่ครอบคลุมทั้งเอเชีย แอฟริกา และยุโรป พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบการผลิตระดับโลก “2+5 Dynamic Cycle” ผ่านการยกระดับซัพพลายเชน การผลิตในประเทศ และประสิทธิภาพการส่งมอบในระดับภูมิภาค
ขณะที่ธุรกิจ Large HVAC ของไฮเออร์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดโลก โดยเครื่องปรับอากาศส่วนกลางระบบ Magnetic Levitation ครองอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ส่วนระบบ AI Multi-Split ยังคงเป็นผู้นำในตลาดจีน และในยุโรป ธุรกิจ HVAC ของบริษัทมีอัตราการเติบโตมากกว่า 20% ต่อปี
ไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่า “ฐานการผลิตแห่งนี้จะเป็นโรงงานที่ทันสมัยในจังหวัดระยอง มีศักยภาพในการผลิตเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจรด้วยเทคโนโลยีการผลิตชั้นสูง ซึ่งจะเป็นการเสริมขีดความสามารถของบริษัทในการเพิ่มกำลังการผลิตและขยายฐานลูกค้าในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
สร้างงานในพื้นที่ และหนุนซัพพลายเชนท้องถิ่น
เมื่อเปิดดำเนินการ โรงงานแห่งนี้จะสร้างงานมากกว่า 1,000 ตำแหน่ง จากปัจจุบันที่ไฮเออร์มีพนักงานในประเทศไทยมากกว่า 6,000 คน โดยบริษัทมีนโยบายเน้นการจ้างงานคนท้องถิ่น และมีสัดส่วนพนักงานชาวจีนในจำนวนจำกัด
นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าจัดซื้อชิ้นส่วนภายในประเทศเป็นหลัก ควบคู่กับการผลิตชิ้นส่วนหลักภายในโรงงานแบบ 100% เพื่อสนับสนุนซัพพลายเชนในประเทศ
ท่ามกลางการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล AI และโครงสร้างพื้นฐานด้าน Data Center การลงทุนครั้งนี้จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของไฮเออร์ในการขยายธุรกิจเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ ระบบทำความเย็น และโซลูชันอัจฉริยะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้



